“กองทุนน้ำมัน” ติดลบทะลุแสนล้าน จ่อลดอุ้มดีเซล จับตาราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพพุ่ง
ราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงกระแทกกลับมายังเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลใช้พยุงราคาน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน
สถานะกองทุนที่ติดลบระดับ 100,000 ล้านบาท ทำให้ภาครัฐต้องพิจารณาปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล พร้อมหาแนวทางเสริมสภาพคล่อง ทั้งการลดราคาหน้าโรงกลั่น การลดภาษีสรรพสามิต และการกู้เงินเพิ่มเติมโดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน
อย่างไรก็ตาม ทุกแนวทางยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะผลกระทบต่อรายได้ภาครัฐและภาระหนี้สาธารณะ ขณะที่การลดอุดหนุนดีเซลอาจทำให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น
กองทุนน้ำมันติดลบแสนล้าน บัญชีน้ำมัน–LPG แบกภาระหนัก
ข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่รายงานในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 ระบุว่า กองทุนมีฐานะติดลบระดับแสนล้านบาท โดยแบ่งภาระออกเป็นสองส่วนสำคัญ ได้แก่
- บัญชีน้ำมันติดลบประมาณ 60,000 ล้านบาท
- บัญชี LPG ติดลบประมาณ 40,000 ล้านบาท
ภาระดังกล่าวสะท้อนผลของการใช้เงินกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ ท่ามกลางต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก
กองทุนน้ำมันมีหน้าที่ลดความผันผวนของราคาพลังงาน โดยใช้เงินอุดหนุนในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน เงินที่ต้องจ่ายเพื่อพยุงราคาก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลต่อสภาพคล่องของกองทุน
อุ้มดีเซล 5–6 บาทต่อลิตร เงินไหลออกกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฐานะกองทุนอ่อนแอลง คือการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนราคาดีเซลสูงถึง 5–6 บาทต่อลิตร
ส่งผลให้ภาระเงินไหลออกจากกองทุนมากกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นกว่า 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หากอัตราการอุดหนุนยังอยู่ในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ดีเซลถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม การรักษาราคาดีเซลจึงช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนธุรกิจในระยะสั้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอุดหนุนจำนวนมากต่อเนื่องย่อมทำให้ภาระทางการเงินของกองทุนเพิ่มขึ้น และลดความสามารถในการรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันในอนาคต
กระทรวงพลังงานทยอยลดอุดหนุนดีเซล เหลือ 2–3 บาทต่อลิตร
เพื่อชะลอการขาดดุล กระทรวงพลังงานเริ่มทยอยปรับลดอัตราการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล จากเดิม 5–6 บาทต่อลิตร เหลือประมาณ 2–3 บาทต่อลิตร
การปรับลดดังกล่าวช่วยให้ภาระเงินไหลออกของกองทุนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 300–400 ล้านบาทต่อวัน
แม้จะช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่อง แต่ก็ยังเป็นภาระรายวันที่สูง และหากราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับเพิ่มขึ้นอีก กองทุนอาจต้องใช้เงินอุดหนุนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน การลดอัตราอุดหนุนหมายความว่า ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศมีโอกาสสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น
หากราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผู้ใช้ดีเซลและภาคธุรกิจที่พึ่งพาการขนส่งอาจต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น
สรุปข่าว
ราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงกระแทกกลับมายังเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลใช้พยุงราคาน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน
สถานะกองทุนที่ติดลบระดับ 100,000 ล้านบาท ทำให้ภาครัฐต้องพิจารณาปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล พร้อมหาแนวทางเสริมสภาพคล่อง ทั้งการลดราคาหน้าโรงกลั่น การลดภาษีสรรพสามิต และการกู้เงินเพิ่มเติมโดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน
อย่างไรก็ตาม ทุกแนวทางยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะผลกระทบต่อรายได้ภาครัฐและภาระหนี้สาธารณะ ขณะที่การลดอุดหนุนดีเซลอาจทำให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น
กองทุนน้ำมันติดลบแสนล้าน บัญชีน้ำมัน–LPG แบกภาระหนัก
ข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่รายงานในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 ระบุว่า กองทุนมีฐานะติดลบระดับแสนล้านบาท โดยแบ่งภาระออกเป็นสองส่วนสำคัญ ได้แก่
- บัญชีน้ำมันติดลบประมาณ 60,000 ล้านบาท
- บัญชี LPG ติดลบประมาณ 40,000 ล้านบาท
ภาระดังกล่าวสะท้อนผลของการใช้เงินกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ ท่ามกลางต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก
กองทุนน้ำมันมีหน้าที่ลดความผันผวนของราคาพลังงาน โดยใช้เงินอุดหนุนในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน เงินที่ต้องจ่ายเพื่อพยุงราคาก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลต่อสภาพคล่องของกองทุน
อุ้มดีเซล 5–6 บาทต่อลิตร เงินไหลออกกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฐานะกองทุนอ่อนแอลง คือการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนราคาดีเซลสูงถึง 5–6 บาทต่อลิตร
ส่งผลให้ภาระเงินไหลออกจากกองทุนมากกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นกว่า 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หากอัตราการอุดหนุนยังอยู่ในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ดีเซลถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม การรักษาราคาดีเซลจึงช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนธุรกิจในระยะสั้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอุดหนุนจำนวนมากต่อเนื่องย่อมทำให้ภาระทางการเงินของกองทุนเพิ่มขึ้น และลดความสามารถในการรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันในอนาคต
กระทรวงพลังงานทยอยลดอุดหนุนดีเซล เหลือ 2–3 บาทต่อลิตร
เพื่อชะลอการขาดดุล กระทรวงพลังงานเริ่มทยอยปรับลดอัตราการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล จากเดิม 5–6 บาทต่อลิตร เหลือประมาณ 2–3 บาทต่อลิตร
การปรับลดดังกล่าวช่วยให้ภาระเงินไหลออกของกองทุนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 300–400 ล้านบาทต่อวัน
แม้จะช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่อง แต่ก็ยังเป็นภาระรายวันที่สูง และหากราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับเพิ่มขึ้นอีก กองทุนอาจต้องใช้เงินอุดหนุนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน การลดอัตราอุดหนุนหมายความว่า ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศมีโอกาสสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น
หากราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผู้ใช้ดีเซลและภาคธุรกิจที่พึ่งพาการขนส่งอาจต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น
เปิด 3 แนวทางพยุงกองทุนน้ำมัน ลดหน้าโรงกลั่น–ลดภาษี–กู้เงินใหม่
ท่ามกลางสถานะกองทุนที่ติดลบระดับแสนล้านบาท มีข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการเสริมสภาพคล่องและลดภาระอุดหนุน 3 แนวทางสำคัญ
แนวทางแรก ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น 1–2 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนก่อนส่งต่อไปยังราคาขายปลีก และบรรเทาภาระเงินอุดหนุนจากกองทุน
แนวทางที่สอง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอย่างน้อย 2 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนราคาน้ำมันโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงินอุดหนุนจากกองทุนในสัดส่วนเท่าเดิม
แนวทางที่สาม เปิดทางให้กองทุนน้ำมันกู้เงินรอบใหม่ โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อเสริมสภาพคล่องและรองรับภาระขาดดุลที่สะสมเพิ่มขึ้น
ข้อเสนอกู้เงินเพิ่มเติมเกิดขึ้นเนื่องจากวงเงินกู้เดิม 20,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับภาระขาดดุลระดับ 100,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ทั้งสามแนวทางยังเป็นข้อเสนอที่ต้องผ่านการพิจารณาเชิงนโยบาย ไม่ใช่มาตรการที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการทั้งหมดแล้ว
คลังไม่อยากลดภาษีดีเซล หวั่นรายได้รัฐหาย
แม้การลดภาษีสรรพสามิตดีเซลจะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและภาระกองทุน แต่กระทรวงการคลังยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อรายได้ภาครัฐ
เนื่องจากภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญ หากปรับลดภาษีลง รัฐบาลจะต้องพิจารณาว่าจะชดเชยรายได้ที่หายไปอย่างไร ท่ามกลางภาระงบประมาณด้านอื่นที่ยังอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน แผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2027 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 29 กันยายน ยังไม่มีแผนค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ล่าสุดวันที่ 7 ตุลาคม 2026 กระทรวงพลังงานยืนยันว่า ยังไม่มีแผนกู้เงินเพิ่มเติมในขณะนี้ โดยมองว่ากองทุนยังมีกระแสเงินสดหมุนเวียนและสามารถบริหารจัดการได้ พร้อมระบุว่าการกู้เงินจะเป็นทางเลือกสุดท้าย หากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยืดเยื้อและมาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ
จึงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะเลือกใช้มาตรการใด ระหว่างการลดภาระกองทุน การรักษาระดับราคาน้ำมัน และการรักษาวินัยทางการคลัง
น้ำมันแพงดันเงินเฟ้อกันยายน 2.82% กดดันค่าครองชีพ
ผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเริ่มสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายน 2026 เพิ่มขึ้น 2.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุนสินค้าและบริการให้สูงขึ้น
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า หมวดพลังงานมีส่วนต่อแรงกดดันเงินเฟ้อมากกว่า 60% พร้อมปรับกรอบคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 2026 มาอยู่ที่ 1.8–2.2%
หากราคาดีเซลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังค่าขนส่งสินค้า ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
สำหรับประชาชน ภาระที่เกิดขึ้นจึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ค่าเติมน้ำมันรถยนต์ แต่รวมถึงค่าครองชีพโดยรวมที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน
จับตารัฐบาลลดอุ้มดีเซล ใครรับภาระน้ำมันแพง?
สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสะท้อนความท้าทายในการบริหารราคาพลังงานของไทย เพราะการอุดหนุนราคาดีเซลต่อเนื่องช่วยบรรเทาภาระประชาชนในระยะสั้น แต่ก็ทำให้กองทุนต้องแบกรับภาระขาดดุลเพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน หากลดการอุดหนุนในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังผันผวนจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาระต้นทุนส่วนหนึ่งก็อาจถูกส่งกลับมายังประชาชนผ่านราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาสินค้า
โจทย์สำคัญของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงจะหาเงินมาพยุงกองทุนน้ำมันได้อีกเท่าไร แต่คือจะรักษาสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพกับการลดภาระกองทุนที่ติดลบระดับแสนล้านบาทได้อย่างไร
หากราคาพลังงานโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง การตัดสินใจเรื่องภาษี การอุดหนุน และการกู้เงินจะยิ่งมีความสำคัญต่อทั้งเสถียรภาพกองทุนน้ำมันและต้นทุนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
- พลังงาน ปรับแผนกองทุนน้ำมันฯ รับวิกฤตยืดเยื้อ ดันเชื้อเพลิงชีวภาพ ลดพึ่งพาน้ำมันโลก
- "ช่วยน้ำท่วม" ประชาชนและผู้ประกอบการ คลังตั้งศูนย์ประสานงาน โทร.1689
- คลังผนึก 7 แบงก์รัฐ ตั้งศูนย์ช่วยน้ำท่วมโทร 1689
- เปิดมาตรการพยุงดีเซลปี 69 ใช้กลไกโรงกลั่น-กองทุนลดแรงกดดันค่าครองชีพ
- รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพประชาชน เตรียมเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทุกสาย
ที่มาข้อมูล : สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง,กระทรวงพลังงาน
ที่มารูปภาพ : chatgpt
