“กองทุนน้ำมัน” ติดลบทะลุแสนล้าน จ่อลดอุ้มดีเซล จับตาราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพพุ่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X

ราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงกระแทกกลับมายังเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลใช้พยุงราคาน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน

สถานะกองทุนที่ติดลบระดับ 100,000 ล้านบาท ทำให้ภาครัฐต้องพิจารณาปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล พร้อมหาแนวทางเสริมสภาพคล่อง ทั้งการลดราคาหน้าโรงกลั่น การลดภาษีสรรพสามิต และการกู้เงินเพิ่มเติมโดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน

อย่างไรก็ตาม ทุกแนวทางยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะผลกระทบต่อรายได้ภาครัฐและภาระหนี้สาธารณะ ขณะที่การลดอุดหนุนดีเซลอาจทำให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น

กองทุนน้ำมันติดลบแสนล้าน บัญชีน้ำมัน–LPG แบกภาระหนัก

ข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่รายงานในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 ระบุว่า กองทุนมีฐานะติดลบระดับแสนล้านบาท โดยแบ่งภาระออกเป็นสองส่วนสำคัญ ได้แก่

  • บัญชีน้ำมันติดลบประมาณ 60,000 ล้านบาท
  • บัญชี LPG ติดลบประมาณ 40,000 ล้านบาท

ภาระดังกล่าวสะท้อนผลของการใช้เงินกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ ท่ามกลางต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก

กองทุนน้ำมันมีหน้าที่ลดความผันผวนของราคาพลังงาน โดยใช้เงินอุดหนุนในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน เงินที่ต้องจ่ายเพื่อพยุงราคาก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลต่อสภาพคล่องของกองทุน

อุ้มดีเซล 5–6 บาทต่อลิตร เงินไหลออกกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฐานะกองทุนอ่อนแอลง คือการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนราคาดีเซลสูงถึง 5–6 บาทต่อลิตร

ส่งผลให้ภาระเงินไหลออกจากกองทุนมากกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นกว่า 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หากอัตราการอุดหนุนยังอยู่ในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ดีเซลถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม การรักษาราคาดีเซลจึงช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนธุรกิจในระยะสั้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอุดหนุนจำนวนมากต่อเนื่องย่อมทำให้ภาระทางการเงินของกองทุนเพิ่มขึ้น และลดความสามารถในการรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันในอนาคต

กระทรวงพลังงานทยอยลดอุดหนุนดีเซล เหลือ 2–3 บาทต่อลิตร

เพื่อชะลอการขาดดุล กระทรวงพลังงานเริ่มทยอยปรับลดอัตราการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล จากเดิม 5–6 บาทต่อลิตร เหลือประมาณ 2–3 บาทต่อลิตร

การปรับลดดังกล่าวช่วยให้ภาระเงินไหลออกของกองทุนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 300–400 ล้านบาทต่อวัน

แม้จะช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่อง แต่ก็ยังเป็นภาระรายวันที่สูง และหากราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับเพิ่มขึ้นอีก กองทุนอาจต้องใช้เงินอุดหนุนเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน การลดอัตราอุดหนุนหมายความว่า ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศมีโอกาสสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น

หากราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผู้ใช้ดีเซลและภาคธุรกิจที่พึ่งพาการขนส่งอาจต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น


สรุปข่าว

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสะสมเกิน 100,000 ล้านบาท หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินเฟ้อเดือนกันยายนอยู่ที่ 2.82% และกระทบค่าครองชีพ กระทรวงพลังงานจึงทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลงจาก 5-6 บาท เหลือ 2-3 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระขาดดุลกองทุนฯ แต่ก็อาจทำให้ราคาขายปลีกดีเซลสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางพยุงกองทุนฯ เช่น ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ลดภาษีสรรพสามิต และการกู้เงินเพิ่ม ทว่ากระทรวงการคลังยังกังวลเรื่องการสูญเสียรายได้และภาระหนี้สาธารณะ โดยยืนยันว่าการกู้เงินเป็นทางเลือกสุดท้าย โจทย์สำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพประชาชนกับการรักษาวินัยทางการคลัง

ราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงกระแทกกลับมายังเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลใช้พยุงราคาน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน

สถานะกองทุนที่ติดลบระดับ 100,000 ล้านบาท ทำให้ภาครัฐต้องพิจารณาปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล พร้อมหาแนวทางเสริมสภาพคล่อง ทั้งการลดราคาหน้าโรงกลั่น การลดภาษีสรรพสามิต และการกู้เงินเพิ่มเติมโดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน

อย่างไรก็ตาม ทุกแนวทางยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะผลกระทบต่อรายได้ภาครัฐและภาระหนี้สาธารณะ ขณะที่การลดอุดหนุนดีเซลอาจทำให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น

กองทุนน้ำมันติดลบแสนล้าน บัญชีน้ำมัน–LPG แบกภาระหนัก

ข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่รายงานในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 ระบุว่า กองทุนมีฐานะติดลบระดับแสนล้านบาท โดยแบ่งภาระออกเป็นสองส่วนสำคัญ ได้แก่

  • บัญชีน้ำมันติดลบประมาณ 60,000 ล้านบาท
  • บัญชี LPG ติดลบประมาณ 40,000 ล้านบาท

ภาระดังกล่าวสะท้อนผลของการใช้เงินกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ ท่ามกลางต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก

กองทุนน้ำมันมีหน้าที่ลดความผันผวนของราคาพลังงาน โดยใช้เงินอุดหนุนในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน เงินที่ต้องจ่ายเพื่อพยุงราคาก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลต่อสภาพคล่องของกองทุน

อุ้มดีเซล 5–6 บาทต่อลิตร เงินไหลออกกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฐานะกองทุนอ่อนแอลง คือการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนราคาดีเซลสูงถึง 5–6 บาทต่อลิตร

ส่งผลให้ภาระเงินไหลออกจากกองทุนมากกว่า 700 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นกว่า 20,000 ล้านบาทต่อเดือน หากอัตราการอุดหนุนยังอยู่ในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ดีเซลถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม การรักษาราคาดีเซลจึงช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนธุรกิจในระยะสั้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอุดหนุนจำนวนมากต่อเนื่องย่อมทำให้ภาระทางการเงินของกองทุนเพิ่มขึ้น และลดความสามารถในการรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันในอนาคต

กระทรวงพลังงานทยอยลดอุดหนุนดีเซล เหลือ 2–3 บาทต่อลิตร

เพื่อชะลอการขาดดุล กระทรวงพลังงานเริ่มทยอยปรับลดอัตราการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล จากเดิม 5–6 บาทต่อลิตร เหลือประมาณ 2–3 บาทต่อลิตร

การปรับลดดังกล่าวช่วยให้ภาระเงินไหลออกของกองทุนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 300–400 ล้านบาทต่อวัน

แม้จะช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่อง แต่ก็ยังเป็นภาระรายวันที่สูง และหากราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับเพิ่มขึ้นอีก กองทุนอาจต้องใช้เงินอุดหนุนเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน การลดอัตราอุดหนุนหมายความว่า ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศมีโอกาสสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น

หากราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผู้ใช้ดีเซลและภาคธุรกิจที่พึ่งพาการขนส่งอาจต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น


เปิด 3 แนวทางพยุงกองทุนน้ำมัน ลดหน้าโรงกลั่น–ลดภาษี–กู้เงินใหม่

ท่ามกลางสถานะกองทุนที่ติดลบระดับแสนล้านบาท มีข้อเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการเสริมสภาพคล่องและลดภาระอุดหนุน 3 แนวทางสำคัญ

แนวทางแรก ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น 1–2 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนก่อนส่งต่อไปยังราคาขายปลีก และบรรเทาภาระเงินอุดหนุนจากกองทุน

แนวทางที่สอง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอย่างน้อย 2 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนราคาน้ำมันโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงินอุดหนุนจากกองทุนในสัดส่วนเท่าเดิม

แนวทางที่สาม เปิดทางให้กองทุนน้ำมันกู้เงินรอบใหม่ โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อเสริมสภาพคล่องและรองรับภาระขาดดุลที่สะสมเพิ่มขึ้น

ข้อเสนอกู้เงินเพิ่มเติมเกิดขึ้นเนื่องจากวงเงินกู้เดิม 20,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับภาระขาดดุลระดับ 100,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ทั้งสามแนวทางยังเป็นข้อเสนอที่ต้องผ่านการพิจารณาเชิงนโยบาย ไม่ใช่มาตรการที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการทั้งหมดแล้ว

คลังไม่อยากลดภาษีดีเซล หวั่นรายได้รัฐหาย

แม้การลดภาษีสรรพสามิตดีเซลจะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและภาระกองทุน แต่กระทรวงการคลังยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อรายได้ภาครัฐ

เนื่องจากภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญ หากปรับลดภาษีลง รัฐบาลจะต้องพิจารณาว่าจะชดเชยรายได้ที่หายไปอย่างไร ท่ามกลางภาระงบประมาณด้านอื่นที่ยังอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน แผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2027 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 29 กันยายน ยังไม่มีแผนค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ล่าสุดวันที่ 7 ตุลาคม 2026 กระทรวงพลังงานยืนยันว่า ยังไม่มีแผนกู้เงินเพิ่มเติมในขณะนี้ โดยมองว่ากองทุนยังมีกระแสเงินสดหมุนเวียนและสามารถบริหารจัดการได้ พร้อมระบุว่าการกู้เงินจะเป็นทางเลือกสุดท้าย หากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยืดเยื้อและมาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ 

จึงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะเลือกใช้มาตรการใด ระหว่างการลดภาระกองทุน การรักษาระดับราคาน้ำมัน และการรักษาวินัยทางการคลัง


น้ำมันแพงดันเงินเฟ้อกันยายน 2.82% กดดันค่าครองชีพ

ผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเริ่มสะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายน 2026 เพิ่มขึ้น 2.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุนสินค้าและบริการให้สูงขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า หมวดพลังงานมีส่วนต่อแรงกดดันเงินเฟ้อมากกว่า 60% พร้อมปรับกรอบคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 2026 มาอยู่ที่ 1.8–2.2% 

หากราคาดีเซลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังค่าขนส่งสินค้า ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

สำหรับประชาชน ภาระที่เกิดขึ้นจึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ค่าเติมน้ำมันรถยนต์ แต่รวมถึงค่าครองชีพโดยรวมที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน

จับตารัฐบาลลดอุ้มดีเซล ใครรับภาระน้ำมันแพง?

สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสะท้อนความท้าทายในการบริหารราคาพลังงานของไทย เพราะการอุดหนุนราคาดีเซลต่อเนื่องช่วยบรรเทาภาระประชาชนในระยะสั้น แต่ก็ทำให้กองทุนต้องแบกรับภาระขาดดุลเพิ่มขึ้น

ในทางกลับกัน หากลดการอุดหนุนในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังผันผวนจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาระต้นทุนส่วนหนึ่งก็อาจถูกส่งกลับมายังประชาชนผ่านราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาสินค้า

โจทย์สำคัญของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงจะหาเงินมาพยุงกองทุนน้ำมันได้อีกเท่าไร แต่คือจะรักษาสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพกับการลดภาระกองทุนที่ติดลบระดับแสนล้านบาทได้อย่างไร

หากราคาพลังงานโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง การตัดสินใจเรื่องภาษี การอุดหนุน และการกู้เงินจะยิ่งมีความสำคัญต่อทั้งเสถียรภาพกองทุนน้ำมันและต้นทุนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

แท็กบทความ