"เวียดนาม" เศรษฐกิจโตแรง GDP ไตรมาส 3 พุ่ง แผน 5 ปีดันรายได้ต่อหัว 8,500 ดอลลาร์

Share on Line Share on Facebook Share on X

เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งตัวอย่างโดดเด่น โดย GDP ไตรมาส 3 ปี 2026 ขยายตัวเกือบ 10% สูงที่สุดในรอบ 4 ปี แรงส่งสำคัญมาจากภาคส่งออก การผลิต และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังไหลเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง 

แต่เวียดนามไม่ได้มองเพียงการเติบโตระยะสั้น เพราะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี 2026–2030 ตั้งเป้ารักษาการเติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี พร้อมดัน GDP ต่อหัวขึ้นสู่ 8,500 ดอลลาร์ภายในปี 2030 เปลี่ยนจากการเป็นฐานการผลิตต้นทุนแข่งขันได้ ไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าและรายได้สูงขึ้น 

GDP เวียดนามไตรมาส 3 โต 9.95% สูงสุดรอบ 4 ปี

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาส 3 ปี 2026 ขยายตัว 9.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจากการเติบโต 8.81% ในไตรมาส 2 และเป็นอัตราการขยายตัวรายไตรมาสสูงที่สุดในรอบ 4 ปี 

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคอุตสาหกรรม โดย ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 16.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนกำลังการผลิตที่ขยายตัวตามความต้องการทั้งในและต่างประเทศ

ด้านการค้าระหว่างประเทศยิ่งขยายตัวแรง เดือนกันยายนเวียดนามส่งออกสินค้ามูลค่า 59,480 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 39.1% จากปีก่อน ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเป็นอีกแรงสนับสนุนเศรษฐกิจ

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เวียดนามกำลังได้แรงส่งพร้อมกันจากทั้ง การผลิต การส่งออก และการลงทุน ซึ่งช่วยเพิ่มคำสั่งซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

FDI 9 เดือนแตะ 21,100 ล้านดอลลาร์

เงินทุนต่างประเทศยังเป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญ โดย FDI ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 21,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

การลงทุนที่ไหลเข้ามาไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะโรงงานต่างชาติ แต่สามารถเปิดโอกาสให้ธุรกิจเวียดนามเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วน โลจิสติกส์ ไปจนถึงบริการสนับสนุนโรงงาน

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า เวียดนามจะสามารถเพิ่ม Local Content และยกระดับผู้ประกอบการภายในประเทศให้รับมูลค่าจาก FDI ได้มากเพียงใด แทนที่จะเป็นเพียงสถานที่ตั้งโรงงานเพื่อผลิตและส่งออก


สรุปข่าว

เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาส 3 ปี 2026 ขยายตัวถึง 9.95% สูงสุดในรอบ 4 ปี ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เวียดนามยังคงเดินหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี (2026-2030) โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP เฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี และผลักดันรายได้ต่อหัวให้สูงถึง 8,500 ดอลลาร์ภายในปี 2030 เพื่อยกระดับประเทศจากฐานการผลิตไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าและรายได้สูงขึ้น แผนนี้จะเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพแรงงาน และการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วก็มาพร้อมกับความท้าทาย เช่น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรง ซึ่งเวียดนามจะต้องบริหารจัดการควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพ เพื่อให้การลงทุนและการส่งออกก่อให้เกิดประโยชน์และกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างแท้จริง

เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งตัวอย่างโดดเด่น โดย GDP ไตรมาส 3 ปี 2026 ขยายตัวเกือบ 10% สูงที่สุดในรอบ 4 ปี แรงส่งสำคัญมาจากภาคส่งออก การผลิต และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังไหลเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง 

แต่เวียดนามไม่ได้มองเพียงการเติบโตระยะสั้น เพราะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี 2026–2030 ตั้งเป้ารักษาการเติบโตเฉลี่ยอย่างน้อย 10% ต่อปี พร้อมดัน GDP ต่อหัวขึ้นสู่ 8,500 ดอลลาร์ภายในปี 2030 เปลี่ยนจากการเป็นฐานการผลิตต้นทุนแข่งขันได้ ไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าและรายได้สูงขึ้น 

GDP เวียดนามไตรมาส 3 โต 9.95% สูงสุดรอบ 4 ปี

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาส 3 ปี 2026 ขยายตัว 9.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจากการเติบโต 8.81% ในไตรมาส 2 และเป็นอัตราการขยายตัวรายไตรมาสสูงที่สุดในรอบ 4 ปี 

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคอุตสาหกรรม โดย ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 16.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนกำลังการผลิตที่ขยายตัวตามความต้องการทั้งในและต่างประเทศ

ด้านการค้าระหว่างประเทศยิ่งขยายตัวแรง เดือนกันยายนเวียดนามส่งออกสินค้ามูลค่า 59,480 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 39.1% จากปีก่อน ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเป็นอีกแรงสนับสนุนเศรษฐกิจ

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เวียดนามกำลังได้แรงส่งพร้อมกันจากทั้ง การผลิต การส่งออก และการลงทุน ซึ่งช่วยเพิ่มคำสั่งซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

FDI 9 เดือนแตะ 21,100 ล้านดอลลาร์

เงินทุนต่างประเทศยังเป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญ โดย FDI ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 21,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

การลงทุนที่ไหลเข้ามาไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะโรงงานต่างชาติ แต่สามารถเปิดโอกาสให้ธุรกิจเวียดนามเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วน โลจิสติกส์ ไปจนถึงบริการสนับสนุนโรงงาน

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า เวียดนามจะสามารถเพิ่ม Local Content และยกระดับผู้ประกอบการภายในประเทศให้รับมูลค่าจาก FDI ได้มากเพียงใด แทนที่จะเป็นเพียงสถานที่ตั้งโรงงานเพื่อผลิตและส่งออก


แผน 5 ปี ตั้งเป้า GDP โตเฉลี่ยอย่างน้อย 10%

แรงส่งในปี 2026 เกิดขึ้นพร้อมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี 2026–2030 ซึ่งรัฐสภาเวียดนามให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ GDP เวียดนามเติบโตเฉลี่ย อย่างน้อย 10% ต่อปี ตลอดช่วง 5 ปี พร้อมรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคุมเงินเฟ้อ และรักษาสมดุลเศรษฐกิจมหภาค 

หากทำได้ จะถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงมากสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในอาเซียน และจะทำให้ขนาดเศรษฐกิจเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 5 ปี

เป้าหมายระยะยาวคือการก้าวขึ้นเป็น ประเทศกำลังพัฒนาที่มีอุตสาหกรรมสมัยใหม่และมีรายได้ปานกลางระดับสูง พร้อมขึ้นเป็นหนึ่งใน 30 ประเทศที่มีขนาด GDP ใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2030 

ดัน GDP ต่อหัวสู่ 8,500 ดอลลาร์ในปี 2030

เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงคือการเพิ่ม GDP ต่อหัว โดยเวียดนามวางเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 8,500 ดอลลาร์ต่อคนต่อปีในปี 2030 เทียบกับประมาณ 5,000 ดอลลาร์ในปี 2025 

จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มขนาด GDP แต่ต้องทำให้แรงงานและธุรกิจสามารถสร้างมูลค่าได้สูงขึ้นด้วย

วิธีขับเคลื่อนตามแผนครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มคุณภาพแรงงาน ไปจนถึงการใช้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และ Digital Transformation เป็นเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจ

หากผู้ผลิตสามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพและขยับจากการรับจ้างผลิตไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น รายได้ที่เกิดจากการลงทุนและการส่งออกก็มีโอกาสกระจายเข้าสู่เศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น


ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปูฐานการเติบโตรอบใหม่

อีกหัวใจของแผนคือโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการเป็นฐานการผลิตและส่งออกขนาดใหญ่ต้องมีระบบขนส่งที่สามารถรองรับปริมาณสินค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

เวียดนามวางแผนเร่งลงทุนทั้ง ทางด่วน ท่าเรือนานาชาติ สนามบิน รถไฟความเร็วสูง รถไฟเชื่อมระหว่างประเทศ และระบบรถไฟในเมือง โดยตั้งเป้ามีทางด่วนเปิดใช้งานมากกว่า 5,000 กิโลเมตรภายในปี 2030 

การลงทุนเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อต้นทุนธุรกิจ หากการขนส่งระหว่างโรงงาน ท่าเรือ และตลาดปลายทางเร็วขึ้น ก็ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตเวียดนาม

โตแรง แต่ต้องจับตาเงินเฟ้อและความร้อนแรงของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตเกือบ 10% ไม่ได้มีแต่ด้านบวก เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วอาจตามมาด้วยแรงกดดันด้านราคาและความเสี่ยงจากการลงทุนที่เร่งตัวมากเกินไป

Reuters รายงานว่า เงินเฟ้อเวียดนามเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 5.08% จากปีก่อน ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนถึงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรง รวมถึงข้อจำกัดด้านพลังงานและความไม่แน่นอนของอุปสงค์โลก 

ธนาคารกลางเวียดนามยอมรับว่าเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมายในเดือนกันยายน แต่ยังประเมินว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม 

ดังนั้น การเดินหน้าสู่เป้าหมายเติบโตเฉลี่ย 10% ต้องทำควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไม่ให้ต้นทุนและเงินเฟ้อเพิ่มเร็วจนลดทอนประโยชน์จากการเติบโต

จากฐานผลิต สู่โจทย์สร้างรายได้ให้คนเวียดนาม

สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า GDP เวียดนามจะโตถึง 10% หรือไม่ แต่คือ เวียดนามจะเปลี่ยนเงินลงทุนและการส่งออกให้กลายเป็นผลิตภาพและรายได้ของคนในประเทศได้มากแค่ไหน

หากโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้า แรงงานมีทักษะสูงขึ้น ธุรกิจท้องถิ่นเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น และเทคโนโลยีช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิต เวียดนามก็มีโอกาสขยับจากฐานการผลิตที่เติบโตเร็ว ไปสู่เศรษฐกิจที่มีรายได้สูงขึ้น

และนั่นจะทำให้เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค แต่กลายเป็น คู่แข่งสำคัญในการแย่งชิงทั้งเงินลงทุน ฐานการผลิต และธุรกิจมูลค่าสูงในอาเซียนในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ที่มาข้อมูล : Reuters, รัฐสภาเวียดนาม, Vietnam News Agency, Viet Nam News

ที่มารูปภาพ : chatgpt