อาเซียนโตแกร่งสวนแรงกดดันโลก AI-ชิป-Data Center ดึงเงินทุน ไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม

Share on Line Share on Facebook Share on X

ความไม่แน่นอนจากราคาพลังงาน สถานการณ์การค้าโลก และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก แต่อาเซียนกลับประคองการเติบโตได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ โดยมีการลงทุนด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เข้ามาช่วยพยุงทั้งการผลิต การส่งออก และการลงทุนของภูมิภาค

Moody’s Analytics ประเมินล่าสุดว่า เศรษฐกิจอาเซียนจะขยายตัว 4.8% ในปี 2569 ลดลงเล็กน้อยจาก 4.9% ในปี 2568 และมีแนวโน้มชะลอลงสู่ 4.6% ในปี 2570 แต่การรักษาอัตราการเติบโตเหนือ 4% ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ภาษีการค้า และอุปสงค์ภายในที่แตกต่างกัน สะท้อนความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจภูมิภาค 

AI-ชิป-Data Center กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของอาเซียน

หนึ่งในแรงส่งสำคัญมาจากกระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center

Moody’s Analytics มองว่า การเติบโตของ AI ช่วยเป็นกันชนให้เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ภาษี และความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จากกระแส AI ไม่ได้กระจายเท่ากันทั้งภูมิภาค ประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกได้มากกว่า ย่อมได้รับแรงส่งมากกว่า ขณะที่ธุรกิจที่พึ่งพาตลาดภายในหรือมีต้นทุนพลังงานสูงยังต้องเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต้นทุนการดำเนินงาน

อีกตัวแปรที่ต้องจับตาคือทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ เพราะหากเงื่อนไขทางภาษีสำหรับสินค้าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลต่อคำสั่งซื้อ การผลิต และการตัดสินใจลงทุนในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับประเทศไทย กระแสนี้เป็นทั้งโอกาสและแรงกดดัน ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และผู้ผลิตที่สามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่มีโอกาสได้รับประโยชน์ แต่หากไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้น้อย ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนก็อาจไม่กระจายไปสู่รายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อภายในประเทศมากเท่าที่ควร

GDP อาเซียนแบ่งเป็น “สองความเร็ว” ไทยโตต่ำสุดในกลุ่ม

ความแข็งแกร่งของอาเซียนไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศกำลังเติบโตไปพร้อมกัน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและความสามารถในการรับประโยชน์จากกระแสเทคโนโลยีแตกต่างกันอย่างชัดเจน

McKinsey ระบุว่า เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไตรมาส 2 ปี 2569 กำลังแสดงภาพการเติบโตแบบ “Two-speed region” หรือภูมิภาคที่เติบโตสองความเร็ว โดยเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการค้าระหว่างประเทศกำลังโตเร็วกว่าประเทศที่เผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ภายใน 

ในกลุ่ม 6 เศรษฐกิจหลัก เวียดนามเติบโตสูงสุด 8.39% ตามด้วยมาเลเซีย 6.0% สิงคโปร์ 5.9% และอินโดนีเซีย 5.29% ส่วนฟิลิปปินส์ขยายตัวเพียง 2.3% และไทยอยู่ต่ำสุดที่ 1.9% ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก 

เวียดนามได้รับแรงหนุนจากการผลิต การก่อสร้าง การลงทุน และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ขณะที่สิงคโปร์ได้ประโยชน์อย่างชัดเจนจากอุปสงค์โลกที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งช่วยผลักดันการผลิตและการส่งออก 

อินโดนีเซียยังสามารถรักษาการขยายตัวที่ 5.29% โดยมีเศรษฐกิจภายในประเทศขนาดใหญ่เป็นฐานสำคัญ แม้การบริโภคภาคครัวเรือนชะลอลงจากไตรมาสแรก ส่วนฟิลิปปินส์ได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่กระทบกำลังซื้อ รวมถึงความล่าช้าของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ 

สำหรับไทย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% โดยแรงกดดันสำคัญมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนลง การใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัว และการลงทุนภาครัฐหดตัว 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การแข่งขันภายในอาเซียนกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาแรงงานและต้นทุนต่ำ ไปสู่การแข่งขันด้าน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลก


สรุปข่าว

เศรษฐกิจอาเซียนปี 2569 ยังโต 4.8% แม้เผชิญราคาพลังงานและความไม่แน่นอนการค้าโลก AI เซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center เป็นแรงส่งสำคัญ ขณะที่ FDI อาเซียนปี 2568 ทำสถิติสูงสุด 2.439 แสนล้านดอลลาร์ ไทยรับเงินลงทุนเพิ่ม 30.3% แต่ GDP ไตรมาส 2 โตเพียง 1.9%

ความไม่แน่นอนจากราคาพลังงาน สถานการณ์การค้าโลก และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก แต่อาเซียนกลับประคองการเติบโตได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ โดยมีการลงทุนด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เข้ามาช่วยพยุงทั้งการผลิต การส่งออก และการลงทุนของภูมิภาค

Moody’s Analytics ประเมินล่าสุดว่า เศรษฐกิจอาเซียนจะขยายตัว 4.8% ในปี 2569 ลดลงเล็กน้อยจาก 4.9% ในปี 2568 และมีแนวโน้มชะลอลงสู่ 4.6% ในปี 2570 แต่การรักษาอัตราการเติบโตเหนือ 4% ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ภาษีการค้า และอุปสงค์ภายในที่แตกต่างกัน สะท้อนความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจภูมิภาค 

AI-ชิป-Data Center กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของอาเซียน

หนึ่งในแรงส่งสำคัญมาจากกระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center

Moody’s Analytics มองว่า การเติบโตของ AI ช่วยเป็นกันชนให้เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ภาษี และความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จากกระแส AI ไม่ได้กระจายเท่ากันทั้งภูมิภาค ประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกได้มากกว่า ย่อมได้รับแรงส่งมากกว่า ขณะที่ธุรกิจที่พึ่งพาตลาดภายในหรือมีต้นทุนพลังงานสูงยังต้องเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต้นทุนการดำเนินงาน

อีกตัวแปรที่ต้องจับตาคือทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ เพราะหากเงื่อนไขทางภาษีสำหรับสินค้าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลต่อคำสั่งซื้อ การผลิต และการตัดสินใจลงทุนในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับประเทศไทย กระแสนี้เป็นทั้งโอกาสและแรงกดดัน ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และผู้ผลิตที่สามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่มีโอกาสได้รับประโยชน์ แต่หากไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้น้อย ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนก็อาจไม่กระจายไปสู่รายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อภายในประเทศมากเท่าที่ควร

GDP อาเซียนแบ่งเป็น “สองความเร็ว” ไทยโตต่ำสุดในกลุ่ม

ความแข็งแกร่งของอาเซียนไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศกำลังเติบโตไปพร้อมกัน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและความสามารถในการรับประโยชน์จากกระแสเทคโนโลยีแตกต่างกันอย่างชัดเจน

McKinsey ระบุว่า เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไตรมาส 2 ปี 2569 กำลังแสดงภาพการเติบโตแบบ “Two-speed region” หรือภูมิภาคที่เติบโตสองความเร็ว โดยเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการค้าระหว่างประเทศกำลังโตเร็วกว่าประเทศที่เผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ภายใน 

ในกลุ่ม 6 เศรษฐกิจหลัก เวียดนามเติบโตสูงสุด 8.39% ตามด้วยมาเลเซีย 6.0% สิงคโปร์ 5.9% และอินโดนีเซีย 5.29% ส่วนฟิลิปปินส์ขยายตัวเพียง 2.3% และไทยอยู่ต่ำสุดที่ 1.9% ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก 

เวียดนามได้รับแรงหนุนจากการผลิต การก่อสร้าง การลงทุน และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ขณะที่สิงคโปร์ได้ประโยชน์อย่างชัดเจนจากอุปสงค์โลกที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งช่วยผลักดันการผลิตและการส่งออก 

อินโดนีเซียยังสามารถรักษาการขยายตัวที่ 5.29% โดยมีเศรษฐกิจภายในประเทศขนาดใหญ่เป็นฐานสำคัญ แม้การบริโภคภาคครัวเรือนชะลอลงจากไตรมาสแรก ส่วนฟิลิปปินส์ได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่กระทบกำลังซื้อ รวมถึงความล่าช้าของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ 

สำหรับไทย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% โดยแรงกดดันสำคัญมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนลง การใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัว และการลงทุนภาครัฐหดตัว 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การแข่งขันภายในอาเซียนกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาแรงงานและต้นทุนต่ำ ไปสู่การแข่งขันด้าน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลก


FDI อาเซียนทำสถิติ 2.439 แสนล้านดอลลาร์

แม้แต่ละประเทศจะเติบโตไม่เท่ากัน แต่อาเซียนยังรักษาความน่าสนใจในฐานะตลาดขนาดใหญ่ ฐานการผลิต และจุดเชื่อมต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

ข้อมูล Invest ASEAN ซึ่งอ้างอิง World Investment Report 2026 ของ UNCTAD ระบุว่า ปี 2568 อาเซียนดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 243,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.7% จาก 222,300 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน 

เงินลงทุนที่ไหลเข้าอาเซียนคิดเป็น 15% ของ FDI ทั่วโลก เพิ่มจาก 14.5% ในปี 2567 และมีสัดส่วนสูงถึง 27.1% ของ FDI ที่ไหลเข้าสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพิ่มจาก 25.2% ในปีก่อน

ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับภาพใหญ่ของ UNCTAD ที่พบว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แซงเอเชียตะวันออกขึ้นมาเป็นอนุภูมิภาคที่รับ FDI มากที่สุดใน Developing Asia ในปี 2568 

แม้ FDI รวมของอาเซียนทำสถิติสูงสุด แต่มูลค่าโครงการลงทุนใหม่แบบ Greenfield ที่ประกาศในปี 2568 กลับลดลง 10.1% เหลือ 105,600 ล้านดอลลาร์ จาก 117,400 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า เงินทุนยังมองอาเซียนเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่การตัดสินใจสร้างโรงงานหรือโครงการใหม่ไม่ได้ขยายตัวพร้อมกันทุกประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า พลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม ไทยสวนทางกับภาพรวม โดยมูลค่า Greenfield FDI ที่ประกาศเพิ่มจาก 9,800 ล้านดอลลาร์เป็น 17,200 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มประมาณ 75% ขณะที่เวียดนามเพิ่มขึ้น 8% เป็น 24,000 ล้านดอลลาร์ 

เงินลงทุนโลกมุ่ง AI-ดิจิทัล-ชิป-EV-พลังงาน

โครงสร้าง FDI โลกกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกับเทคโนโลยี โดย UNCTAD ระบุว่า การฟื้นตัวของ FDI โลกในปี 2568 กระจุกตัวในเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมบางกลุ่ม และส่วนหนึ่งถูกขับเคลื่อนจากโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับ AI 

สำหรับอาเซียน ห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และ EV โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงพลังงานสะอาด จึงมีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่ UNCTAD ชี้ว่าคุณค่าของ FDI ต่อประเทศผู้รับไม่ได้อยู่เพียงจำนวนเงินลงทุน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินดังกล่าวสามารถสร้าง กำลังการผลิต งาน ทักษะ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้เศรษฐกิจในประเทศได้มากเพียงใด 

กลุ่มที่ได้ประโยชน์จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทเทคโนโลยี แต่สามารถส่งต่อไปถึงธุรกิจก่อสร้าง วิศวกรรม ระบบไฟฟ้า โลจิสติกส์ คลาวด์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนที่สามารถเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของโครงการขนาดใหญ่ได้

แต่ธุรกิจเหล่านี้ต้องใช้เงินทุนสูง พลังงานจำนวนมาก และแรงงานทักษะเฉพาะ ประเทศที่มีระบบไฟฟ้าไม่เพียงพอ กฎระเบียบไม่ชัดเจน หรือขาดบุคลากร อาจเสียโอกาสให้คู่แข่งในภูมิภาค


ไทยต้องเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้เป็นเทคโนโลยีและรายได้

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งเดิมในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และฐานการผลิตสามารถต่อยอดไปสู่ EV เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้ แต่การแข่งขันรอบใหม่ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครสามารถดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้มากที่สุด

โจทย์สำคัญกว่าคือ ประเทศใดสามารถเปลี่ยน FDI ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากกว่า

หากไทยดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาได้ แต่เทคโนโลยี เครื่องจักร อุปกรณ์ และบุคลากรส่วนสำคัญยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ผลต่อการจ้างงาน รายได้ และผู้ประกอบการไทยก็อาจต่ำกว่ามูลค่าโครงการที่ประกาศ

การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนในอาเซียนจึงกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วย ค่าแรงและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไปสู่การแข่งขันด้วย โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด บุคลากรทักษะสูง และความสามารถในการเชื่อมธุรกิจท้องถิ่นเข้ากับทุนโลก

อาเซียนจึงอาจยังเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ผู้ได้ประโยชน์ระยะยาวจะไม่ใช่เพียงประเทศที่รับเงินลงทุนได้มากที่สุด หากเป็นประเทศที่สามารถเปลี่ยนเงินลงทุนนั้นให้กลายเป็น เทคโนโลยี ทักษะแรงงาน ฐานธุรกิจ และรายได้ของประเทศตัวเองได้มากที่สุด