คนไทย “จนลดลง” เหลือ 2.3 ล้านคน

Share on Line Share on Facebook Share on X

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำและเผยแพร่รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ข้อมูลล่าสุดประจำปี 2025 เผยแพร่เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์ความยากจนของประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


โดยจำนวนคนจนลดลงมาอยู่ที่ 2.30 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.27 ของประชากรทั้งหมด ลดลงจาก 3.41 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.85 ในปี 2024 และเส้นความยากจน ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,044 บาทต่อคนต่อเดือน


สศช.ระบุว่า สัดส่วนคนจนที่ลดลงสะท้อนถึงความสามารถในการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรที่ขยายตัวร้อยละ 4.88 ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นคนจน (สัดส่วนคนจนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรคิดเป็นร้อยละ 67.23 ของคนจนทั้งหมด) และสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานนอกภาคเกษตรที่ร้อยละ 1.35 ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่มีส่วนช่วยเสริมสภาพคล่องและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น


โดยในปี 2025 คนจนได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 346 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนใหญ่มาจากเงินช่วยเหลือประเภทอื่น ๆ ของรัฐ อาทิ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุและโครงการคนละครึ่งพลัส คิดเป็นร้อยละ 20.38 ของเส้นความยากจนเทียบกับร้อยละ 9.15 ในปี 2023 



นอกจากนี้ หากพิจารณาความยากจนในระดับครัวเรือน พบว่า ในปี 2025 ประเทศไทยมีครัวเรือนยากจน 6.72 แสนครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 2.35 ของครัวเรือนทั้งหมด ลดลงจาก 1.02 ล้านครัวเรือน ในปี 2024โดยในพื้นที่นอกเขตเทศบาลมีสัดส่วนครัวเรือนยากจนสูงกว่าในพื้นที่เขตเทศบาลถึง 2.52 เท่า สะท้อนถึงความแตกต่างของโอกาสทางเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาระหว่างพื้นที่ที่ยังคงสูง 

สรุปข่าว

สศช.เปิดรายงานสถานการณ์ความยากจนปี 2025 ปรับตัวดีขึ้น คนจนลดลงเหลือ 2.3 ล้านคน และลดลงทุกระดับความรุนแรง จากค่าจ้างเพิ่ม-มาตรการรัฐช่วยสภาพคล่อง แต่กลุ่ม "คนเกือบจน" 3.6 ล้านคน เสี่ยงสูงกลับเข้าสู่ภาวะยากจนได้ง่าย ขณะที่ความยากจนหลายมิติยังเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำและเผยแพร่รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ข้อมูลล่าสุดประจำปี 2025 เผยแพร่เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์ความยากจนของประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


โดยจำนวนคนจนลดลงมาอยู่ที่ 2.30 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.27 ของประชากรทั้งหมด ลดลงจาก 3.41 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.85 ในปี 2024 และเส้นความยากจน ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,044 บาทต่อคนต่อเดือน


สศช.ระบุว่า สัดส่วนคนจนที่ลดลงสะท้อนถึงความสามารถในการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรที่ขยายตัวร้อยละ 4.88 ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นคนจน (สัดส่วนคนจนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรคิดเป็นร้อยละ 67.23 ของคนจนทั้งหมด) และสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานนอกภาคเกษตรที่ร้อยละ 1.35 ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่มีส่วนช่วยเสริมสภาพคล่องและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น


โดยในปี 2025 คนจนได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 346 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนใหญ่มาจากเงินช่วยเหลือประเภทอื่น ๆ ของรัฐ อาทิ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุและโครงการคนละครึ่งพลัส คิดเป็นร้อยละ 20.38 ของเส้นความยากจนเทียบกับร้อยละ 9.15 ในปี 2023 



นอกจากนี้ หากพิจารณาความยากจนในระดับครัวเรือน พบว่า ในปี 2025 ประเทศไทยมีครัวเรือนยากจน 6.72 แสนครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 2.35 ของครัวเรือนทั้งหมด ลดลงจาก 1.02 ล้านครัวเรือน ในปี 2024โดยในพื้นที่นอกเขตเทศบาลมีสัดส่วนครัวเรือนยากจนสูงกว่าในพื้นที่เขตเทศบาลถึง 2.52 เท่า สะท้อนถึงความแตกต่างของโอกาสทางเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาระหว่างพื้นที่ที่ยังคงสูง 

ขณะที่ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มี “สัดส่วนคนจน” สูงที่สุด รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ อยู่ที่ร้อยละ 6.57 ร้อยละ 4.23 และร้อยละ 4.18 ตามลำดับ โดยทั้ง 3 ภูมิภาคมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคเกษตรในสัดส่วนสูง ทำให้ครัวเรือนมีความเปราะบางต่อความผันผวนของต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าเกษตร และสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น 


สำหรับจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ปัตตานี ยะลา ศรีสะเกษ ตากสระแก้ว ระนอง นราธิวาส สตูล และอุบลราชธานี ตามลำดับ โดยแม่ฮ่องสอนและปัตตานี ยังคงอยู่ในกลุ่ม 5 จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุดอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ถึงปัญหาความยากจนเรื้อรังในบางพื้นที่ซึ่งมีปัจจัยมาจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทั้งการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและบริการพื้นฐาน รวมถึงปัจจัยเฉพาะพื้นที่ เช่น ภัยธรรมชาติสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เป็นต้น ส่งผลต่อปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 


อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจาก “จำนวนคนจน” พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนคนจนสูงที่สุดของประเทศอยู่ที่ประมาณ 7.64 แสนคน หรือร้อยละ 33.22 ของจำนวนคนจนทั้งหมด รองลงมาคือ ภาคใต้ จำนวน 6.49 แสนคน หรือร้อยละ 28.22  ทั้งนี้ จำนวนคนจนที่สูงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานประชากรที่มีขนาดใหญ่ ทำให้แม้สถานการณ์ความยากจนจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงมีประชากรจำนวนมากที่อยู่ในภาวะยากจนและจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ


ขณะที่ความยากจนตาม “ระดับความรุนแรง” พบว่าจำนวนคนจนในทุกระดับลดลง โดย  (1) กลุ่มคนจนมาก หรือกลุ่มที่เผชิญกับความยากจนขั้นรุนแรงลดลงจาก 8.62 แสนคน (ร้อยละ 1.25 ของประชากรทั้งหมด) ในปี 2024 เป็น 5.83 แสนคน (ร้อยละ 0.80) ในปี 2025 


(2) กลุ่มคนจนน้อย ลดลงจาก 2.55 ล้านคน (ร้อยละ 3.64) ในปี 2024 เป็น 1.72 ล้านคน (ร้อยละ2.37) ในปี 2025 


และ (3) กลุ่มคนเกือบจนหรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะยากจนลดลงจาก 4.41 ล้านคน (ร้อยละ 6.10) ในปี 2024 เป็น 3.60 ล้านคน (ร้อยละ 4.88) ในปี 2025 


ทั้งนี้ คนจนมาก คือ คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนเกินกว่าร้อยละ 20คนจนน้อย คือ คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนไม่เกินร้อยละ 20 คนเกือบจน คือ คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกินร้อยละ 20


อย่างไรก็ดี แม้สถานการณ์ความยากจนโดยรวมปรับตัวดีขึ้น แต่กลุ่ม “คนเกือบจน” จำนวนมาก ยังคงสะท้อนถึงความเปราะบางและความเสี่ยงในระดับสูง เนื่องจากมีรายจ่ายสูงกว่าเส้นความยากจนเพียงเล็กน้อย ทำให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ภาวะยากจนได้ง่าย เมื่อต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนหรือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกะทันหัน อาทิ เศรษฐกิจชะลอตัว การสูญเสียรายได้ หนี้สินที่เพิ่มขึ้น หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้น



โดยสศช.วิเคราะห์เชิงลึกพบว่า หากกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงรายได้สามารถส่งผ่านไปยังรายจ่ายได้ พบว่า ยิ่งคนที่มีรายจ่ายอยู่ใกล้เส้นความยากจนมากเท่าใด รายได้ที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้สถานะความยากจนเปลี่ยนแปลงได้ 


โดย กลุ่ม“คนเกือบจน” มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่สถานะความยากจน หากรายได้ลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่กลุ่ม“คนจนน้อย” มีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนได้ง่ายกว่าเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่ม“คนจนมาก” ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 ก็ตาม 


สะท้อนว่า คนจนแต่ละระดับมีความเปราะบางและความสามารถในการยกระดับสถานะจากการเปลี่ยนแปลงของรายได้ที่แตกต่างกัน


นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2022 ซึ่งยังคงให้สิทธิแก่ผู้ถือบัตรรายเดิมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2026 พบว่า ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกระจายอยู่ในหลายระดับ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่มีรายจ่ายต่ำสุด (Decile 1) เท่านั้น 


โดยหากใช้เกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปีของโครงการฯ พบว่าจะครอบคลุมประชากรกลุ่ม Bottom 40 ดังนั้น กลุ่มผู้มีรายได้น้อยตามเกณฑ์ดังกล่าวจึงมีขอบเขตกว้างกว่ากลุ่มคนจนตามเส้นความยากจน และไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด


ดังนั้น ความเปราะบางของคนแต่ละกลุ่มมีหลายระดับและจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือที่แตกต่างกัน มาตรการจึงควรออกแบบให้สอดคล้องกับระดับความเปราะบาง ตั้งแต่การป้องกันไม่ให้กลุ่มคนเกือบจนตกเข้าสู่ความยากจน การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนจนน้อย ไปจนถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับคนจนมาก 


โดยการกำหนดกลุ่มเป้าหมายควรพิจารณาทั้งระดับความยากจน ความเสี่ยงที่จะตกเข้าสู่ความยากจน และความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อเผชิญกับการสูญเสียรายได้ เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มที่มีความเปราะบางแตกต่างกันได้ตรงจุดมากขึ้น


ขณะที่ ความยากจนมิติอื่น “ที่ไม่ใช่ตัวเงิน” หรือความยากจนหลายมิติมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2025 ดัชนีความยากจนหลายมิติ (MPI) มีค่าเท่ากับ 0.0235 โดยสัดส่วนคนจนหลายมิติต่อประชากรทั้งหมดอยู่ที่ร้อยละ 6.43 หรือคิดเป็นจำนวน 4.53 ล้านคน และระดับความรุนแรงของความยากจนอยู่ที่ร้อยละ 36.49 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสัดส่วนคนจนหลายมิติจะมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน แต่ระดับความรุนแรงของความยากจนเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่ายังคงมีประชากรบางกลุ่มที่เผชิญข้อจำกัดในหลายมิติของการดำรงชีวิต โดยมิติความเป็นอยู่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความยากจนหลายมิติมากที่สุด โดยคิดเป็นร้อยละ 40.54 ขณะที่มิติการศึกษาส่งผลต่อความยากจนหลายมิติน้อยที่สุด 


สศช.ระบุอีกว่า แม้ว่าภาพรวมคนจนทั้งด้านตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินจะมีแนวโน้มลดลง แต่ปัญหาความยากจนหลายมิติยังคงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยในปี 2025 มีคนจนทั้งประเทศ (พิจารณาร่วมกันระหว่างเกณฑ์ความยากจนด้านตัวเงินและความยากจนหลายมิติ) จำนวนทั้งสิ้น 5.62 ล้านคน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 


(1) กลุ่มคนจนด้านตัวเงินเพียงอย่างเดียว 1.10 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่ไม่ได้ประสบปัญหาความยากจนในมิติอื่น 


(2) กลุ่มคนจนที่ประสบทั้งควายากจนด้านตัวเงินและความยากจนหลายมิติ 1.20 ล้านคน 


และ (3) กลุ่มคนจนหลายมิติเพียงอย่างเดียว 3.32 ล้านคนหรือกลุ่มที่เผชิญความขัดสนในมิติต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน


แม้ภาพรวมแนวโน้มคนจนทั้ง 3 กลุ่มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วนคนจนทั้งตัวเงินและหลายมิติที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในระดับสูงกลับปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อยหรือใกล้เคียงปีก่อนหน้า สถานการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นภาวะความยากจนเรื้อรังที่ฝังอยู่ในกลุ่มดังกล่าวและเป็นอุปสรรคต่อการยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น 


ดังนั้นการแก้ปัญหาความยากจน สศช.เสนอว่า ภาครัฐจึงอาจต้องให้ความสำคัญกับมาตรการที่มุ่งเป้าเยียวยาเฉพาะกลุ่ม (Targeted Policy) แทนการใช้นโยบายในระดับภาพรวม เพื่อออกแบบมาตรการที่เจาะจงและมุ่งลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสาธารณะและสวัสดิการพื้นฐาน