ส่งออกไทยโตแรง แต่ศึกภาษีสหรัฐฯ ยังไม่จบ เร่งปิดดีลรักษาตลาดอันดับ 1
ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การส่งออกไทยกลับขยายตัวแรงกว่าที่คาด และยังทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ แต่การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้กระจายไปทุกอุตสาหกรรม เพราะแรงส่งส่วนใหญ่มาจากสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ความเสี่ยงด้านภาษีและมาตรา 301 ยังเป็นโจทย์ที่ผู้ส่งออกไทยต้องจับตา
ส่งออก ส.ค. พุ่ง 24.3% สูงสุดรอบ 56 เดือน
กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า เดือนสิงหาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้ามูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นอัตราการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 56 เดือน และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26
ภาพรวม 8 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกมูลค่า 266,149.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.9% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยหนุนความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
สินค้าที่ได้รับแรงหนุนมีทั้งคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ โทรศัพท์ แผงวงจรรวม แผงวงจรพิมพ์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน AI ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกเบอร์ 1 ของไทย
สหรัฐฯ มีความสำคัญอย่างมากต่อภาคส่งออกไทย โดยปี 2568 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 72,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย
สินค้าหลักครอบคลุมตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร อาหารแปรรูป ไปจนถึงยางและผลิตภัณฑ์ยาง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงด้านภาษีหรือกฎการค้าของสหรัฐฯ จึงสามารถกระทบทั้งราคา คำสั่งซื้อ และการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยได้
แต่การส่งออกที่ขยายตัวแรงยังมาพร้อมกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่า โดยช่วง 8 เดือนแรกของปี การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 36.1% เป็น 303,986.9 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสะสม 37,837.2 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอีกด้านว่า การผลิตสินค้าส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ยังต้องพึ่งพาเครื่องจักร วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมาก
สรุปข่าว
ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การส่งออกไทยกลับขยายตัวแรงกว่าที่คาด และยังทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ แต่การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้กระจายไปทุกอุตสาหกรรม เพราะแรงส่งส่วนใหญ่มาจากสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ความเสี่ยงด้านภาษีและมาตรา 301 ยังเป็นโจทย์ที่ผู้ส่งออกไทยต้องจับตา
ส่งออก ส.ค. พุ่ง 24.3% สูงสุดรอบ 56 เดือน
กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า เดือนสิงหาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้ามูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นอัตราการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 56 เดือน และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26
ภาพรวม 8 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกมูลค่า 266,149.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.9% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยหนุนความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
สินค้าที่ได้รับแรงหนุนมีทั้งคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ โทรศัพท์ แผงวงจรรวม แผงวงจรพิมพ์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน AI ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกเบอร์ 1 ของไทย
สหรัฐฯ มีความสำคัญอย่างมากต่อภาคส่งออกไทย โดยปี 2568 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 72,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย
สินค้าหลักครอบคลุมตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร อาหารแปรรูป ไปจนถึงยางและผลิตภัณฑ์ยาง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงด้านภาษีหรือกฎการค้าของสหรัฐฯ จึงสามารถกระทบทั้งราคา คำสั่งซื้อ และการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทยได้
แต่การส่งออกที่ขยายตัวแรงยังมาพร้อมกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่า โดยช่วง 8 เดือนแรกของปี การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 36.1% เป็น 303,986.9 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสะสม 37,837.2 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอีกด้านว่า การผลิตสินค้าส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ยังต้องพึ่งพาเครื่องจักร วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมาก
ส่งออกโตแรง แต่ไม่ได้โตทุกอุตสาหกรรม
การฟื้นตัวของการส่งออกไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันในทุกภาค ขณะที่สินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวแรง สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร รวมถึงสินค้าบางกลุ่ม เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ ยังเผชิญแรงกดดัน
ดังนั้น ตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณบวกต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน แต่ยังไม่ควรตีความว่าเศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์เต็มจำนวน
โจทย์สำคัญจากนี้คือ ไทยจะรักษาการเติบโตในตลาดสหรัฐฯ ได้มากเพียงใด ท่ามกลางกฎการค้าใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ แหล่งกำเนิดสินค้า การสวมสิทธิ และสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ
ภาษี 19% ยังไม่ใช่ความเสี่ยงเดียว
ไทยและสหรัฐฯ ประกาศกรอบ Agreement on Reciprocal Trade หรือ ART ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 โดยกรอบดังกล่าวระบุอัตราภาษีต่างตอบแทนสำหรับสินค้าจากไทยที่ 19% พร้อมเปิดทางให้สินค้าบางรายการได้รับอัตรา 0% ตามเงื่อนไขที่กำหนด
แต่ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงอัตราภาษี 19%
อีกประเด็นคือการตรวจสอบ Transshipment หรือการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันสินค้าจากประเทศที่สามเข้ามาผ่านกระบวนการผลิตเพียงเล็กน้อยในไทย ก่อนส่งต่อไปยังสหรัฐฯ ผู้ประกอบการจึงต้องสามารถพิสูจน์ที่มาของวัตถุดิบ สัดส่วนการผลิต และแหล่งกำเนิดสินค้าได้ชัดเจน
มาตรา 301 เพิ่มแรงกดดันสินค้าไทย
เดือนมีนาคม 2569 USTR เปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ต่อไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ ในประเด็น Structural Excess Capacity and Production หรือกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง เพื่อพิจารณาว่านโยบายหรือแนวทางของประเทศเหล่านี้สร้างภาระหรือข้อจำกัดต่อการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่
อีกกรณีหนึ่งคือการสอบสวนเรื่องการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่ง USTR มีคำวินิจฉัยในเดือนมิถุนายน และต่อมาในเดือนกรกฎาคมกำหนดมาตรการภาษีเพิ่มเติม โดยประเทศที่มีมาตรการหรือข้อผูกพันตามเกณฑ์ถูกกำหนดที่ 10% ส่วนประเทศอื่นอยู่ที่ 12.5% โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท
ไทยอยู่ในกลุ่มที่ถูกกำหนดอัตรา 12.5% สำหรับมาตรการดังกล่าว ซึ่งทำให้ความเสี่ยงด้านการค้าของไทยไม่ได้มีเพียงภาษีต่างตอบแทน แต่มีมาตรการ Section 301 ที่ต้องพิจารณาควบคู่กันด้วย
คู่แข่งอาเซียนปิดดีลก่อน ไทยยังอยู่ขั้นตรวจรายละเอียด
ข้อมูล USTR แสดงให้เห็นว่า ประเทศคู่แข่งของไทยบางแห่งเดินหน้าไปถึงข้อตกลง ART ฉบับสมบูรณ์แล้ว
ในอาเซียน มาเลเซีย กัมพูชา และอินโดนีเซีย มีข้อตกลง ART กับสหรัฐฯ แล้ว ขณะที่ไทยและเวียดนามยังอยู่ในสถานะกรอบข้อตกลงและการเจรจารายละเอียด
ความแตกต่างมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ เพราะเมื่อรายละเอียดทางกฎหมาย ตารางภาษี ข้อยกเว้น และกฎแหล่งกำเนิดสินค้าชัดเจน ผู้ส่งออกและนักลงทุนจะสามารถประเมินต้นทุนและวางแผนห่วงโซ่อุปทานได้ง่ายขึ้น
สำหรับไทย ความล่าช้าไม่ได้หมายความว่าจะสูญเสียตลาดทันที แต่ความไม่แน่นอนอาจมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สามารถเลือกฐานการผลิตระหว่างประเทศอาเซียนได้ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ชิ้นส่วน และสินค้าแปรรูป
ไทยเร่งปิดดีลสหรัฐฯ เหลือรายละเอียดทางเทคนิค
สัญญาณล่าสุดจากรัฐบาลสะท้อนว่า การเจรจาไทย–สหรัฐฯ เดินมาถึงช่วงท้ายแล้ว
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า หลักการสำคัญของการเจรจาได้ข้อสรุปแล้ว เหลือการตรวจรายละเอียดทางเทคนิคและถ้อยคำในข้อตกลง โดยฝ่ายไทยต้องการดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญ เพราะรายละเอียดแต่ละส่วนจะเป็นตัวกำหนดสิทธิ หน้าที่ ข้อยกเว้น ตลอดจนเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามจริง
รัฐบาลไทยยังต้องการปิดข้อตกลงก่อนความเสี่ยงจากการพิจารณามาตรา 301 เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินมีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือและลดความไม่แน่นอนให้กับภาคธุรกิจ
ผู้ส่งออกต้องเตรียมรับกฎการค้าใหม่
สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งที่ควรทำระหว่างรอข้อตกลงขั้นสุดท้ายคือ ตรวจสอบสัดส่วนวัตถุดิบ เก็บหลักฐานแหล่งกำเนิดสินค้า และประเมินต้นทุนภายใต้หลายสถานการณ์
โดยเฉพาะธุรกิจที่นำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศแล้วนำมาประกอบเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้น เพราะกฎการค้าใหม่ไม่ได้ดูเพียงว่าสินค้าถูกส่งออกจากประเทศใด แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นว่า มูลค่าของสินค้านั้นเกิดขึ้นที่ไหน
ตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมสะท้อนว่า ไทยยังมีโอกาสจากกระแสลงทุนด้าน AI อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่การรักษาแรงส่งนี้ไว้จะขึ้นอยู่กับอีกโจทย์สำคัญ คือ ไทยจะปิดดีลกับสหรัฐฯ ได้เร็วเพียงใด และเงื่อนไขสุดท้ายจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยได้มากแค่ไหน
- ทรัมป์จับมือ 6 บิ๊กเทคเซ็นข้อตกลงคุมความปลอดภัยเอไอ
- นักวิจัยพบ AI มีพฤติกรรมเจ็บปวด ถ้าถูกกระตุ้นมาก ๆ อาจทำร้ายผู้ใช้เพื่อหยุดความเจ็บปวด
- นักศึกษาทุน Harbour.Space@UTCC คว้า 2 เหรียญโอลิมปิก AI
- “เครื่องแปลภาษาสัตว์” ซับซ้อนกว่าที่คิด นักวิจัยเตือนอย่าหลงเชื่อคำโปรย
- เมื่อ AI เปลี่ยนโลก ไทยต้องเปลี่ยนเศรษฐกิจ การศึกษา และทักษะอะไรที่เราต้องมี ?
