"ธุรกิจครอบครัว" มาร์เก็ตแคปทะลุ 10 ล้านล้าน

Share on Line Share on Facebook Share on X

ธุรกิจครอบครัว (Family Business) ที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่นถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัว 843 บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ล่าสุดฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ผลการศึกษาหัวข้อ “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทยปี 2569” จัดทำโดย “สุมิตรา ตั้งสมวรพงษ์” ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


โดยฝ่ายวิจัยฯ ได้ปรับปรุงฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 843 บริษัท 


โดยในการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัว (Family Business) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) จากข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทที่มีการปิด สมุดทะเบียนล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 จำนวน 843 บริษัท ซึ่งพบว่า 705 บริษัท หรือร้อยละ 84 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยจัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” โดยบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง10.93 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 54 ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Total Market Capitalization)


ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาการถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว พบว่า สมาชิกครอบครัวถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านนิติบุคคลต่างๆ อาทิ ห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน และกองทุน เป็นต้น 


และมีข้อสังเกตว่า ในปีนี้มีหลายบริษัทที่มีการ “เปลี่ยนแปลงรูปแบบการถือครองหุ้น” จากการถือครองหุ้นโดยตรงโดยสมาชิกครอบครัว เป็นการถือครองหุ้นผ่านนิติบุคคลของครอบครัว และพบว่าบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ (ร้อยละ 72.3) จดทะเบียนใน SET และเป็นองค์ประกอบสำคัญของดัชนีต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 


และหากพิจารณาตามรายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีต่างๆ พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการเป็นองค์ประกอบดัชนี โดยพบว่าในทุกดัชนีมีบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวเป็นองค์ประกอบและมีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 60 เมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัททั้งหมดในแต่ละดัชนีโดยเฉพาะดัชนี SET Well-being (SETWB) ที่บริษัทจดทะเบียนเกือบทุกบริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 


ดัชนี SET Well-being (SETWB) เป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของกลุ่มหลักทรัพย์ 30 หลักทรัพย์ใน 7 หมวดธุรกิจที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและเป็นธุรกิจ ที่ผู้ลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ โดย 7 หมวดธุรกิจ ประกอบด้วย หมวดธุรกิจการเกษตร  หมวดธุรกิจพาณิชย์ หมวดธุรกิจแฟชั่น  หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  หมวดธุรกิจการแพทย์  หมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ และหมวดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 



สรุปข่าว

"ธุรกิจครอบครัว" พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ครองสัดส่วนถึงร้อยละ 84 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมกันสูงถึง 10.93 ล้านล้านบาท และในปี 2025 สร้างรายได้รวมเกือบ 10 ล้านล้านบาท จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล 1.65 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.4 ของภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้ทั้งระบบ ที่สำคัญเกิดจ้างงานรวมกันกว่า 1.68 ล้านคน

ธุรกิจครอบครัว (Family Business) ที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่นถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจครอบครัว 843 บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ล่าสุดฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ผลการศึกษาหัวข้อ “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทยปี 2569” จัดทำโดย “สุมิตรา ตั้งสมวรพงษ์” ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


โดยฝ่ายวิจัยฯ ได้ปรับปรุงฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” จากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 843 บริษัท 


โดยในการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัว (Family Business) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) จากข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแต่ละบริษัทที่มีการปิด สมุดทะเบียนล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 จำนวน 843 บริษัท ซึ่งพบว่า 705 บริษัท หรือร้อยละ 84 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยจัดเป็น “ธุรกิจครอบครัว” โดยบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง10.93 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 54 ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Total Market Capitalization)


ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาการถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว พบว่า สมาชิกครอบครัวถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านนิติบุคคลต่างๆ อาทิ ห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน และกองทุน เป็นต้น 


และมีข้อสังเกตว่า ในปีนี้มีหลายบริษัทที่มีการ “เปลี่ยนแปลงรูปแบบการถือครองหุ้น” จากการถือครองหุ้นโดยตรงโดยสมาชิกครอบครัว เป็นการถือครองหุ้นผ่านนิติบุคคลของครอบครัว และพบว่าบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ (ร้อยละ 72.3) จดทะเบียนใน SET และเป็นองค์ประกอบสำคัญของดัชนีต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ 


และหากพิจารณาตามรายชื่อหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบดัชนีต่างๆ พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการเป็นองค์ประกอบดัชนี โดยพบว่าในทุกดัชนีมีบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวเป็นองค์ประกอบและมีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 60 เมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัททั้งหมดในแต่ละดัชนีโดยเฉพาะดัชนี SET Well-being (SETWB) ที่บริษัทจดทะเบียนเกือบทุกบริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 


ดัชนี SET Well-being (SETWB) เป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของกลุ่มหลักทรัพย์ 30 หลักทรัพย์ใน 7 หมวดธุรกิจที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและเป็นธุรกิจ ที่ผู้ลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ โดย 7 หมวดธุรกิจ ประกอบด้วย หมวดธุรกิจการเกษตร  หมวดธุรกิจพาณิชย์ หมวดธุรกิจแฟชั่น  หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  หมวดธุรกิจการแพทย์  หมวดธุรกิจการท่องเที่ยวและสันทนาการ และหมวดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 



ผลการศึกษายังพบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่พัฒนามาจากธุรกิจดั้งเดิมของตระกูลหรือเป็นธุรกิจจัดตั้งใหม่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจและกระจายตัวอยู่ในทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดการแพทย์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจการเกษตร หมวด กระดาษและวัสดุการพิมพ์ และในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (กลุ่มบริการ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค)


เมื่อพิจารณาสัดส่วนธุรกิจครอบครัวในแต่ละหมวดธุรกิจ พบว่า 16 หมวดธุรกิจมีสัดส่วนธุรกิจครอบครัวมากกว่าร้อยละ 80 ได้แก่ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดพาณิชย์ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง หมวดการแพทย์ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ หมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ หมวดวัสดุก่อสร้าง หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร หมวดบรรจุภัณฑ์ หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ หมวดแฟชั่น หมวดธุรกิจการเกษตร และหมวดกระดาษและวัสดุการพิมพ์ 


ขณะที่เมื่อพิจารณาความยั่งยืนของกิจการ จากอายุกิจการนับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน (ปี 2026) ของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวตามการศึกษานี้ พบว่า มีอายุกิจการเฉลี่ยประมาณ 37 ปี โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีอายุกิจการยาวนานที่สุดนานถึง 150 ปี หรือประมาณ 3 เท่าของอายุกิจการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


เมื่อพิจารณาอายุกิจการ ณ ปีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นไทย พบว่า ธุรกิจครอบครัว ณ ปีที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมีอายุเฉลี่ย 19 ปี แสดงว่า ธุรกิจครอบครัวดำเนินการต่อเนื่องด้วยเงินทุนส่วนตัวและสินเชื่อก่อนเข้าตลาดทุนเพื่อขยายกิจการ ขณะที่บางบริษัทมีอายุกิจการมากเมื่อจดทะเบียน 


เนื่องจาก 1) บริษัทเหล่านั้นประกอบธุรกิจก่อนการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 1975 หรือเมื่อ 51 ปีที่ผ่านมา และ 2) ใช้เวลาปรับตัวให้เป็นไปตามเกณฑ์การจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โดยบริษัทที่มีอายุมากที่สุดมีอายุ 118 ปี ณ ปีที่จดทะเบียนฯ


ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยของอายุกิจการอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทจดทะเบียนปรับโครงสร้างองค์กร ควบรวมกิจการ หรือแลกหุ้นเป็นบริษัทใหม่ และมีการเพิกถอนออกจากตลาดหุ้น ส่งผลให้วันก่อตั้งและจดทะเบียนเป็นไปตามบริษัทใหม่ ทำให้อายุน้อยกว่าระยะเวลาดำเนินงานจริง


ฝ่ายวิจัยฯ พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณครึ่งหนึ่งของภาพรวมทั้งตลาด และมีการระดมทุนต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทย


โดย ณ สิ้นปี 2025 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 705 บริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 9 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57.8 ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งตลาด (total market Capitalization) และเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 61.9 ในช่วงปี 2017- 2025 


และข้อมูล ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2026 มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 10.93 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9 จากสิ้นปี 2025 จากการเพิ่มขึ้นของราคาหลักทรัพย์เป็นสำคัญ สังเกตได้จาก SET Index ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.0 และเมื่อเปรียบเทียบขนาดกับภาพรวมทั้งตลาดบริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 54.2


ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2016-2025 ) มีบริษัทจดทะเบียนระดมทุนผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ในตลาดหุ้นไทยรวมทั้งหมด 301 บริษัท โดย 260 บริษัท จัดเป็นธุรกิจครอบครัว หรือคิดเป็นร้อยละ 86.4 ของบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นธุรกิจครอบครัวหรือ กล่าวอีกทางหนึ่งได้ว่า มีความชัดเจนว่าธุรกิจครอบครัวอาศัยกลไกจากการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตของกิจการ 


เมื่อพิจารณามูลค่าการระดมทุนหรือ มูลค่า IPO ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุร กิจครอบครัวมีมูลค่าระดมทุนรวม 492,397 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 81.5 ของมูลค่า IPO ทั้งหมด ซึ่งมีทิศทางเดียวกับเมื่อพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ณ วันซื้อขายวันแรกที่มีมูลค่ารวม 2.34 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 82.5 ของ Market Cap รวมของบริษัทที่ IPO ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว


และในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 มีการระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO จำวน 1 บริษัทซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวทำให้ตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษา คือ ในช่วงปี 2016 - กรกฎาคม 2026 มีธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO รวม 261 บริษัทจากทั้งหมด 302 บริษัท หรือคิดเป็นร้อยละ 86.4 ของจำนวนบริษัทที่ระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO ทั้งหมด โดยมีมูลค่าระดมทุนรวมสูงกว่า 492,737 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 81.5 ของมูลค่า IPO ทั้งหมด ซึ่งมีทิศทางเดียวกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(Market Cap) ณ วันซื้อขายวันแรกที่มีมูลค่ารวม 2.34 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 82.5 ของ Market Cap รวมของบริษัทที่ IPOทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว 


นอกจากบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจะระดมทุนผ่านกิจกรรม IPO แล้ว ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2016-2025 ) พบว่า 301 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวระดมทุนเพิ่มเติมในตลาดหุ้นผ่านตลาดรอง (Secondary offering) จำนวน 2,515 ครั้ง รวมมูลค่าระดมทุนรวม 629,963 ล้านบาท



เมื่อพิจารณาศักยภาพของการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว จากรายได้รวมในช่วงปี 2017-2025 ในภาพพบว่า รายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึงร้อยละ 7.21 โดยจากผลประกอบการล่าสุด คือ ปี 2025 ของ 705 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีรายได้รวมสูงถึง 9.75 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 56.48 ของรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียนรวมทั้งตลาด หรือเฉลี่ยในช่วงปี 2017-2025 อยู่ที่ร้อยละ 55.11



เมื่อพิจารณาการเติบโตของกำไรสุทธิและสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า กำไรสุทธิและสินทรัพย์รวมของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวเติบโตสูงมาก เฉลี่ยปีละร้อยละ 5.05 และร้อยละ 9.13 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัว 


นอกจากนี้ยังพบว่า บริษัทจดทะเบียนที่เป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้สียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ภาครัฐตามการจัดเก็บจากกรมสรรพากร และมีส่วนช่วยในการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจไทย โดยปี 2025 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจำนวน 705 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลรวมสูงกว่า 165,062 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50.8 ของภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยที่จ่ายให้ภาครัฐในปี 2025 หรือร้อยละ 21.4 ของภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งระบบที่กรมสรรพากรจัดเก็บในนปี 2025 



นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านการจ้างงาน โดยในปี 2025 บริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวจำนวน 705 บริษัทมีจำนวนพนักงานรวม 1.68 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 จากปี 2024 


เมื่อพิจารณาการจ้างงานรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าจำนวนพนักงานของบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ที่มีการจ้างพนักงานในสัดส่วนที่มากกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนพนักงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ



โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่าบริษัทจดทะเบียนที่จัดเป็นธุรกิจครอบครัวในตลาดหุ้นไทยได้ใช้กลไกตลาดทุนเพื่อระดมทุนขยายกิจการ ทั้งผ่านกิจกรรม IPO และระดมทุนเพิ่มเติมในตลาดรอง โดยผลประกอบการในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาสะท้อนศักยภาพในการดำเนินงานและเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านการจ้างงานและการเสียภาษีภาครัฐจึงควรมีมาตรการสนับสนุนให้ธุรกิจครอบครัวเติบโต แข็งแกร่ง และเข้าถึงแหล่งระดมทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น เพื่อช่วยขบัเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต