คดี “สมีโชติ” สะเทือนเงินบริจาค 34,000 ล้าน สรรพากรเร่งอุดช่องโหว่ “วัด-มูลนิธิ”
เงินบริจาควัดกำลังถูกจับตามองมากขึ้นในมิติ ภาษีและธรรมาภิบาลทางการเงิน หลังคดี “สมีโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ทำให้กรมสรรพากรเข้าตรวจสอบเส้นทางเงิน พร้อมเตรียมหารือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่ออุดช่องโหว่ระหว่าง “เงินวัด-เงินมูลนิธิ-รายได้อื่น” ท่ามกลางเงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
สรรพากรตรวจเส้นทางเงิน “สมีโชติ”
นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้เข้าตรวจสอบในมิติด้านภาษีจากกรณีวัดที่เป็นข่าว โดยพบว่า วัดได้สมัครใช้งานระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation แล้ว แต่มูลนิธิที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีสถานะเป็นองค์การสาธารณกุศลตามกฎหมาย
จุดสำคัญคือ ในทางกฎหมาย “วัด” และ “มูลนิธิ” ถือเป็นคนละนิติบุคคล แม้จะมีความเกี่ยวข้องกันหรือมีบุคคลเดียวกันเข้าไปมีบทบาทบริหารก็ตาม ทำให้รายได้และหน้าที่ทางภาษีต้องพิจารณาแยกออกจากกัน
ประเด็นนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในช่องว่างที่หน่วยงานรัฐต้องจับตา เพราะการตรวจสอบไม่ได้จบเพียงว่าเงินถูกบริจาคเข้าวัดเท่าไร แต่ต้องสามารถติดตามได้ว่า เงินเข้าบัญชีของนิติบุคคลใด ถูกนำไปใช้อย่างไร และมีรายได้ประเภทอื่นที่ต้องเสียภาษีหรือไม่
วัดไม่เสียภาษีเงินได้ แต่ยังมีหน้าที่ภาษีบางประเภท
แม้วัดจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีทั้งหมด
กรมสรรพากรระบุว่า หากวัดมีการจ่ายเงิน เช่น ค่าจ้างก่อสร้างหรือค่าเช่า ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย วัดยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้อง
ส่วนมูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่ได้มีสถานะเป็นองค์การสาธารณกุศล หากมีรายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินบริจาค จะมีหน้าที่เสียภาษีและยื่นแบบ ภ.ง.ด.55 ตามกฎหมาย ขณะที่รายได้จากเงินบริจาคได้รับยกเว้นตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งกรมสรรพากรเตรียมติดตามรายได้ขององค์กรกลุ่มนี้เพิ่มเติม
สรุปข่าว
เงินบริจาควัดกำลังถูกจับตามองมากขึ้นในมิติ ภาษีและธรรมาภิบาลทางการเงิน หลังคดี “สมีโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ทำให้กรมสรรพากรเข้าตรวจสอบเส้นทางเงิน พร้อมเตรียมหารือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่ออุดช่องโหว่ระหว่าง “เงินวัด-เงินมูลนิธิ-รายได้อื่น” ท่ามกลางเงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
สรรพากรตรวจเส้นทางเงิน “สมีโชติ”
นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้เข้าตรวจสอบในมิติด้านภาษีจากกรณีวัดที่เป็นข่าว โดยพบว่า วัดได้สมัครใช้งานระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation แล้ว แต่มูลนิธิที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีสถานะเป็นองค์การสาธารณกุศลตามกฎหมาย
จุดสำคัญคือ ในทางกฎหมาย “วัด” และ “มูลนิธิ” ถือเป็นคนละนิติบุคคล แม้จะมีความเกี่ยวข้องกันหรือมีบุคคลเดียวกันเข้าไปมีบทบาทบริหารก็ตาม ทำให้รายได้และหน้าที่ทางภาษีต้องพิจารณาแยกออกจากกัน
ประเด็นนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในช่องว่างที่หน่วยงานรัฐต้องจับตา เพราะการตรวจสอบไม่ได้จบเพียงว่าเงินถูกบริจาคเข้าวัดเท่าไร แต่ต้องสามารถติดตามได้ว่า เงินเข้าบัญชีของนิติบุคคลใด ถูกนำไปใช้อย่างไร และมีรายได้ประเภทอื่นที่ต้องเสียภาษีหรือไม่
วัดไม่เสียภาษีเงินได้ แต่ยังมีหน้าที่ภาษีบางประเภท
แม้วัดจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีทั้งหมด
กรมสรรพากรระบุว่า หากวัดมีการจ่ายเงิน เช่น ค่าจ้างก่อสร้างหรือค่าเช่า ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย วัดยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้อง
ส่วนมูลนิธิหรือสมาคมที่ไม่ได้มีสถานะเป็นองค์การสาธารณกุศล หากมีรายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินบริจาค จะมีหน้าที่เสียภาษีและยื่นแบบ ภ.ง.ด.55 ตามกฎหมาย ขณะที่รายได้จากเงินบริจาคได้รับยกเว้นตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งกรมสรรพากรเตรียมติดตามรายได้ขององค์กรกลุ่มนี้เพิ่มเติม
e-Donation เงินบริจาคปีเดียว 34,000 ล้านบาท
ขนาดของเงินบริจาคในประเทศไทยสะท้อนผ่านข้อมูล e-Donation โดยปัจจุบันมีศาสนสถานทุกศาสนาเข้าสู่ระบบแล้วประมาณ 46,000 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นวัดพุทธประมาณ 43,000 แห่ง จากวัดทั่วประเทศราว 45,000 แห่ง
ขณะที่ปี 2568 มียอดเงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation รวมประมาณ 34,000 ล้านบาท ครอบคลุมไม่เฉพาะวัด แต่รวมถึงศาสนสถาน โรงเรียน โรงพยาบาล มูลนิธิ และสมาคม ส่วนปี 2569 ยอดสะสม 11 เดือนอยู่ที่ประมาณ 23,000 ล้านบาท
ดังนั้น ตัวเลข 34,000 ล้านบาท ไม่ใช่ยอดเงินบริจาคให้วัดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นมูลค่าเงินบริจาคผ่าน e-Donation ทั้งระบบ ซึ่งสะท้อนว่าเงินบริจาคเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่ และทำให้ระบบติดตามเส้นทางเงินมีความสำคัญมากขึ้น
22 ก.ย. สรรพากรถกสำนักพุทธ อุดช่องโหว่เงินวัด
ล่าสุด กรมสรรพากรนัดหารือกับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในวันที่ 22 กันยายน 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องหน้าที่ทางภาษีของวัด การใช้ระบบ e-Donation และเพิ่มความรัดกุมในการตรวจสอบ
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา การบริจาคให้องค์การสาธารณกุศลที่ผู้บริจาคต้องการนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ต้องดำเนินการผ่านระบบ e-Donation ทำให้ข้อมูลสามารถเชื่อมเข้าสู่ระบบภาษีและตรวจสอบธุรกรรมได้มากขึ้น
คดีสมีโชติ จุดเปลี่ยนธรรมาภิบาล “เงินทำบุญ”
คดีสมีโชติจึงไม่ได้กระทบเพียงความเชื่อมั่นต่อการบริหารเงินของวัดแห่งหนึ่ง แต่กำลังทำให้เกิดคำถามใหญ่ขึ้นว่า เงินบริจาคหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปีควรมีระบบกำกับและตรวจสอบอย่างไร
การนำวัดเข้าสู่ e-Donation เกือบทั้งหมดถือเป็นก้าวสำคัญ แต่โจทย์หลังจากนี้อยู่ที่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง วัด มูลนิธิ หน่วยงานกำกับ และระบบภาษี เพื่อให้สามารถติดตามได้ว่าเงินบริจาคเข้าที่ใด และแยกออกจากรายได้ประเภทอื่นอย่างชัดเจน
หากการหารือระหว่างกรมสรรพากรกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำไปสู่มาตรการที่เข้มขึ้น ผลจากคดีสมีโชติอาจกลายเป็น จุดเปลี่ยนของระบบธรรมาภิบาลเงินบริจาควัด จากการพึ่งพาความศรัทธาเป็นหลัก ไปสู่ระบบที่ความศรัทธาเดินคู่กับความโปร่งใสและการตรวจสอบเส้นทางเงิน
ที่มาข้อมูล : กรมสรรพากร
ที่มารูปภาพ : chatgpt
