อัมพาตท่อส่งซาอุฯ “ทางตัน” น้ำมันโลก ?

“ซาอุดีอาระเบีย” สั่งปิดท่อส่งน้ำมันหลักเชื่อมตะวันออก-ตะวันตกอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากถูกโจมตีด้วยโดรนที่ยิงมาจากฝั่งอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านตั้งฐานปฏิบัติการมาอย่างยาวนาน การโจมตีล่าสุดสร้างความเสียหายต่อท่อส่งน้ำมันใน 2 พื้นที่ บริเวณใกล้กรุงริยาดและเมืองเมดินา สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันทางฝั่งตะวันตกของประเทศไม่ได้ปลอดภัยจากการถูกโจมตี แม้จะอยู่คนละฟากกับอิหร่าน
ท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปิโตรไลน์” (Petroline) เป็นท่อส่งน้ำมันที่มีความยาว 1,200 กิโลเมตร สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1981 โดยท่อส่งนี้ลำเลียงน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันทางตะวันออกของประเทศข้ามคาบสมุทรอาหรับไปยังเมือง “ยานบู” ซึ่งเป็นเมืองท่าติดกับทะเลแดง ท่อส่งน้ำมันแห่งนี้เป็นเหมือน “แผน B” ช่วยให้ซาอุฯ สามารถเปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันทดแทนช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ที่ถูกปิดอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถขนส่งน้ำมันขึ้นไปทางเหนือผ่านคลองสุเอซ หรือลำเลียงลงทางใต้ผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ ก่อนที่บริเวณนี้จะเผชิญเหตุโจมตีจากกลุ่มฮูตีในเดือนสิงหาคม
ขณะที่การโจมตีท่อส่งน้ำมันที่เป็นเหมือนเส้นเลือดหลักของซาอุฯ ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะตึงตัวของตลาดน้ำมัน เนื่องจากการขนส่งผ่าน “ฮอร์มุซ” หยุดชะงัก ประกอบกับการโจมตีบริเวณทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบก็รุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเสียหายจากการโจมตีท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียแตกต่างกันไป บางรายมองว่าอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมนาน 5-6 สัปดาห์ ขณะที่บางรายประเมินว่าอาจใช้เวลาซ่อมแซมเร็วกว่านั้น และจะสามารถส่งน้ำมันได้บางส่วนในระหว่างดำเนินการ

ท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกมีขีดความสามารถในการขนส่งน้ำมันสูงสุดที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าปริมาณการขนส่งจริงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะลดลงอย่างมาก บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน “เคปเลอร์” (Kpler) ระบุว่า ในเดือนสิงหาคม การขนส่งน้ำมันอยู่ที่ราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม เนื่องจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีในเยเมนที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่านทำให้การขนส่งผ่านเส้นทางทะเลแดงมีความยากลำบากขึ้น
ทั้งนี้ ในระหว่างเดือนมีนาคม-กรกฎาคม หรือ 5 เดือนแรกของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อส่งตะวันออก-ตะวันตก อยู่ที่ประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 4-5 ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลก หมายความว่า หากไม่สามารถกลับมาเปิดใช้ท่อส่งแห่งนี้ได้ในเร็ววัน ก็จะส่งผลให้น้ำมันในสัดส่วนดังกล่าวหายไปจากตลาดโลก นอกจากนี้ ท่าเรือยานบูมีสต็อกน้ำมันเพียงพอรองรับการส่งออกได้เพียง 5-7 วันเท่านั้น
การโจมตีท่อส่งน้ำมันส่งผลอย่างมากต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโลก เพราะกระทบทั้ง “แผน A” ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากกว่า 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก หรือราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ตอนนี้การขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซอยู่ที่เพียง 6-9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกัน ก็กระทบ “แผน B” ผ่านคลองสุเอซและช่องแคบบับเอลมันเดบที่ต่างก็มีสัดส่วนร้อยละ 11 ของการค้าน้ำมันทางทะเล
สรุปข่าว

“ซาอุดีอาระเบีย” สั่งปิดท่อส่งน้ำมันหลักเชื่อมตะวันออก-ตะวันตกอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากถูกโจมตีด้วยโดรนที่ยิงมาจากฝั่งอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านตั้งฐานปฏิบัติการมาอย่างยาวนาน การโจมตีล่าสุดสร้างความเสียหายต่อท่อส่งน้ำมันใน 2 พื้นที่ บริเวณใกล้กรุงริยาดและเมืองเมดินา สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันทางฝั่งตะวันตกของประเทศไม่ได้ปลอดภัยจากการถูกโจมตี แม้จะอยู่คนละฟากกับอิหร่าน
ท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปิโตรไลน์” (Petroline) เป็นท่อส่งน้ำมันที่มีความยาว 1,200 กิโลเมตร สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1981 โดยท่อส่งนี้ลำเลียงน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันทางตะวันออกของประเทศข้ามคาบสมุทรอาหรับไปยังเมือง “ยานบู” ซึ่งเป็นเมืองท่าติดกับทะเลแดง ท่อส่งน้ำมันแห่งนี้เป็นเหมือน “แผน B” ช่วยให้ซาอุฯ สามารถเปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันทดแทนช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ที่ถูกปิดอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถขนส่งน้ำมันขึ้นไปทางเหนือผ่านคลองสุเอซ หรือลำเลียงลงทางใต้ผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ ก่อนที่บริเวณนี้จะเผชิญเหตุโจมตีจากกลุ่มฮูตีในเดือนสิงหาคม
ขณะที่การโจมตีท่อส่งน้ำมันที่เป็นเหมือนเส้นเลือดหลักของซาอุฯ ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะตึงตัวของตลาดน้ำมัน เนื่องจากการขนส่งผ่าน “ฮอร์มุซ” หยุดชะงัก ประกอบกับการโจมตีบริเวณทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบก็รุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเสียหายจากการโจมตีท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียแตกต่างกันไป บางรายมองว่าอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมนาน 5-6 สัปดาห์ ขณะที่บางรายประเมินว่าอาจใช้เวลาซ่อมแซมเร็วกว่านั้น และจะสามารถส่งน้ำมันได้บางส่วนในระหว่างดำเนินการ

ท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตกมีขีดความสามารถในการขนส่งน้ำมันสูงสุดที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าปริมาณการขนส่งจริงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะลดลงอย่างมาก บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน “เคปเลอร์” (Kpler) ระบุว่า ในเดือนสิงหาคม การขนส่งน้ำมันอยู่ที่ราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม เนื่องจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีในเยเมนที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่านทำให้การขนส่งผ่านเส้นทางทะเลแดงมีความยากลำบากขึ้น
ทั้งนี้ ในระหว่างเดือนมีนาคม-กรกฎาคม หรือ 5 เดือนแรกของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อส่งตะวันออก-ตะวันตก อยู่ที่ประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 4-5 ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลก หมายความว่า หากไม่สามารถกลับมาเปิดใช้ท่อส่งแห่งนี้ได้ในเร็ววัน ก็จะส่งผลให้น้ำมันในสัดส่วนดังกล่าวหายไปจากตลาดโลก นอกจากนี้ ท่าเรือยานบูมีสต็อกน้ำมันเพียงพอรองรับการส่งออกได้เพียง 5-7 วันเท่านั้น
การโจมตีท่อส่งน้ำมันส่งผลอย่างมากต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโลก เพราะกระทบทั้ง “แผน A” ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากกว่า 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก หรือราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ตอนนี้การขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซอยู่ที่เพียง 6-9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกัน ก็กระทบ “แผน B” ผ่านคลองสุเอซและช่องแคบบับเอลมันเดบที่ต่างก็มีสัดส่วนร้อยละ 11 ของการค้าน้ำมันทางทะเล

ปัจจัยรุมเร้าที่เกิดกับซาอุดีอาระเบียไม่ค่อยเป็นผลดีกับตลาดน้ำมันโลกที่เผชิญภาวะตึงตัวอยู่แล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียได้แจ้งต่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก (OPEC) ว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของประเทศในเดือนสิงหาคม ลดลงเหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับ 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าสงครามจะปะทุ สถานการณ์ล่าสุดมีแนวโน้มทำให้วิกฤตพลังงานรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันโลกส่อขยับสูงขึ้น กระตุ้นภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินในปี 2008
ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ในปี 2023 ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียอยู่ที่ระดับ 11.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11 ของปริมาณการผลิตทั้งโลก เท่า ๆ กับ “รัสเซีย” เป็นรองแค่ “สหรัฐฯ” ที่มีสัดส่วนการผลิตน้ำมันอยู่ที่ร้อยละ 22 ของทั้งโลก ส่วนอันดับ 4 ได้แก่ แคนาดา มีสัดส่วนราวร้อยละ 6 และอันดับ 5 คือ จีน มีสัดส่วนร้อยละ 5 สำหรับอันดับ 6-10 ได้แก่ อิรัก บราซิล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อิหร่าน ที่มีสัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 4 และคูเวตมีสัดส่วนที่ร้อยละ 3 ของการผลิตรวมทั้งโลก
ขณะเดียวกัน มีเขตเศรษฐกิจจำนวนมากที่พึ่งพาน้ำมันจากซาอุดีอาระเบีย จากข้อมูลพบว่า จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่สุดจากซาอุฯ คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 22 ของปริมาณทั้งหมดที่ซาอุฯ ส่งออก ตามด้วยเกาหลีใต้ที่ซื้อน้ำมันในสัดส่วนร้อยละ 14 ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นที่ซื้อน้ำมันในสัดส่วนร้อยละ 13 ตามด้วยอินเดียที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 10 ส่วนสหรัฐฯ ซื้อน้ำมันจากซาอุฯ ในสัดส่วนร้อยละ 5 สำหรับเขตเศรษฐกิจที่ซื้อน้ำมันจากซาอุฯ ในอันดับ 6-10 ได้แก่ โปแลนด์ ไต้หวัน มาเลเซีย อียิปต์ และอิตาลี ในสัดส่วนที่ลดหลั่นกันไป

การปิดท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย นอกเหนือจากปัจจัยลบอื่น ๆ จากสงครามในตะวันออกกลางที่ตึงเครียดขึ้น ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ราคาน้ำมันน่าจะยังทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การที่ราคายังไม่พุ่งทะยานมากกว่านี้ อาจเป็นเพราะตลาดยังคาดหวังว่าซาอุดีอาระเบียจะสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันได้ในเร็ววัน แต่หากการหยุดชะงักยืดเยื้อเกินกว่า 5-7 วัน ก็อาจส่งผลกระทบต่อราคาชัดเจนกว่านี้
ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบเบรนต์งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เคลื่อนไหวแถวระดับ 106-107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งทะยานขึ้นราวร้อยละ 21 ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสงวดส่งมอบเดือนตุลาคม เคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยทะลุระดับ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
“แมตต์ สมิธ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของ “เคปเลอร์” ประเมินว่า หากท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียต้องปิดเป็นเวลา 1 เดือน และมีการนำน้ำมันสำรองที่ท่าเรือยานบูออกมาใช้ น้ำมันในตลาดโลกอาจหายไปมากถึง 120 ล้านบาร์เรล บนสมมติฐานว่าท่อส่งน้ำมันดังกล่าวรองรับการส่งออก 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ท่าเรือยานบู 15 ล้านบาร์เรล และนี่จะเป็นแรงกดดันให้ราคาขยับขึ้น ท่ามกลางภาวะขาดแคลนน้ำมัน

การหยุดชะงักของท่อส่งน้ำมันในซาอุฯ เกิดขึ้นท่ามกลางการส่งออกน้ำมันจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับลดลงอย่างมาก รวมถึงเส้นทางการขนส่งก็ถูกปิด ทั้งฮอร์มุซและบับเอลมันเดบ ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกก็ลดลง ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ชี้ว่า ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกลดลง 507 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ปีนี้ เฉพาะในเดือนสิงหาคม ปริมาณน้ำมันสำรองลดลงมากถึง 95 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณการส่งออกน้ำมันจากประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นเพียงครึ่งหนึ่งจากระดับก่อนเกิดสงคราม โดยเฉพาะการผลิตของซาอุดีอาระเบียลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี
ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันถูกพยุงไว้ด้วยสินค้าคงคลังและการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมา ทำให้ราคาอยู่แถว 70-90 ดอลลาร์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ความปั่นป่วนในภูมิภาคที่ยืดเยื้อก็ทำให้ปริมาณนั้นสำรองลดลง และผลักให้ราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ หากปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นักวิเคราะห์เตือนว่า ปัญหาการขนส่งน้ำมันที่หยุดชะงักล่าสุดในซาอุดีอาระเบียอาจสร้างกระทบต่อผู้บริโภคมากขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ที่เห็นได้ชัดคือ ราคาเชื้อเพลิงและต้นทุนพลังงานในครัวเรือน โดยประเทศในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบรุนแรงสุด ข้อมูลจาก Global Petrol Prices ที่ติดตามราคาพลังงาน หยิบยกกรณีของบางประเทศ อาทิ “ไนจีเรีย” ซึ่งราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 92 เมื่อเทียบกับช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนราคาเบนซินปรับขึ้นร้อยละ 61 ส่วน “อินโดนีเซีย” ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นร้อยละ 87 และเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 และ “เลบานอน” ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 และเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 แม้แต่ในสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาอยู่ที่เฉลี่ย 4.32 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 45 จาก 2.98 ดอลลาร์ในช่วงก่อนเกิดสงคราม ส่วนดีเซลอยู่แถว 6.23 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 66
- น้ำมันโลกเดือด! "ฮูตีถล่มซาอุฯ" ท่อส่งน้ำมันหลักอัมพาต
- ซาอุฯ ปิดท่อส่ง “น้ำมันโลก” ส่อหายร้อยละ 4
- ท่อน้ำมันซาอุฯ ถูกถล่ม ดันราคาทะลุ $100 เจรจาไร้ทางออก
- ท่อส่งน้ำมันซาอุดีอาระเบีย สำคัญต่อตลาดพลังงานโลกอย่างไร ? หลังถูกโจมตี น้ำมันขึ้นทั่วโลก
- ซาอุฯ สั่งปิดท่อส่งน้ำมันทำอุปทานน้ำมันหาย 4% จับตาราคาพุ่งอีก
ที่มาข้อมูล : AlJazeera, Reuters, AP, CNBC, Euronews
ที่มารูปภาพ : TNN
