ภัยพิบัติโลกเสียหาย 1 แสนล้านดอลลาร์ แต่ประกันคุ้มครองไม่ถึงครึ่ง
ความเสียหายจากภัยธรรมชาติกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยความเสียหายไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ มูลค่าทรัพย์สินและความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่ในเส้นทางภัยพิบัติ ด้วย
ข้อมูลล่าสุดจาก Swiss Re Institute ประเมินว่า ในช่วงครึ่งแรกปี 2026 ภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันประมาณ 42,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเพียง 42% ของความเสียหายทั้งหมด
นั่นหมายความว่า ยังมีความเสียหายอีกราว 58,000 ล้านดอลลาร์ ที่ไม่มีประกันรองรับ ส่วนต่างดังกล่าวจึงกลายเป็นภาระที่ประชาชน ภาคธุรกิจ และรัฐบาลต้องหาเงินมาซ่อมแซมและฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ
ประกันจ่าย 42% อีก 58% คือช่องว่างความคุ้มครอง
แม้ความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่มีประกันรองรับ 42,000 ล้านดอลลาร์ จะเป็นตัวเลขช่วงครึ่งปีแรกที่ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วงครึ่งปีแรกย้อนหลัง 10 ปีประมาณ 16% แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจากภัยพิบัติลดลง
Swiss Re ชี้ว่า ครึ่งปีแรกที่มีความเสียหายค่อนข้างต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังไม่มีเหตุการณ์ขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินที่มีประกันในระดับรุนแรง ขณะที่ความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังยังคงอยู่ โดยเฉพาะฤดูเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก
ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปีพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว 58% ของความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่มีประกันเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ตัวเลขครึ่งปีแรกเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถบอกได้ว่าความเสียหายตลอดทั้งปีจะอยู่ในระดับต่ำ
พายุฝนฟ้าคะนองสร้างความเสียหาย 28,000 ล้านดอลลาร์
ภัยที่สร้างความเสียหายต่อระบบประกันมากที่สุดในช่วงครึ่งแรกปี 2026 คือ Severe Convective Storms หรือพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ซึ่งรวมถึงพายุลูกเห็บ ทอร์นาโด และลมกระโชกแรง
ภัยประเภทนี้สร้างความเสียหายที่มีประกันรองรับประมาณ 28,000 ล้านดอลลาร์ และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ แม้กิจกรรมของพายุรุนแรงจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักไม่ได้กระจุกตัวในพื้นที่ซึ่งมีทรัพย์สินมูลค่าสูงและมีประกันจำนวนมาก จึงทำให้ยอดความเสียหายที่บริษัทประกันต้องรับภาระต่ำกว่าระดับแนวโน้มระยะยาว
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า มูลค่าความเสียหายจากภัยธรรมชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า ภัยเกิดขึ้นที่ไหน มีประชากรและทรัพย์สินอยู่มากเพียงใด และทรัพย์สินเหล่านั้นมีมูลค่าและความเปราะบางสูงแค่ไหน
สัดส่วนประกัน 42% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี
หากเปรียบเทียบกับอดีต สัดส่วนความคุ้มครองจากประกันที่ 42% ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีที่อยู่ประมาณ 33%
สาเหตุสำคัญมาจากความเสียหายจำนวนมากเกิดขึ้นในสหรัฐฯ และตลาดที่มีอัตราการทำประกันทรัพย์สินค่อนข้างสูง รวมถึงเกิดจากภัยอย่างพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและพายุฤดูหนาว ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของประกันทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างความคุ้มครองที่ยังเหลือประมาณ 58,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่า ยังมีความเสียหายอีกจำนวนมากที่ไม่มีเครื่องมือทางการเงินเข้ามารองรับ
หากเกิดภัยขนาดใหญ่ ธุรกิจอาจต้องหยุดดำเนินงานนานขึ้น รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณฟื้นฟู และครัวเรือนอาจสูญเสียทรัพย์สินโดยไม่ได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวน
ปัญหานี้ยิ่งชัดเจนในตลาดเกิดใหม่ โดย Swiss Re ระบุว่าในหลายภูมิภาค การขยายตัวของเมืองและมูลค่าทรัพย์สินเกิดขึ้นเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของความคุ้มครองจากประกัน ทำให้เกิด Natural Catastrophe Protection Gap หรือช่องว่างความคุ้มครองจากภัยธรรมชาติในระดับสูง
สรุปข่าว
ความเสียหายจากภัยธรรมชาติกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยความเสียหายไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ มูลค่าทรัพย์สินและความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่ในเส้นทางภัยพิบัติ ด้วย
ข้อมูลล่าสุดจาก Swiss Re Institute ประเมินว่า ในช่วงครึ่งแรกปี 2026 ภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองจากประกันประมาณ 42,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเพียง 42% ของความเสียหายทั้งหมด
นั่นหมายความว่า ยังมีความเสียหายอีกราว 58,000 ล้านดอลลาร์ ที่ไม่มีประกันรองรับ ส่วนต่างดังกล่าวจึงกลายเป็นภาระที่ประชาชน ภาคธุรกิจ และรัฐบาลต้องหาเงินมาซ่อมแซมและฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ
ประกันจ่าย 42% อีก 58% คือช่องว่างความคุ้มครอง
แม้ความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่มีประกันรองรับ 42,000 ล้านดอลลาร์ จะเป็นตัวเลขช่วงครึ่งปีแรกที่ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วงครึ่งปีแรกย้อนหลัง 10 ปีประมาณ 16% แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจากภัยพิบัติลดลง
Swiss Re ชี้ว่า ครึ่งปีแรกที่มีความเสียหายค่อนข้างต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังไม่มีเหตุการณ์ขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินที่มีประกันในระดับรุนแรง ขณะที่ความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังยังคงอยู่ โดยเฉพาะฤดูเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก
ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปีพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว 58% ของความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่มีประกันเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ตัวเลขครึ่งปีแรกเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถบอกได้ว่าความเสียหายตลอดทั้งปีจะอยู่ในระดับต่ำ
พายุฝนฟ้าคะนองสร้างความเสียหาย 28,000 ล้านดอลลาร์
ภัยที่สร้างความเสียหายต่อระบบประกันมากที่สุดในช่วงครึ่งแรกปี 2026 คือ Severe Convective Storms หรือพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง ซึ่งรวมถึงพายุลูกเห็บ ทอร์นาโด และลมกระโชกแรง
ภัยประเภทนี้สร้างความเสียหายที่มีประกันรองรับประมาณ 28,000 ล้านดอลลาร์ และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ แม้กิจกรรมของพายุรุนแรงจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักไม่ได้กระจุกตัวในพื้นที่ซึ่งมีทรัพย์สินมูลค่าสูงและมีประกันจำนวนมาก จึงทำให้ยอดความเสียหายที่บริษัทประกันต้องรับภาระต่ำกว่าระดับแนวโน้มระยะยาว
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า มูลค่าความเสียหายจากภัยธรรมชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า ภัยเกิดขึ้นที่ไหน มีประชากรและทรัพย์สินอยู่มากเพียงใด และทรัพย์สินเหล่านั้นมีมูลค่าและความเปราะบางสูงแค่ไหน
สัดส่วนประกัน 42% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี
หากเปรียบเทียบกับอดีต สัดส่วนความคุ้มครองจากประกันที่ 42% ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีที่อยู่ประมาณ 33%
สาเหตุสำคัญมาจากความเสียหายจำนวนมากเกิดขึ้นในสหรัฐฯ และตลาดที่มีอัตราการทำประกันทรัพย์สินค่อนข้างสูง รวมถึงเกิดจากภัยอย่างพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและพายุฤดูหนาว ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของประกันทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างความคุ้มครองที่ยังเหลือประมาณ 58,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่า ยังมีความเสียหายอีกจำนวนมากที่ไม่มีเครื่องมือทางการเงินเข้ามารองรับ
หากเกิดภัยขนาดใหญ่ ธุรกิจอาจต้องหยุดดำเนินงานนานขึ้น รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณฟื้นฟู และครัวเรือนอาจสูญเสียทรัพย์สินโดยไม่ได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวน
ปัญหานี้ยิ่งชัดเจนในตลาดเกิดใหม่ โดย Swiss Re ระบุว่าในหลายภูมิภาค การขยายตัวของเมืองและมูลค่าทรัพย์สินเกิดขึ้นเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของความคุ้มครองจากประกัน ทำให้เกิด Natural Catastrophe Protection Gap หรือช่องว่างความคุ้มครองจากภัยธรรมชาติในระดับสูง
Swiss Re คาดความเสียหายมีประกันอาจแตะ 186,000 ล้านดอลลาร์
สิ่งที่ธุรกิจประกันต้องจับตามองคือ แนวโน้มระยะยาวของความเสียหายที่ยังคงเพิ่มขึ้น
Swiss Re Institute ประเมินว่า ความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่มีประกันรองรับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5–7% ต่อปีในมูลค่าที่แท้จริง หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ความเสียหายที่มีประกันรองรับทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นแตะ 186,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 จาก 107,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
แรงผลักดันไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงของภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากรในพื้นที่เสี่ยง ราคาทรัพย์สินที่สูงขึ้น และต้นทุนการก่อสร้างและฟื้นฟูที่เพิ่มขึ้น
ภัยพิบัติโลกเปลี่ยนการแข่งขันธุรกิจประกัน
แนวโน้มดังกล่าวทำให้การแข่งขันของธุรกิจประกันโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่บริษัทต้องสามารถ ประเมินและกำหนดราคาความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น
ข้อมูล แบบจำลองภัยพิบัติ และเทคโนโลยีในการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงจะมีบทบาทมากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทประกันต้องกระจายความเสี่ยงผ่านตลาด ประกันภัยต่อ หรือ Reinsurance เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ขนาดใหญ่เพียงครั้งเดียวสร้างผลกระทบต่อฐานะการเงินมากเกินไป
อีกด้านหนึ่ง การเพิ่มความคุ้มครองจากประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ เพราะประกันมีหน้าที่ช่วยรองรับผลกระทบทางการเงินหลังเกิดเหตุ แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงทางกายภาพหายไป
Swiss Re จึงมองว่า การลดช่องว่างความคุ้มครองจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับ การลงทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสียหายก่อนเกิดภัย เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม การวางผังการใช้ที่ดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรับมือภัยธรรมชาติได้ดีขึ้น
ภาพใหญ่จึงชัดเจนว่า ภัยพิบัติไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเงิน เพราะยิ่งมูลค่าทรัพย์สินในพื้นที่เสี่ยงเพิ่มขึ้น ความเสียหายจากเหตุการณ์แต่ละครั้งก็มีโอกาสสูงขึ้นตามไปด้วย
สำหรับธุรกิจประกัน โจทย์จากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าจะรับประกันภัยได้มากแค่ไหน แต่คือจะบริหารความเสี่ยงอย่างไรให้ความคุ้มครองยังมีราคาที่ประชาชนและธุรกิจเข้าถึงได้ ท่ามกลางความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว
ที่มารูปภาพ : chat gpt
