Data Center ไทยไปต่อภายใต้กฎใหม่ รัฐเร่งจัดระเบียบ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลอาเซียน

Share on Line Share on Facebook Share on X

กระแสลงทุน Data Center หรือดาต้าเซ็นเตอร์ กำลังไหลเข้าไทยอย่างรวดเร็ว เปิดโอกาสสร้างเม็ดเงินลงทุนและยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ก็มาพร้อมแรงกดดันด้านน้ำ ไฟฟ้า พื้นที่ และสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลยืนยันว่า ไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุน Data Center แต่จะเร่งจัดระเบียบและวางมาตรฐานกลางให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน เพื่อให้การเติบโตสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ โดยไม่ผลักภาระไปให้ประชาชน

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 พร้อมยืนยันว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล รวมถึงเป็นรากฐานของ Cloud, AI และอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต 

ที่ผ่านมา การขออนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ต้องแยกดำเนินการกับหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI หน่วยงานด้านพลังงาน น้ำ โทรคมนาคม ผังเมือง และการควบคุมอาคาร แต่ประเทศไทยยังขาดยุทธศาสตร์กลางที่รวบรวมข้อมูลและกำหนดทิศทางในภาพเดียวกัน

รัฐบาลจึงเตรียมเปลี่ยนจาก “การอนุมัติแยกเป็นรายหน่วยงาน” ไปสู่ “กติกากลางระดับประเทศ” โดยเร่งบูรณาการข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน จัดระเบียบและวางกติการ่วมในการกำกับดูแล ออกแบบประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประเทศไทยต้องการ และกำหนดเกณฑ์ประเมินเพื่อคัดเลือกการลงทุนที่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม

แนวทางนี้ไม่ได้หมายความว่าโครงการ Data Center ทุกแห่งจะได้รับไฟเขียว เพราะผู้ลงทุนต้องแสดงให้เห็นว่าโครงการสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยได้จริง ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

รวมถึงต้องพิจารณาว่าเม็ดเงินลงทุนเหล่านั้นจะช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึง Cloud และ AI ได้ดีขึ้น สร้างนวัตกรรมภายในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด

การมีกติกาที่ชัดเจนจึงไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน ตรงกันข้าม หากรัฐบาลกำหนดหลักเกณฑ์ที่โปร่งใส ใช้กับผู้ประกอบการอย่างเท่าเทียม และพิจารณาได้รวดเร็ว ก็จะช่วยลดความไม่แน่นอนและเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการลงทุนระยะยาว

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ไทยยังเปิดประตูรับ Data Center แต่จะไม่เปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข เป้าหมายคือคัดเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่าให้ประเทศ และผลักดันไทยไปสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนอย่างยั่งยืน

ตั้ง 4 อนุกรรมการ วางกติกา Data Center

การจัดระเบียบ Data Center ครั้งนี้ รัฐบาลตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 4 ชุด เพื่อวางหลักเกณฑ์ครอบคลุมประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม ทั้งด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และอาคาร รวมถึงสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลกำหนดกรอบให้จัดทำมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน

คณะแรกคือ คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ มีเลขาธิการสภาพัฒน์และเลขาธิการ BOI เป็นประธานร่วม ทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ประเมินความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้รับจากแต่ละโครงการ รวมถึงจัดลำดับความสำคัญ โดยพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการประเภท AI Factory และการจัดโซนนิ่ง เพื่อให้การลงทุนสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

คณะที่สองคือ คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีปลัดกระทรวงพลังงานและเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นประธานร่วม รับผิดชอบความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ ระบบดิจิทัล และการใช้พลังงานสะอาด โดยมีโจทย์สำคัญคือการขยาย Data Center ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อการเข้าถึงทรัพยากรของประชาชน

คณะที่สามคือ คณะอนุกรรมการด้านพื้นที่และอาคาร มีปลัดกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานร่วม ทำหน้าที่กำหนดทำเลและผังเมือง รูปแบบอาคาร ความปลอดภัยทางกายภาพ รวมถึงระบบไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าย่อย

ส่วนคณะที่สี่คือ คณะอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน รับผิดชอบจัดทำแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อควบคุมผลกระทบด้านเสียง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่อย่างยั่งยืน

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ภายใน 1 เดือน คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดต้องเชื่อมโยงข้อเสนอและจัดทำมาตรฐานขั้นต่ำ หรือ Minimum Requirements ให้ชัดเจน โดยรัฐบาลย้ำว่าการจัดระเบียบครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปิดกั้นการลงทุน แต่เพื่อทำให้ Data Center สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย


สรุปข่าว

รัฐบาลเดินหน้าดึงลงทุน Data Center ไทย พร้อมเร่งออกมาตรฐานกลางภายใน 1 เดือน คุมไฟฟ้า น้ำ พื้นที่และสิ่งแวดล้อม ด้าน Cushman & Wakefield คาดไทยต้องใช้เงินลงทุนพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ 15,900 ล้านดอลลาร์ช่วงปี 2026–2030 ขณะที่เอกชนหนุนถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาคนไทย

กระแสลงทุน Data Center หรือดาต้าเซ็นเตอร์ กำลังไหลเข้าไทยอย่างรวดเร็ว เปิดโอกาสสร้างเม็ดเงินลงทุนและยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ก็มาพร้อมแรงกดดันด้านน้ำ ไฟฟ้า พื้นที่ และสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลยืนยันว่า ไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุน Data Center แต่จะเร่งจัดระเบียบและวางมาตรฐานกลางให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน เพื่อให้การเติบโตสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ โดยไม่ผลักภาระไปให้ประชาชน

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 พร้อมยืนยันว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล รวมถึงเป็นรากฐานของ Cloud, AI และอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต 

ที่ผ่านมา การขออนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ต้องแยกดำเนินการกับหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI หน่วยงานด้านพลังงาน น้ำ โทรคมนาคม ผังเมือง และการควบคุมอาคาร แต่ประเทศไทยยังขาดยุทธศาสตร์กลางที่รวบรวมข้อมูลและกำหนดทิศทางในภาพเดียวกัน

รัฐบาลจึงเตรียมเปลี่ยนจาก “การอนุมัติแยกเป็นรายหน่วยงาน” ไปสู่ “กติกากลางระดับประเทศ” โดยเร่งบูรณาการข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน จัดระเบียบและวางกติการ่วมในการกำกับดูแล ออกแบบประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประเทศไทยต้องการ และกำหนดเกณฑ์ประเมินเพื่อคัดเลือกการลงทุนที่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม

แนวทางนี้ไม่ได้หมายความว่าโครงการ Data Center ทุกแห่งจะได้รับไฟเขียว เพราะผู้ลงทุนต้องแสดงให้เห็นว่าโครงการสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยได้จริง ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

รวมถึงต้องพิจารณาว่าเม็ดเงินลงทุนเหล่านั้นจะช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึง Cloud และ AI ได้ดีขึ้น สร้างนวัตกรรมภายในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด

การมีกติกาที่ชัดเจนจึงไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน ตรงกันข้าม หากรัฐบาลกำหนดหลักเกณฑ์ที่โปร่งใส ใช้กับผู้ประกอบการอย่างเท่าเทียม และพิจารณาได้รวดเร็ว ก็จะช่วยลดความไม่แน่นอนและเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการลงทุนระยะยาว

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ไทยยังเปิดประตูรับ Data Center แต่จะไม่เปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข เป้าหมายคือคัดเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่าให้ประเทศ และผลักดันไทยไปสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนอย่างยั่งยืน

ตั้ง 4 อนุกรรมการ วางกติกา Data Center

การจัดระเบียบ Data Center ครั้งนี้ รัฐบาลตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 4 ชุด เพื่อวางหลักเกณฑ์ครอบคลุมประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม ทั้งด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และอาคาร รวมถึงสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลกำหนดกรอบให้จัดทำมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน

คณะแรกคือ คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ มีเลขาธิการสภาพัฒน์และเลขาธิการ BOI เป็นประธานร่วม ทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ประเมินความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้รับจากแต่ละโครงการ รวมถึงจัดลำดับความสำคัญ โดยพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความต้องการประเภท AI Factory และการจัดโซนนิ่ง เพื่อให้การลงทุนสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

คณะที่สองคือ คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีปลัดกระทรวงพลังงานและเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นประธานร่วม รับผิดชอบความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ ระบบดิจิทัล และการใช้พลังงานสะอาด โดยมีโจทย์สำคัญคือการขยาย Data Center ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อการเข้าถึงทรัพยากรของประชาชน

คณะที่สามคือ คณะอนุกรรมการด้านพื้นที่และอาคาร มีปลัดกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานร่วม ทำหน้าที่กำหนดทำเลและผังเมือง รูปแบบอาคาร ความปลอดภัยทางกายภาพ รวมถึงระบบไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าย่อย

ส่วนคณะที่สี่คือ คณะอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน รับผิดชอบจัดทำแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อควบคุมผลกระทบด้านเสียง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่อย่างยั่งยืน

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ภายใน 1 เดือน คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดต้องเชื่อมโยงข้อเสนอและจัดทำมาตรฐานขั้นต่ำ หรือ Minimum Requirements ให้ชัดเจน โดยรัฐบาลย้ำว่าการจัดระเบียบครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปิดกั้นการลงทุน แต่เพื่อทำให้ Data Center สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย


Data Center ไทยจ่อรับลงทุน 15,900 ล้านดอลลาร์

ประโยชน์จาก Data Center ไม่ได้มีเพียงเงินลงทุนก่อสร้าง แต่ยังสามารถสร้างรายได้ระยะยาวและต่อยอดธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของไทย

ข้อมูลจาก Cushman & Wakefield ระบุว่า ไทยกำลังเป็นหนึ่งในตลาด Data Center ที่ถูกจับตามองในเอเชียแปซิฟิก เพราะต้นทุนการพัฒนายังแข่งขันได้ ทำเลสามารถเชื่อมโยงภูมิภาค และยังมีช่องว่างสำหรับขยายกำลังให้บริการอีกมาก

ปัจจุบันไทยมีประชากรประมาณ 514,587 คนต่อกำลังให้บริการ Data Center 1 เมกะวัตต์ เทียบกับค่าเฉลี่ยเอเชียแปซิฟิกที่ 247,713 คนต่อเมกะวัตต์ หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 เท่า สะท้อนว่าไทยยังมี Capacity ของ Data Center ต่อประชากรค่อนข้างต่ำ และยังมีพื้นที่ให้ตลาดขยายตัวอีกมาก

Cushman & Wakefield ประเมินว่า ช่วงปี 2026–2030 ไทยต้องใช้เงินลงทุนพัฒนา Data Center ประมาณ 15,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีต้นทุนพัฒนาเฉลี่ยประมาณ 9 ล้านดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ รวมราคาที่ดิน ซึ่งยังสามารถแข่งขันกับหลายตลาดในภูมิภาคได้ 

อีกสัญญาณที่สะท้อนดีมานด์คือ Pre-Leasing หรือการจอง Capacity ล่วงหน้าในไทยเพิ่มขึ้นถึง 9 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน จากความต้องการของ Hyperscale และลูกค้ากลุ่ม AI ที่ต้องการกำลังให้บริการจำนวนมากและต้องวางแผนล่วงหน้าก่อนโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ

รายได้ Colocation จ่อทะลุ 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

นอกจากเงินลงทุนก้อนแรกแล้ว Cushman & Wakefield คาดว่า รายได้ธุรกิจ Colocation ในไทยจะเพิ่มเป็นมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2030

รายได้ดังกล่าวเกิดจากการให้บริการพื้นที่ ระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อ และบริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะที่ไทยถูกจัดให้อยู่ อันดับ 3 ของเอเชียแปซิฟิกด้าน Yield on Cost รองจากสิงคโปร์และเวียดนาม

ความเชื่อมั่นของตลาดยังสะท้อนผ่าน Green Loan มูลค่า 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ Digital Edge และ B.Grimm Power สำหรับพัฒนา BKK Campus ขนาด 100 เมกะวัตต์ในจังหวัดชลบุรี

Digital Edge ระบุว่า ธุรกรรมดังกล่าวเป็น วงเงินสินเชื่อที่ใหญ่ที่สุดที่เคยจัดหาให้โครงการ Data Center ในประเทศไทย ณ วันที่ประกาศ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนร่วมลงทุนมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ของ Digital Edge และ B.Grimm Power 

การขยายตัวของ Data Center ยังอาจส่งผลบวกต่อนิคมอุตสาหกรรม เพราะนิคมมีความพร้อมทั้งพื้นที่ ระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ได้ดีกว่าพื้นที่ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จะตกอยู่กับไทยมากเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมเงินลงทุนเข้ากับธุรกิจไทย บุคลากร และบริการมูลค่าสูง หากวางกติกาได้เหมาะสม Data Center อาจกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

เอกชนหนุน Data Center แต่ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี

มุมมองของภาคเอกชนไทยต่อ Data Center ค่อนข้างชัดเจนว่า ไทยไม่ควรปิดกั้นการลงทุน เพราะนี่คือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แต่การลงทุนต้องมาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาคนไทย ไม่ใช่เข้ามาตั้งศูนย์ประมวลผลข้อมูลเพียงอย่างเดียว

ผลสำรวจ FTI CEO Poll ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. พบว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มองว่าการลงทุน Data Center มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Cloud, AI และ Big Data รวมถึงช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมนำ Automation, IoT และ Smart Manufacturing มาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับการแข่งขัน

ที่สำคัญ 69.4% เห็นว่าควรกำหนดให้ผู้ลงทุนถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมวิจัยพัฒนากับธุรกิจไทยหรือสถาบันการศึกษา ขณะที่ 68.8% ต้องการให้เร่งพัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI, Cloud และ Data Analytics 

อีก 56.9% ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนธุรกิจดิจิทัลและสตาร์ตอัปไทย ให้สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ บริการ และแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกับ Data Center เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัว

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังสะท้อนความกังวลเรื่องทรัพยากร โดย 68.8% กังวลเรื่องปริมาณน้ำ ขณะที่ 61.3% กังวลว่ากฎหมายและมาตรฐานอาจยังไม่ชัดเจนหรือไม่ทันเทคโนโลยี และอีก 61.3% กังวลว่าความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบความมั่นคงของระบบและต้นทุนค่าไฟของผู้ใช้กลุ่มอื่น


Data Center จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ต้องสร้างมูลค่าให้ไทย

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ภาคเอกชนไม่ได้คัดค้านการลงทุน Data Center แต่ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนจากการนับจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน ไปสู่การวัดว่าแต่ละโครงการสามารถสร้าง เทคโนโลยี บุคลากร งานทักษะสูง และโอกาสให้ธุรกิจไทย ได้มากเพียงใด

หัวใจสำคัญอยู่ที่การวางเงื่อนไขให้ถูกต้อง เพราะหากไทยสามารถเชื่อมเงินลงทุนเข้ากับการพัฒนาคน การวิจัย  สตาร์ตอัป และ Supply Chain ในประเทศได้ Data Center จะไม่ใช่เพียงสถานที่เก็บและประมวลผลข้อมูล แต่สามารถกลายเป็นฐานสร้างนวัตกรรมและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

ดังนั้น โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่ “เอาหรือไม่เอา Data Center” แต่คือทำอย่างไรให้การลงทุนที่กำลังไหลเข้ามา ใช้น้ำและไฟอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระให้ประชาชน และทิ้งมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศไทยให้มากที่สุด

แท็กบทความ

Data Center ไทย
ดาต้าเซ็นเตอร์ไทย
ลงทุน Data Center
Data Center Thailand
ศูนย์ข้อมูลไทย
Data Center Hub
ดาต้าเซ็นเตอร์ 2569AI Data CenterCloud ThailandAI Thailand
Cushman & Wakefield
Digital Edge
B.Grimm
Green Data Center
FTI CEO Poll
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
Smart Data Center
Hyperscale Data Center