รถ EV จีนรุกตลาดไทย BEV โตเกือบเท่าตัว แต่รถนำเข้ายังสูง เขย่าฐานผลิต-รถมือสอง-ไฟแนนซ์

Share on Line Share on Facebook Share on X

ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ จากตลาดที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและค่ายญี่ปุ่นครองบทบาทมายาวนาน ไปสู่ยุคที่ รถยนต์ไฟฟ้า หรือ BEV และค่ายรถจีนกำลังเพิ่มส่วนแบ่งอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นข่าวดีในแง่ยอดขายและทางเลือกของผู้บริโภค แต่ในอีกด้านกำลังสร้างคำถามสำคัญว่า ยอดขายรถ EV ที่เติบโตจะสร้างมูลค่าให้กับโรงงาน ชิ้นส่วน และแรงงานไทยมากเพียงใด หากรถจำนวนมากยังถูกนำเข้าจากต่างประเทศ

BEV ไทยโตแรง 7 เดือนยอดขายทะลุ 1.25 แสนคัน

ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. พบว่า 7 เดือนแรกปี 2569 ยอดขายรถยนต์นั่ง BEV อยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 30.88% ของตลาดรถยนต์ในประเทศ

เฉพาะเดือนกรกฎาคม ยอดขายรถยนต์นั่ง BEV เพิ่มขึ้นเป็น 20,989 คัน หรือ 122.08% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ายังเร่งตัวต่อเนื่อง

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ทั้งปี 2569 ยอดขาย BEV ในไทยอาจเพิ่มขึ้นถึง 71% แตะ 210,000 คัน และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 20% ในปี 2568 เป็นประมาณ 31% ในปี 2569

แรงสนับสนุนมาจากการส่งมอบรถภายใต้มาตรการ EV 3.0 ที่ต่อเนื่องจากปีก่อน ราคาน้ำมันที่ได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาและการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง 

การเติบโตดังกล่าวสร้างโอกาสทางธุรกิจมากกว่าการขายรถ เพราะระบบนิเวศ EV ยังครอบคลุมสถานีชาร์จ อุปกรณ์ไฟฟ้า ซอฟต์แวร์บริหารพลังงาน ประกันภัย การตรวจสอบแบตเตอรี่ รถมือสอง การซ่อมบำรุง และธุรกิจรีไซเคิลหรือการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่

รถจีนครองตลาด EV กว่า 91% เขย่าเจ้าตลาดเดิม

อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ “สัญชาติของรถ” ที่กำลังขายดีในประเทศไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า รถยนต์ BEV กว่า 91% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน และประเมินว่าส่วนแบ่งตลาดรถจดทะเบียนใหม่ของค่ายรถจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 32% ในปี 2569 จาก 23% ในปี 2568

ขณะที่รถสัญชาติอื่นซึ่งเป็นเจ้าตลาดเดิมมีแนวโน้มเหลือส่วนแบ่งประมาณ 68% จาก 77% ในปีก่อน 

การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างแรงกดดันต่อค่ายรถเดิม โดยเฉพาะผู้ผลิตที่ยังพึ่งพารถเครื่องยนต์สันดาปหรือ ICE เป็นหลัก และส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ท่อไอเสีย และชิ้นส่วนเฉพาะสำหรับรถน้ำมัน

ในทางกลับกัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ ระบบควบคุม และระบบจัดการพลังงานมีโอกาสเติบโตตามตลาด EV

โจทย์สำหรับผู้ผลิตรถยนต์รายเดิมจึงอยู่ที่ว่าจะเร่งลงทุน BEV เดินหน้ารถไฮบริด หรือใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถสันดาปเพื่อส่งออกไปยังตลาดที่ยังมีความต้องการ

ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยก็ต้องลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาค่ายรถกลุ่มเดิม และพัฒนามาตรฐานกับเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่ Supply Chain ของผู้ผลิต EV รายใหม่

EV ขายดี แต่รถนำเข้ายังมากกว่า “รถผลิตไทย”

ยอดขาย EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้หมายความว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในประเทศไทย

ตามข้อมูล ส.อ.ท. ระบุว่า  ช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 รถยนต์นั่ง BEV ขายได้ 125,411 คัน เมื่อเทียบกับจำนวนรถที่ผลิตในประเทศ 46,924 คัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 37.42% ขณะที่ส่วนต่างคิดเป็นประมาณ 62.58%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สำหรับทั้งปี 2569 รถ BEV ที่ขายในประเทศอาจมีประมาณ 45% ที่ผลิตในไทย และอีก 55% เป็นรถนำเข้า 

ประเด็นนี้สำคัญต่ออนาคตฐานการผลิตรถยนต์ไทย เพราะหากยอดขาย EV เพิ่มขึ้น แต่รถส่วนใหญ่ผลิตในต่างประเทศ ประโยชน์ต่อโรงงาน แรงงาน และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศก็จะต่ำกว่ากรณีที่รถเหล่านั้นถูกผลิตในไทย

กสิกรไทยระบุว่า ค่ายรถที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 สามารถนำเข้า BEV จากจีนโดยใช้ภาษีนำเข้า 0% ภายใต้ FTA ขณะที่ผู้ผลิตบางรายที่เข้าร่วมมาตรการก็ยังต้องนำเข้าบางรุ่น เพราะขนาดตลาดไทยอาจยังไม่ใหญ่พอที่จะตั้งสายการผลิตทุกรุ่นให้คุ้มทุน และต้นทุนการผลิตในจีนยังต่ำกว่าไทย 

สรุปข่าว

ตลาดรถยนต์ไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยน ยอดขาย BEV โตแรง รถจีนครองตลาด EV กว่า 90% ขณะที่รถนำเข้ายังมีสัดส่วนสูง สงครามราคากระทบฐานผลิตไทย รถมือสอง และเพิ่มโจทย์บริหารความเสี่ยงของธุรกิจไฟแนนซ์

ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ จากตลาดที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและค่ายญี่ปุ่นครองบทบาทมายาวนาน ไปสู่ยุคที่ รถยนต์ไฟฟ้า หรือ BEV และค่ายรถจีนกำลังเพิ่มส่วนแบ่งอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นข่าวดีในแง่ยอดขายและทางเลือกของผู้บริโภค แต่ในอีกด้านกำลังสร้างคำถามสำคัญว่า ยอดขายรถ EV ที่เติบโตจะสร้างมูลค่าให้กับโรงงาน ชิ้นส่วน และแรงงานไทยมากเพียงใด หากรถจำนวนมากยังถูกนำเข้าจากต่างประเทศ

BEV ไทยโตแรง 7 เดือนยอดขายทะลุ 1.25 แสนคัน

ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. พบว่า 7 เดือนแรกปี 2569 ยอดขายรถยนต์นั่ง BEV อยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 30.88% ของตลาดรถยนต์ในประเทศ

เฉพาะเดือนกรกฎาคม ยอดขายรถยนต์นั่ง BEV เพิ่มขึ้นเป็น 20,989 คัน หรือ 122.08% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ายังเร่งตัวต่อเนื่อง

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ทั้งปี 2569 ยอดขาย BEV ในไทยอาจเพิ่มขึ้นถึง 71% แตะ 210,000 คัน และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 20% ในปี 2568 เป็นประมาณ 31% ในปี 2569

แรงสนับสนุนมาจากการส่งมอบรถภายใต้มาตรการ EV 3.0 ที่ต่อเนื่องจากปีก่อน ราคาน้ำมันที่ได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาและการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง 

การเติบโตดังกล่าวสร้างโอกาสทางธุรกิจมากกว่าการขายรถ เพราะระบบนิเวศ EV ยังครอบคลุมสถานีชาร์จ อุปกรณ์ไฟฟ้า ซอฟต์แวร์บริหารพลังงาน ประกันภัย การตรวจสอบแบตเตอรี่ รถมือสอง การซ่อมบำรุง และธุรกิจรีไซเคิลหรือการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่

รถจีนครองตลาด EV กว่า 91% เขย่าเจ้าตลาดเดิม

อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ “สัญชาติของรถ” ที่กำลังขายดีในประเทศไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า รถยนต์ BEV กว่า 91% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน และประเมินว่าส่วนแบ่งตลาดรถจดทะเบียนใหม่ของค่ายรถจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 32% ในปี 2569 จาก 23% ในปี 2568

ขณะที่รถสัญชาติอื่นซึ่งเป็นเจ้าตลาดเดิมมีแนวโน้มเหลือส่วนแบ่งประมาณ 68% จาก 77% ในปีก่อน 

การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างแรงกดดันต่อค่ายรถเดิม โดยเฉพาะผู้ผลิตที่ยังพึ่งพารถเครื่องยนต์สันดาปหรือ ICE เป็นหลัก และส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ท่อไอเสีย และชิ้นส่วนเฉพาะสำหรับรถน้ำมัน

ในทางกลับกัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มอเตอร์ ระบบควบคุม และระบบจัดการพลังงานมีโอกาสเติบโตตามตลาด EV

โจทย์สำหรับผู้ผลิตรถยนต์รายเดิมจึงอยู่ที่ว่าจะเร่งลงทุน BEV เดินหน้ารถไฮบริด หรือใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถสันดาปเพื่อส่งออกไปยังตลาดที่ยังมีความต้องการ

ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยก็ต้องลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาค่ายรถกลุ่มเดิม และพัฒนามาตรฐานกับเทคโนโลยีเพื่อเข้าสู่ Supply Chain ของผู้ผลิต EV รายใหม่

EV ขายดี แต่รถนำเข้ายังมากกว่า “รถผลิตไทย”

ยอดขาย EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้หมายความว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในประเทศไทย

ตามข้อมูล ส.อ.ท. ระบุว่า  ช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 รถยนต์นั่ง BEV ขายได้ 125,411 คัน เมื่อเทียบกับจำนวนรถที่ผลิตในประเทศ 46,924 คัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 37.42% ขณะที่ส่วนต่างคิดเป็นประมาณ 62.58%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สำหรับทั้งปี 2569 รถ BEV ที่ขายในประเทศอาจมีประมาณ 45% ที่ผลิตในไทย และอีก 55% เป็นรถนำเข้า 

ประเด็นนี้สำคัญต่ออนาคตฐานการผลิตรถยนต์ไทย เพราะหากยอดขาย EV เพิ่มขึ้น แต่รถส่วนใหญ่ผลิตในต่างประเทศ ประโยชน์ต่อโรงงาน แรงงาน และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศก็จะต่ำกว่ากรณีที่รถเหล่านั้นถูกผลิตในไทย

กสิกรไทยระบุว่า ค่ายรถที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 สามารถนำเข้า BEV จากจีนโดยใช้ภาษีนำเข้า 0% ภายใต้ FTA ขณะที่ผู้ผลิตบางรายที่เข้าร่วมมาตรการก็ยังต้องนำเข้าบางรุ่น เพราะขนาดตลาดไทยอาจยังไม่ใหญ่พอที่จะตั้งสายการผลิตทุกรุ่นให้คุ้มทุน และต้นทุนการผลิตในจีนยังต่ำกว่าไทย 

สงครามราคา EV ลามถึง “รถมือสอง”

การแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่ที่รถใหม่ เมื่อค่ายรถใช้ราคาเป็นเครื่องมือดึงลูกค้า ผลกระทบสามารถส่งต่อมายังมูลค่ารถทั้งระบบ

เมื่อรถใหม่ลดราคา ผู้บริโภคย่อมเปรียบเทียบกับรถมือสอง ส่งผลให้ผู้ขายรถมือสองต้องปรับราคาเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างรถใหม่กับรถใช้แล้ว

วิจัยกรุงศรีระบุว่า ตลาดรถมือสองผ่านจุดต่ำสุดของราคาในปี 2567 และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ราคารถมือสองโดยรวมเพิ่มขึ้น 5.1% จากปีก่อน หลังจำนวนรถถูกยึดเข้าสู่ตลาดลดลงและความต้องการซื้อเริ่มทยอยฟื้นตัว 

แต่สำหรับ BEV มือสอง ความเสี่ยงด้านราคายังคงแตกต่างจากตลาดทั่วไป โดยวิจัยกรุงศรีพบว่า มูลค่าขายต่อของรถ EV มือสองในไทยลดลงเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก ปัจจัยสำคัญมาจากตลาดที่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และสงครามราคาในตลาดรถ EV ใหม่ 

ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะเจ้าของรถที่อาจขายรถเก่าได้ต่ำกว่าคาด แต่ยังส่งต่อถึงเต็นท์รถที่มีความเสี่ยงขาดทุนจากสต๊อก และสถาบันการเงินที่ใช้รถเป็นหลักประกันสินเชื่อ

หากมูลค่ารถลดลงเร็วกว่าที่คาด เมื่อเกิดการผิดนัดชำระและต้องนำรถออกขาย มูลค่าที่ได้คืนอาจไม่เพียงพอกับยอดหนี้คงเหลือ

รถราคาผันผวน เปลี่ยนเกมธุรกิจไฟแนนซ์

ความผันผวนของราคารถกำลังทำให้การประเมินความเสี่ยงสินเชื่อซับซ้อนขึ้น

รถยนต์ที่เคยมีราคากลางค่อนข้างชัดเจนอาจสูญเสียมูลค่าอย่างรวดเร็ว หากผู้ผลิตเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ปรับเทคโนโลยี หรือประกาศลดราคาครั้งใหญ่

ธนาคารแห่งประเทศไทย เคยวิเคราะห์ว่า ความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนและการลดลงของราคารถมือสองทำให้สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อรถ โดยกลุ่มรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมีสัดส่วนการได้รับสินเชื่อใหม่ลดลง ขณะที่ผู้มีรายได้ประจำและสามารถผ่อนชำระได้ต่อเนื่องมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 

ธปท. ยังระบุถึงหลัก Responsible Lending ที่ทำให้ผู้ให้สินเชื่อต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ หรือ affordability จากปัจจัยรอบด้านมากขึ้น 

ดังนั้น ในโลกที่ราคารถเปลี่ยนเร็ว การตั้งวงเงินสินเชื่อไม่สามารถพิจารณาเพียงราคาตลาดของรถ แต่ต้องดูทั้ง มูลค่าหลักประกัน รายได้ ภาระหนี้เดิม และกระแสเงินสดของลูกค้า

EV โต แต่โจทย์ใหญ่คือ “มูลค่าอยู่ที่ใคร”

ภาพใหญ่ของตลาดรถยนต์ไทยจึงไม่ได้มีเพียงการเปลี่ยนจากรถน้ำมันไปเป็นรถไฟฟ้า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายชั้น

รถ BEV กำลังเพิ่มส่วนแบ่ง รถจีนกำลังรุกตลาด ค่ายรถเดิมถูกกดดัน รถนำเข้ายังมีบทบาทสูง ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต้องปรับตัว และสงครามราคากำลังส่งแรงกระเพื่อมไปยังรถมือสองและธุรกิจการเงิน

สำหรับผู้บริโภค การแข่งขันอาจหมายถึงรถที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้นในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น แต่สำหรับประเทศไทย คำถามที่สำคัญกว่ายอดขายคือ รถที่ขายได้ผลิตที่ไหน ใช้ชิ้นส่วนจากที่ใด และสร้างงานกับมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยมากเพียงใด

หากไทยสามารถเปลี่ยนการเติบโตของตลาด EV ให้เชื่อมโยงกับการผลิต ชิ้นส่วน แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ สถานีชาร์จ การซ่อมบำรุง และการรีไซเคิลได้มากขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้าก็จะเป็นโอกาสทางอุตสาหกรรม

แต่หากตลาดโตเร็วกว่าฐานการผลิต ไทยอาจกลายเป็นตลาดรถ EV ที่เติบโตสูง แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้ไม่เต็มศักยภาพ

แท็กบทความ

รถ EV ไทย 2569
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 2026
BEV ไทย
รถจีนในไทยรถยนต์ไฟฟ้าจีนยอดขายรถ EV
EV 3.0
EV 3.5รถมือสอง
ราคารถมือสอง
ไฟแนนซ์รถยนต์
ฐานผลิตรถยนต์ไทย
ส.อ.ท.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย