เดิมพันเงินกู้ 2 แสนล้าน หนุนโครงสร้างพลังงานสะอาด
รัฐบาลกำลังขยับใช้เงินกู้ก้อนใหญ่เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานในระยะยาว ภายใต้พระราชกำหนดกู้เงินเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน
ส่วนแรกถูกนำไปบรรเทาค่าครองชีพผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ "ส่วนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท" ถูกวางไว้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยเฉพาะ ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ยานพาหนะพลังงานสะอาด สถานีชาร์จ EV และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการนำเข้าจากต่างประเทศ
ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หน่วยงานที่ต้องการขอใช้วงเงิน ต้องเร่งเสนอโครงการให้ชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2026 เพื่อดำเนินโครงการภายใน 1 ปี โดยทุกโครงการต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนเสนอ ครม. พิจารณา ทั้งนี้ ข้อมูลรัฐบาลประเมินว่าหากมีการกู้เต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาท สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อาจเพิ่มขึ้นจาก 66.09% เป็น 68.18% และอาจแตะ 69.88% ในปีงบประมาณ 2027 ซึ่งใกล้เพดานกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%
สรุปข่าว
เดิมพันเงินกู้ 2 แสนล้าน หนุนโครงสร้างพลังงานสะอาด
รัฐบาลกำลังขยับใช้เงินกู้ก้อนใหญ่เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานในระยะยาว ภายใต้พระราชกำหนดกู้เงินเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน
ส่วนแรกถูกนำไปบรรเทาค่าครองชีพผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ "ส่วนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท" ถูกวางไว้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยเฉพาะ ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ยานพาหนะพลังงานสะอาด สถานีชาร์จ EV และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการนำเข้าจากต่างประเทศ
ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หน่วยงานที่ต้องการขอใช้วงเงิน ต้องเร่งเสนอโครงการให้ชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2026 เพื่อดำเนินโครงการภายใน 1 ปี โดยทุกโครงการต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนเสนอ ครม. พิจารณา ทั้งนี้ ข้อมูลรัฐบาลประเมินว่าหากมีการกู้เต็มวงเงิน 400,000 ล้านบาท สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อาจเพิ่มขึ้นจาก 66.09% เป็น 68.18% และอาจแตะ 69.88% ในปีงบประมาณ 2027 ซึ่งใกล้เพดานกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%
ดันงบ 6 หมื่นล้าน อุดหนุน "โซลาร์ครัวเรือน" ช่วยค่าติดตั้ง 5 หมื่น
ในส่วนของการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าใช้เอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นราว 60,000 ล้านบาท สำหรับโครงการโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือน โดยวางแนวทางช่วยค่าติดตั้งครัวเรือนละ 50,000 บาท ตั้งเป้าครอบคลุม 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือน
กลุ่มเป้าหมาย: บ้านที่มีค่าไฟเฉลี่ย 3,000–4,000 บาท/เดือน ติดตั้งระบบขนาดไม่น้อยกว่า 5 กิโลวัตต์ (ราคาตลาดมากกว่า 100,000 บาท)
กลไกสินเชื่อ: ร่วมมือกับธนาคารออมสินและ GH Bank (ธอส.) จัดดอกเบี้ยต่ำสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ
ระบบ Net Billing: เปิดให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ก่อน ส่วนเกินขายคืนเข้าสู่ระบบตามอัตรารับซื้อที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่าการเพิ่มโซลาร์บนหลังคาจำนวนมาก ต้องทำควบคู่กับการพัฒนาโครงข่าย (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อป้องกันปัญหาคอขวดในระบบไฟฟ้าช่วงกลางวัน
ปรับแผนอุ้มรถ EV: รัฐช่วยซับไฟแนนซ์-ลดเงินต้นค่างวด
ด้านภาคการขนส่ง กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตเตรียมใช้เงินกู้ก้อนนี้ออกมาตรการช่วยประชาชนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รูปแบบใหม่ โดยเปลี่ยนจากการจ่ายเงินอุดหนุนตรงให้ผู้ซื้อ มาเป็นการ "ให้ความช่วยเหลือผ่านไฟแนนซ์หรือสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อ"
กรมสรรพสามิตเสนอแนวทางช่วยลดเงินต้นจากวงเงินสินเชื่อหรือช่วยชดเชยดอกเบี้ย เพื่อลดภาระจัดไฟแนนซ์และค่างวดลง ตัวอย่างเช่น รถราคา 850,000 บาท รัฐอาจช่วยสนับสนุน 50,000 บาท เพื่อให้เหลือยอดจัดไฟแนนซ์เพียง 800,000 บาท ส่วนผู้ซื้อเงินสดจะมีระบบตรวจสอบแยกต่างหากเพื่อความเท่าเทียม
มาตรการนี้เน้นช่วยเหลือประชาชนผู้ซื้อโดยตรง ต่างจากมาตรการ EV 3.5 ที่ผูกเงื่อนไขกับการผลิตของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี การให้สถาบันการเงินช่วยคัดกรอง อาจทำให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์สินเชื่อเข้าถึงสิทธิ์ได้ยากขึ้น ซึ่งยังต้องพิจารณาควบคู่กับคำเตือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) เรื่องความเปราะบางของหนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบัน
ที่มาข้อมูล : กระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่มารูปภาพ : gemini
