ตลาดสัตว์เลี้ยงเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จากแนวโน้มที่คนแต่งงานและมีลูกน้อยลง การเลี้ยงสัตว์จึงเป็นอีกส่วนที่ช่วย “เติมเต็ม” ความหมายของคำว่าครอบครัวได้ สำหรับประเทศไทย แนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนสุนัขและแมวมีเจ้าของที่เพิ่มขึ้นจาก 4.7 ล้านตัวในปี 2022 2565 เป็น 7.3 ล้านตัวในปี 2026 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.6 ต่อปี (CAGR) สวนทางกับจำนวนเด็กเกิดในไทย ปี 2025 ที่มีเพียง 416,517 คน ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างครอบครัวและค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีกำลังซื้อหลัก
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของวิจัยกรุงศรี (2026) ที่พบว่าราวครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนโสด (SINK) หรือกลุ่มที่แต่งงานแล้วและไม่มีลูก (DINK) ในวัย 24-44 ปี “ไม่ต้องการมีลูก” รวมถึงผลสำรวจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ซึ่งพบว่าร้อยละ 49 ของกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 24-41 ปี ต้องการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นลูก (Pet parents) ชี้ให้เห็นว่า สัตว์เลี้ยงถูกยกสถานะให้กลายเป็น “ลูก” หรือสมาชิกในครอบครัวที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เสมือนมนุษย์ (Pet Humanization)

แนวคิดการยกระดับสถานะสัตว์เลี้ยงให้เป็นเสมือน “ลูก” หรือ “สมาชิกในครอบครัว” (Pet Humanization) ได้รับความนิยมมากขึ้น สะท้อนผ่านความต้องการสินค้าและบริการระดับพรีเมียมที่มุ่งส่งเสริมให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Pet Longevity)
อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงบางส่วนอาจไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยร้ายแรงของสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ “ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” เข้ามามีบทบาทสนับสนุนการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประกันสัตว์เลี้ยง ที่ช่วยบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า หรือ “บัตรเครดิตและสินเชื่อ ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว
โดยวิจัยกรุงศรีระบุว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีจุดเด่นและบทบาทที่ต่างกัน 1) ประกันสัตว์เลี้ยง เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพของสัตว์เลี้ยงคล้ายกับประกันสุขภาพของมนุษย์ โดยผู้ให้บริการมักนำเสนอแผนความคุ้มครองหลายระดับ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น วงเงินคุ้มครองและอัตราเบี้ยประกัน จุดเด่นสำคัญคือช่วยให้ผู้เลี้ยงสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และช่วยเพิ่มโอกาสให้สัตว์เลี้ยงเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นโดยไม่กระทบต่อแผนการเงินเดิม
2) บัตรเครดิต เป็นสินเชื่อหมุนเวียนที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง โดยมีทั้งบัตรเครดิตที่ออกแบบสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ และบัตรเครดิตทั่วไปที่รองรับการผ่อนชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ซึ่งอาจมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ส่วนลด คะแนนสะสมพิเศษ หรือความคุ้มครองเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง
3) สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นทางเลือกสำหรับจัดสรรค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว โดยอาจอยู่ในรูปสินเชื่อเฉพาะที่ชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลสัตว์โดยตรง หรือสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปที่ผู้กู้สามารถเลือกชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้า บริการ หรือค่ารักษาพยาบาล ภายใต้เงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย

สรุปข่าว
ตลาดสัตว์เลี้ยงเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จากแนวโน้มที่คนแต่งงานและมีลูกน้อยลง การเลี้ยงสัตว์จึงเป็นอีกส่วนที่ช่วย “เติมเต็ม” ความหมายของคำว่าครอบครัวได้ สำหรับประเทศไทย แนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนสุนัขและแมวมีเจ้าของที่เพิ่มขึ้นจาก 4.7 ล้านตัวในปี 2022 2565 เป็น 7.3 ล้านตัวในปี 2026 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.6 ต่อปี (CAGR) สวนทางกับจำนวนเด็กเกิดในไทย ปี 2025 ที่มีเพียง 416,517 คน ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างครอบครัวและค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยทำงานที่มีกำลังซื้อหลัก
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของวิจัยกรุงศรี (2026) ที่พบว่าราวครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนโสด (SINK) หรือกลุ่มที่แต่งงานแล้วและไม่มีลูก (DINK) ในวัย 24-44 ปี “ไม่ต้องการมีลูก” รวมถึงผลสำรวจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ซึ่งพบว่าร้อยละ 49 ของกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 24-41 ปี ต้องการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นลูก (Pet parents) ชี้ให้เห็นว่า สัตว์เลี้ยงถูกยกสถานะให้กลายเป็น “ลูก” หรือสมาชิกในครอบครัวที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เสมือนมนุษย์ (Pet Humanization)

แนวคิดการยกระดับสถานะสัตว์เลี้ยงให้เป็นเสมือน “ลูก” หรือ “สมาชิกในครอบครัว” (Pet Humanization) ได้รับความนิยมมากขึ้น สะท้อนผ่านความต้องการสินค้าและบริการระดับพรีเมียมที่มุ่งส่งเสริมให้สัตว์เลี้ยงมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Pet Longevity)
อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงบางส่วนอาจไม่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยร้ายแรงของสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ “ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” เข้ามามีบทบาทสนับสนุนการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประกันสัตว์เลี้ยง ที่ช่วยบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า หรือ “บัตรเครดิตและสินเชื่อ ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว
โดยวิจัยกรุงศรีระบุว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีจุดเด่นและบทบาทที่ต่างกัน 1) ประกันสัตว์เลี้ยง เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพของสัตว์เลี้ยงคล้ายกับประกันสุขภาพของมนุษย์ โดยผู้ให้บริการมักนำเสนอแผนความคุ้มครองหลายระดับ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น วงเงินคุ้มครองและอัตราเบี้ยประกัน จุดเด่นสำคัญคือช่วยให้ผู้เลี้ยงสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และช่วยเพิ่มโอกาสให้สัตว์เลี้ยงเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นโดยไม่กระทบต่อแผนการเงินเดิม
2) บัตรเครดิต เป็นสินเชื่อหมุนเวียนที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง โดยมีทั้งบัตรเครดิตที่ออกแบบสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ และบัตรเครดิตทั่วไปที่รองรับการผ่อนชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ซึ่งอาจมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ส่วนลด คะแนนสะสมพิเศษ หรือความคุ้มครองเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง
3) สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นทางเลือกสำหรับจัดสรรค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว โดยอาจอยู่ในรูปสินเชื่อเฉพาะที่ชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลสัตว์โดยตรง หรือสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไปที่ผู้กู้สามารถเลือกชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้า บริการ หรือค่ารักษาพยาบาล ภายใต้เงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับสัตว์เลี้ยงใน สหรัฐฯ จีน และไทย ต่างมีแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้แตกต่างกันตามบริบทของตลาด โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุนให้เจ้าของสามารถดูแลสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นเสมือนสมาชิกของครอบครัวได้อย่างเหมาะสมตลอดช่วงชีวิต
โดยวิจัยกรุงศรี ได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับสัตว์เลี้ยงของแต่ละประเทศไว้ในบทความ “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง: เมื่อความรักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง” โดย "ชณัฐฐา ธาระรส" นักวิจัยกรุงศรี
พบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ขณะที่จีนและไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินส่งผลให้แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเทศมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน
ทั้งนี้จะขอเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ “ประกันสัตว์เลี้ยง” โดยกรณี “สหรัฐฯ” ประกันสัตว์เลี้ยงเป็นแนวทางการจัดการค่ารักษาสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2568 เบี้ยประกันรับสุทธิ (Net Premiums) มีมูลค่ารวม 3,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับปี 2024 และมีอัตราการเติบโตในระดับเลขสองหลักเช่นนี้ทุกปีต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2018 อย่างไรก็ตาม ในปี 2024 มีสัตว์เลี้ยงเพียงร้อยละ 3.9 ที่อยู่ในระบบประกัน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดประกันสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ยังมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต
ในสหรัฐฯ มีแผนการคุ้มครองหลัก 2 ประเภท คือ (1) คุ้มครองค่ารักษาจากอุบัติเหตุเท่านั้น และ (2) คุ้มครองทั้งอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย นอกจากนี้ แผนการคุ้มครองและเบี้ยประกันรายเดือนจะแตกต่างกันไปตามรายละเอียด เช่น วงเงินคุ้มครองรายปี (Annual Coverage Limit) อัตราส่วนร่วมจ่ายของบริษัทประกันที่เจ้าของจะได้รับคืน (Reimbursement level) ซึ่งมีตั้งแต่ระหว่างร้อยละ 70-90 และค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่เจ้าของต้องชำระเอง (Deductible) ซึ่งอยู่ที่ราว 100-250 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งนี้ อัตราเบี้ยประกันยังขึ้นอยู่กับประเภทสัตว์เลี้ยง สายพันธุ์ อายุ และเพศของสัตว์เลี้ยงด้วย และมักมีระยะเวลารอคอย (Waiting period) ที่บริษัทยังไม่คุ้มครองราว 14 วันแรกสำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป
นอกจากนี้ ระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลมี 2 รูปแบบ คือ (1) ระบบที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องสำรองจ่ายก่อนแล้วจึงเบิกจากบริษัทประกันภายหลัง (Reimbursement Policy) และ (2) ระบบจ่ายตรง (Direct Payment) ที่บริษัทประกันจะเชื่อมต่อข้อมูลกับสถานพยาบาลสัตว์และชำระค่าใช้จ่ายให้แก่สถานพยาบาลโดยตรง แต่จำกัดเฉพาะสถานพยาบาลสัตว์ที่เข้าร่วมกับบริษัทประกันเท่านั้น
สำหรับใน “ประเทศจีน” รูปแบบประกันสัตว์เลี้ยงในจีนมี 3 ประเภท ได้แก่ (1) ประกันสุขภาพ (2) ประกันภัยความรับผิดเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง (Pet Liabilities Insurance) ที่จะชดเชยค่าเสียหายอันเกิดจากสัตว์เลี้ยงให้แก่บุคคลภายนอก และ (3) แบบผสม (Pet Comprehensive Insurance) ที่คุ้มครองทั้งเรื่องสุขภาพและความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจากสัตว์เลี้ยง แต่มีข้อจำกัดที่ให้ความคุ้มครองแก่สัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขหรือแมวเท่านั้น ทั้งนี้ จีนยังไม่มีมาตรฐานกลางเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและระบบยืนยันตัวตนของสัตว์เลี้ยง จึงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาดประกันสัตว์เลี้ยงคล้ายคลึงกับไทย
อย่างไรก็ตาม ในปี 2020 Ant Group บริษัทด้านการเงินและเทคโนโลยีในเครือ Alibaba Group ได้พัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับลายพิมพ์จมูก (Nose Print) ของสัตว์เลี้ยง ซึ่งคล้ายลายนิ้วมือของมนุษย์ที่เป็นลักษณะเฉพาะบุคคลและใช้ระบุตัวตนได้ โดยมีความแม่นยำถึงร้อยละ 99 จึงช่วยให้ยืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยงได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงในการปลอมแปลงข้อมูลหรือสวมสิทธิ์การเคลมประกัน บริษัทได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาให้บริการประกันสัตว์เลี้ยงบนแพลตฟอร์ม Alipay โดยร่วมมือกับบริษัทประกันภัยพันธมิตร เช่น บริษัท Ping An Insurance และ บริษัท ZhongAn Online
นอกจากนี้ บริษัทประกันในจีนยังลดความเสี่ยงจากการที่สถานพยาบาลบางแห่งตั้งอัตราค่ารักษาเกินจริง ด้วยการกำหนดอัตราส่วนร่วมจ่ายของบริษัทประกันที่ร้อยละ 60-70 สำหรับสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ สูงกว่าในสถานพยาบาลทั่วไป ที่ร้อยละ 40 เพื่อจูงใจให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงเลือกใช้บริการกับสถานพยาบาลในเครือข่ายที่บริษัทประกันสามารถตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่ายได้
ขณะที่ “ไทย” รูปแบบการคุ้มครองของประกันสัตว์เลี้ยงในไทยของผู้ให้บริการแต่ละรายมีรายละเอียดต่างกัน แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) คุ้มครองเฉพาะค่ารักษาจากอุบัติเหตุและความเสียหายต่อบุคคลภายนอก โดยเบี้ยประกันมักต่ำกว่า 1,000 บาทต่อปี และ (2) คุ้มครองทั้งอุบัติเหตุ ความเสียหายต่อบุคคลภายนอก และค่ารักษาจากการเจ็บป่วย โดยมีเบี้ยประกันตั้งแต่ 2,000-13,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ เจ้าของต้องสำรองจ่ายค่ารักษาก่อนแล้วจึงเบิกจากบริษัทประกันภายหลังโดยไม่มีระบบจ่ายตรง
เบี้ยประกันสัตว์เลี้ยงในไทยจะขึ้นอยู่กับวงเงินคุ้มครองรวมเป็นหลัก ไม่ได้แยกตามอายุหรือสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงเหมือนกับในสหรัฐฯ นอกจากนี้ หากประกันเป็นแบบ Copayment อัตราร่วมจ่ายจะอยู่ที่ราวร้อยละ 50 และการสมัครประกันจะใช้รูปถ่ายของสัตว์เลี้ยงเพื่อระบุตัวตนเท่านั้น ไม่ได้บังคับให้สัตว์เลี้ยงต้องฝังไมโครชิป อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันบางรายมีส่วนลดเบี้ยประกันสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ฝังไมโครชิป ซึ่งนอกจากจะช่วยจูงใจให้เจ้าของดำเนินการระบุตัวตนสัตว์เลี้ยง ยังช่วยให้บริษัทยืนยันตัวตนของสัตว์เลี้ยงได้แม่นยำมากขึ้น

สำหรับเงื่อนไขการสมัครและการเคลมประกันสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ และจีน ต้องทำผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่ในไทยทำได้ทั้งผ่านระบบออนไลน์ และระบบตัวตัวแทน
ส่วนประเภทสัตว์เลี้ยงที่จะทำประกัน ในสหรัฐฯ รับทำประกันทั้งสุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงกลุ่ม Exotic โดยส่วนใหญ่ไม่จำกัดอายุของสัตว์เลี้ยง ขณะที่จีน และไทย รับทำประกันเฉพาะสุนัขและแมวเท่านั้น โดยจีนจำกัดอายุที่ 10 ปี สำหรับประกันสัตว์เลี้ยงในไทยมีเงื่อนไขที่ค่อนข้างเข้มงวดมากกว่า เช่น สัตว์เลี้ยงต้องอายุไม่เกิน 7-8 ปี สุขภาพแข็งแรง มีเอกสารการตรวจสุขภาพและสำเนาใบรับรองการฉีดวัคซีน รวมถึงมีระยะเวลารอคอยที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครอง 60-90 วันหลังเริ่มทำประกัน มากกว่าจีนที่มีระยะเวลารอคอย 30 วัน และในสหรัฐฯ กำหนดระยะเวลาราว 14 วันแรก
นอกจากนี้ การยืนยันตัวตนเพื่อสมัคร ส่วนใหญ่ไม่บังคับให้ต้องมีเอกสารยืนยันตัวตนหรือฝังชิป โดยในสหรัฐฯ การเคลมจะอ้างอิงจากประวัติการรักษาเท่านั้น ขณะที่ในจีน กำหนดให้ยืนยันตัวตนด้วยลายพิมพ์จมูก (Alipay) และไทยให้ยืนยันตัวตนด้วยรูปถ่าย
สำหรับมุมมองวิจัยกรุงศรีต่อประกันสัตว์เลี้ยงของไทย มีความเห็นว่า ประเทศไทยยังขาดทั้งการรวบรวมฐานข้อมูลสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่เข้าถึงได้ง่าย การกำหนดมาตรฐานอัตราค่ารักษาสัตว์เลี้ยง และระบบการยืนยันตัวตนที่เป็นมาตรฐาน ทำให้บริษัทประกันขาดข้อมูลสำหรับการกำหนดค่าเบี้ยประกันที่เหมาะสม
อีกทั้งยังมีช่องโหว่ โดยเจ้าของสัตว์เลี้ยงอาจปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลตัวตนหรือประวัติการรักษาเพื่อให้ได้รับการชดเชยจากประกันได้ ถึงแม้กรุงเทพมหานครจะมีข้อบัญญัติให้สุนัขและแมวได้รับการฉีดฝังไมโครชิปและจดทะเบียน โดยบังคับใช้วันที่ 10 มกราคม 2027 แต่ยังไม่ครอบคลุมสัตว์เลี้ยงทั่วประเทศ
ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทประกันจำเป็นต้องตั้งเบี้ยประกันสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง ในขณะที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องเผชิญกับค่าเบี้ยประกันสูงเมื่อเทียบกับการคุ้มครองที่ได้รับ ดังนั้นเพื่อลดปัญหาเหล่านี้ บริษัทประกันอาจพิจารณา (1) พัฒนาหรือนำเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยงมาใช้ โดยเฉพาะการตรวจจับลายพิมพ์จมูก (Nose print)
(2) ร่วมมือกับสถานพยาบาลสัตว์เลี้ยงโดยตรง เพื่อเป็นช่องทางรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาสัตว์เลี้ยงและอัตราค่าบริการที่เป็นมาตรฐานเพื่อออกแบบแผนประกันที่เหมาะสม รวมถึงเพิ่มช่องทางการเข้าถึงลูกค้า และเป็นโอกาสให้ต่อยอดไปสู่การพัฒนาระบบจ่ายตรงในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการใช้บริการของเจ้าของสัตว์เลี้ยงได้ โดยอาจจูงใจให้ผู้เลี้ยงมาใช้บริการในสถานพยาบาลพันธมิตรที่มีอัตราค่าบริการเป็นมาตรฐานด้วยการให้สิทธิเบิกจ่ายในอัตราที่สูงกว่าเช่นเดียวกับบริษัทประกันในจีน
และ (3) เพิ่มบริการแพทย์ทางไกล (Televet) ในการคุ้มครองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของและช่วยลดการใช้บริการที่สถานพยาบาลสัตว์เลี้ยงโดยไม่จำเป็นเช่นเดียวกับในสหรัฐฯ

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐสามารถเข้ามามีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานอัตราค่ารักษาสัตว์และพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพสัตว์เลี้ยงส่วนกลาง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ในระยะยาว
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน “กลุ่มประกันภัย” อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยตอบโจทย์เจ้าของสัตว์เลี้ยงจัดการความเสี่ยงทางการเงินตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ นอกจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อ และบัตรเครดิตที่ช่วยสนับสนุนให้สัตวเลี้ยงได้รับการดูแลที่ดีที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย
- วิจัยกรุงศรี เศรษฐกิจไทย Q3/69 แต่ยังเปราะบาง การใช้จ่ายดีขึ้น จับตาฮอร์มุซยืดเยื้อ
- วิจัยกรุงศรี ชี้ “คนโสด” แรงขับใหม่เศรษฐกิจไทย ดันท่องเที่ยว-บันเทิงคึกคัก
- "ทาสหมา-แมว" สายเปย์ "ตลาดสัตว์เลี้ยง" โตแรง 6 ปีติด เฉลี่ย 20% หนุนปี 69 ทะลุแสนล้าน
- ปี 2567 ตลาดสัตว์เลี้ยงมาแรง คนรุ่นใหม่ทุ่มเลี้ยงเหมือนคนในครอบครัว
- ราคาพลังงานพุ่งดันเงินเฟ้อไต่ขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 13 ปี- จับตา สงครามรัสเซียยูเครน
ที่มาข้อมูล : วิจัยกรุงศรี
ที่มารูปภาพ : วิจัยกรุงศรี, TNN
