
นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (CKP) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 210 ล้านบาท และ 326 ล้านบาท ตามลำดับ ลดลง 40% และ 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้จากการขายไฟฟ้าของบริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) และบริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ที่ลดลงตามปริมาณการขายไฟฟ้า รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิงของ BIC ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) ยังคงเติบโตโดดเด่น โดย CKPower รับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 จำนวน 318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% และในช่วงครึ่งปีแรก 517 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 134% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนทางการเงินของ XPCL ลดลงจากการทยอยชำระคืนเงินกู้ระยะยาวและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
ทั้งนี้ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ XPCL ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดทอนผลกระทบจากผลประกอบการของ NN2 และ BIC ที่ชะลอตัว และยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของ CKP
สำหรับสถานการณ์น้ำ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 โรงไฟฟ้าพลังน้ำ NN2 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ที่ระดับ 355 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างจะลดลง ขณะที่ปริมาณน้ำเฉลี่ยที่ไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรียังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 15%
CKPower ระบุว่า จากข้อมูลพยากรณ์อากาศมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจึงเตรียมความพร้อมด้วยการพัฒนาระบบติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำ หรือ Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์น้ำ และการประกาศความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ
สรุปข่าว
นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (CKP) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 210 ล้านบาท และ 326 ล้านบาท ตามลำดับ ลดลง 40% และ 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้จากการขายไฟฟ้าของบริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) และบริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ที่ลดลงตามปริมาณการขายไฟฟ้า รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิงของ BIC ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) ยังคงเติบโตโดดเด่น โดย CKPower รับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 จำนวน 318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% และในช่วงครึ่งปีแรก 517 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 134% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำที่ไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนทางการเงินของ XPCL ลดลงจากการทยอยชำระคืนเงินกู้ระยะยาวและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
ทั้งนี้ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ XPCL ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดทอนผลกระทบจากผลประกอบการของ NN2 และ BIC ที่ชะลอตัว และยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของ CKP
สำหรับสถานการณ์น้ำ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 โรงไฟฟ้าพลังน้ำ NN2 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำอยู่ที่ระดับ 355 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างจะลดลง ขณะที่ปริมาณน้ำเฉลี่ยที่ไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรียังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 15%
CKPower ระบุว่า จากข้อมูลพยากรณ์อากาศมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจึงเตรียมความพร้อมด้วยการพัฒนาระบบติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำ หรือ Hydrometeorological Monitoring and Forecasting System เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์น้ำ และการประกาศความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ
ด้านการลงทุน โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางมีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 77% เป็นไปตามแผนงาน ขณะที่โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) กลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ภายใต้บริษัท บางเขนชัย จำกัด (BKC) ซึ่งลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แล้ว มีกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ และปัจจุบันเริ่มก่อสร้าง โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี
ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 CKP มีอัตราส่วนสภาพคล่อง 2.49 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ในระดับต่ำที่ 0.52 เท่า สะท้อนถึงการบริหารสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับเหมาะสม
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง บริษัทคาดว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของ XPCL และเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงาน โดย CKPower จะติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและบริหารโครงสร้างหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำจากแนวโน้มเอลนีโญ
นายธนวัฒน์ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ พลังงานหมุนเวียนยังมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดย CKPower จะเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
