
ในช่วงที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายภัยทุจริตทางการเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ไม่พบกรณี "แอปดูดเงิน" จาก Mobile banking และการหลอกให้โอนมูลค่าความเสียหายก็ปรับลดลง จากจุดสูงสุด 8,590 ล้านบาท ล่าสุดเหลือ 1,810 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2569 และล่าสุดเดือนมิถุนายน 2569 ความเสียหายลดลงอยู่ระดับต่ำกว่า 500 ล้านบาท
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่ามูลค่าความเสียหายภัยทุจริตทางการเงินลดลง หลังจากธปท. ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถาบันการเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งบูรณาการการทำงานอย่างครบวงจรเพื่อสกัดกั้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างเข้มงวด

รวมถึงการยกระดับการจัดการบัญชีม้า ทั้งรายบุคคล นิติบุคคล, การเร่งรัดให้สถาบันการเงินทำตามเกณฑ์ต่างๆ, การกำหนดเพดานการโอนและชำระเงินต่อวันผ่านช่องทางดิจิทัลให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้เงินของลูกค้าแต่ละราย (มาตรการ Customer Profiling), การกำหนดมาตรฐานของภาคธนาคารและผู้ประกอบธุรกิจ e-Payment ตามหลักการร่วมรับผิดชอบในพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นต้น
อย่างไรก็ดี แม้มูลค่าความเสียหายภัยทุจริตทางการเงินจะลดลง แต่มิจฉาชีพก็ปรับตัวเช่นเดียวกัน เมื่อบัญชีผู้ใหญ่เริ่มใช้ยากขึ้น ก็หันมาใช้บัญชีของเยาวชนที่เป็นบัญชีเงินฝากธนาคาร ทั้งที่เป็น Mobile banking และ Internet banking รวมถึงบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Money ) ของเยาวชนมาเป็นบัญชีม้ามากขึ้น
โดยข้อมูลล่าสุดเดือนมีนาคม 2569 จำนวนบัญชีม้าเยาวชนมีกว่า 5,700 บัญชี หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 จากเดือนมกราคม 2568 ที่มีจำนวน 3,371 บัญชี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยในช่วงเดือนตุลาคม 2568 – พฤษภาคม 2569 มิจฉาชีพใช้บัญชีเยาวชน เป็นเครื่องมือหลอกลวง สร้างความเสียหายรวม 185 ล้านบาท

สาเหตุในการกระทำความผิดมากขึ้นนั้น นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธปท. ระบุว่า เยาวชนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจจูงใจจากค่าตอบแทน ซึ่งอาจส่งผลให้เยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตโดยไม่ได้เจตนา จากการเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีของตนซึ่งจริงๆ มีความผิดทางอาญา และอาจกระทบชีวิตของเด็ก และการใช้บริการทางการเงินระยะต่อไป
สรุปข่าว
ในช่วงที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายภัยทุจริตทางการเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ไม่พบกรณี "แอปดูดเงิน" จาก Mobile banking และการหลอกให้โอนมูลค่าความเสียหายก็ปรับลดลง จากจุดสูงสุด 8,590 ล้านบาท ล่าสุดเหลือ 1,810 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2569 และล่าสุดเดือนมิถุนายน 2569 ความเสียหายลดลงอยู่ระดับต่ำกว่า 500 ล้านบาท
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่ามูลค่าความเสียหายภัยทุจริตทางการเงินลดลง หลังจากธปท. ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สถาบันการเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งบูรณาการการทำงานอย่างครบวงจรเพื่อสกัดกั้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างเข้มงวด

รวมถึงการยกระดับการจัดการบัญชีม้า ทั้งรายบุคคล นิติบุคคล, การเร่งรัดให้สถาบันการเงินทำตามเกณฑ์ต่างๆ, การกำหนดเพดานการโอนและชำระเงินต่อวันผ่านช่องทางดิจิทัลให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้เงินของลูกค้าแต่ละราย (มาตรการ Customer Profiling), การกำหนดมาตรฐานของภาคธนาคารและผู้ประกอบธุรกิจ e-Payment ตามหลักการร่วมรับผิดชอบในพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นต้น
อย่างไรก็ดี แม้มูลค่าความเสียหายภัยทุจริตทางการเงินจะลดลง แต่มิจฉาชีพก็ปรับตัวเช่นเดียวกัน เมื่อบัญชีผู้ใหญ่เริ่มใช้ยากขึ้น ก็หันมาใช้บัญชีของเยาวชนที่เป็นบัญชีเงินฝากธนาคาร ทั้งที่เป็น Mobile banking และ Internet banking รวมถึงบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Money ) ของเยาวชนมาเป็นบัญชีม้ามากขึ้น
โดยข้อมูลล่าสุดเดือนมีนาคม 2569 จำนวนบัญชีม้าเยาวชนมีกว่า 5,700 บัญชี หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 จากเดือนมกราคม 2568 ที่มีจำนวน 3,371 บัญชี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยในช่วงเดือนตุลาคม 2568 – พฤษภาคม 2569 มิจฉาชีพใช้บัญชีเยาวชน เป็นเครื่องมือหลอกลวง สร้างความเสียหายรวม 185 ล้านบาท

สาเหตุในการกระทำความผิดมากขึ้นนั้น นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธปท. ระบุว่า เยาวชนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจจูงใจจากค่าตอบแทน ซึ่งอาจส่งผลให้เยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตโดยไม่ได้เจตนา จากการเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีของตนซึ่งจริงๆ มีความผิดทางอาญา และอาจกระทบชีวิตของเด็ก และการใช้บริการทางการเงินระยะต่อไป
ทั้งนี้ การเปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นนำบัญชีเงินฝากหรือบัญชี e-Money ของตนไปใช้เป็นบัญชีม้า อาจมีความผิดตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 (พ.ร.บ.ไซเบอร์) และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีบทลงโทษ เช่น
มาตรา 9 ผู้ที่เปิดบัญชีหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีของตนเพื่อใช้ในการกระทำความผิด อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 10 ผู้ที่จัดหา โฆษณา หรือชักชวนให้มีการซื้อ ขาย เช่า หรือยืมบัญชีเพื่อใช้กระทำความผิด อาจได้รับโทษจำคุก 2–5 ปี หรือปรับ 200,000–500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 11 ผู้ที่จัดหา โฆษณา หรือชักชวนให้มีการซื้อขายเลขหมายโทรศัพท์ที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้งานได้ เพื่อนำไปใช้กระทำความผิด อาจได้รับโทษจำคุก 2–5 ปี หรือปรับ 200,000–500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ การเข้าไปเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าอาจกระทบต่อเยาวชนและผู้ปกครองในเชิงสังคม เนื่องจากต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นเพื่อสกัดบัญชีม้าเยาวชน ธปท. จึงร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและผู้ประกอบธุรกิจ e-Money ยกระดับมาตรการกำหนดวงเงินการโอนและการชำระเงินต่อวันผ่านช่องทางดิจิทัลให้เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้า (Customer Profiling)
ทั้งนี้ Customer Profiling เดิมแบ่งการกำหนดวงเงินโอนและการชำระต่อวัน(Mobile/Internet Banking) เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่ม S (วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท/วัน): สำหรับกลุ่มทั่วไปที่ใช้งานน้อย หรือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี รวมถึงเยาวชน (อายุไม่เกิน 18 ปีก็อยู่ในกลุ่มนี้) และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป

กลุ่ม M (วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท/วัน): สำหรับลูกค้าที่มีพฤติกรรมใช้จ่ายปานกลาง
กลุ่ม L (วงเงินเกิน 200,000 บาท/วัน): สำหรับลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องทำธุรกรรมวงเงินสูงตามข้อมูลทางการเงิน
สำหร้ับมาตรการเดิมนี้ วงเงินการโอนและการชำระเงินต่อวันผ่านสำหรับกลุ่มเปราะบางอาจยังไม่เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานของเยาวชน โดยวงเงิน Customer Profiling อายุ 12 – 14 ปี กำหนดไม่เกิน 30,000 บาทต่อวัน และอายุ 15 –17 ปี ไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน ซึ่งโดยทั่วไปเยาวชนมีมูลค่าการโอนเงินและการชำระเงินต่ำกว่าที่กำหนด และไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
จากปัญหาดังกล่าว ธปท. จึงกำหนดวงเงิน Customer Profiling ใหม่สำหรับเยาวชน (ลูกค้าที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี) เพิ่มเติม โดยกำหนดวงเงินการทำธุรกรรมแตกต่างกันตามช่วงอายุ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริง และช่วยลดความเสี่ยงที่บัญชีของเยาวชนจะถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้าหรือก่ออาชญากรรมทางการเงิน

โดยอายุ 10-12 ปี ซึ่งไม่สามารถเปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงิน จะมีแต่บัญชี e-money จึงกำหนดวงเงินโอนและชำระไม่เกิน 3,000 บาท ต่อวัน ส่วนอายุ 12-18 ปี มีทั้งบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงิน (ช่องทางดิจิทัล) และ e-Money แบ่งเป็นอายุ 12-15 ปี ไม่เกิน 5,000 บาทต่อวัน และอายุ 15 ปี ถึงไม่เกิน 18 ปี ไม่เกิน 10,000 บาทต่อวัน
ธปท.ย้ำว่า การกำหนดวงเงินครั้งนี้อ้างอิงจากข้อมูลการใช้งานจริงของลูกค้ากลุ่มเยาวชน โดยกว่าร้อยละ 97 ของบัญชีจะไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับวงเงิน ขณะที่ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้วงเงินสูงกว่าที่กำหนด สามารถติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอปรับเพิ่มวงเงินได้
ทั้งนี้ ธปท. คาดหวังว่าการยกระดับมาตรการในครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่เยาวชนจะตกเป็นเหยื่อหรือถูกหลอกให้นำบัญชีไปใช้เป็นบัญชีม้าได้ และขอให้ผู้ปกครองสร้างความเข้าใจแก่บุตรหลานว่า การเปิดบัญชีให้ผู้อื่นหรือให้ผู้อื่นมาใช้บัญชี มีความเสี่ยงที่บัญชีจะถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดซึ่งมีผลทางกฎหมาย
และธปท. ระบุว่าจะติดตามและประเมินสถานการณ์ รวมถึงพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อเหตุอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับมาตรการให้เหมาะสมและทันต่อสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
สำหรับมาตรการนี้ใช้กับธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจบริการ e-Money ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. โดยครอบคลุมบัญชีเงินฝากและบัญชี e-Money

โดยสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money ที่มีความพร้อม สามารถเริ่มดำเนินมาตรการได้ทันที โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน2569 สำหรับบัญชีเงินฝากธนาคาร และภายใน 31 ตุลาคม 2569 สำหรับบัญชี e-Money
ทั้งนี้ มาตรการนี้มีผลบังคับใช้กับทั้งบัญชีเดิมและบัญชีที่เปิดใหม่ แต่จะไม่ครอบคลุมบัญชีร่วม (joint account) เนื่องจากมุ่งเน้นการกำหนดวงเงินสำหรับธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลของลูกค้าเยาวชน โดยบัญชีร่วมไม่สามารถใช้งานผ่าน Mobile Banking Application ได้
และมาตรการจะบังคับใช้เป็นการถาวร โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติขั้นต่ำในการบริหารจัดการภัยทุจริตดิจิทัล ซึ่ง ธปท. จะทบทวนความเหมาะสมของมาตรการเป็นระยะ ๆ
อย่างไรก็ดี เพื่อลดผลกระทบต่อผู้สุจริต สำหรับวงเงินการโอนและการชำระเงินต่อวันของเยาวชนที่กำหนดใหม่ จะไม่รวมธุรกรรมเสี่ยงต่ำ เช่น โอนไปบัญชีตนเองในธนาคารเดียวกัน ชำระสินเชื่อของตนเอง ชำระค่าสาธารณูปโภค
และเพื่อดูแลความสะดวกลูกค้า ธนาคารพาณิชย์และผู้ประกอบธุรกิจ e-Money ต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้าก่อนการปรับวงเงิน ผ่านช่องทางติดต่อตามปกติให้ลูกค้ารับทราบชัดเจน เช่น แอปพลิเคชัน รวมทั้งจัดให้มีช่องทางติดต่อที่สะดวกสำหรับเยาวชนสามารถติดต่อผู้ให้บริการที่มีบัญชีอยู่ เพื่อขอเพิ่มวงเงินได้ ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Mobile Application เว็บไซต์ หรือ call center ทั้งนี้ การพิจารณาเพิ่มวงเงินขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย

- สกัดวงจรบัญชีม้า! คุมวงเงินโอน “เยาวชน” ตามช่วงอายุ ลดความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
- ทะเบียนราษฎร ด่านแรกความมั่นคง เปิดภารกิจ DOPA N.I.C.E. Center สกัดภัยอาชญากรรม
- เปิดตัวเลขภัยออนไลน์! ตำรวจพบ “บัญชีม้า” ยังเป็นกลไกหลักฟอกเงิน
- แบงก์ชาติสกัดทุนเทา คุมเข้มฝากเงินสดเกิน 5 ล้าน
- เปิดรายละเอียด "แบงก์ชาติ" ลดค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ 19 รายการ คาดกระทบกำไรไม่เกิน 5 พันล้านบาท
ที่มาข้อมูล : ธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่มารูปภาพ : ธนาคารแห่งประเทศไทย, TNN
