นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ เปิดเผยว่า ภารกิจส่ง Payload หรือกล่องสัมภาระตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ขึ้นไปโคจรรอบดวงจันทร์ในระยะ 200 กิโลเมตร ถือเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเทคโนโลยีพื้นฐานของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างวิศวกรไทยและวิศวกรจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อผลิตชิ้นส่วนตามมาตรฐานอวกาศ (Space Grade) ซึ่งต้องผ่านการทดสอบขั้นสูงสุด ทั้งความทนทานต่อความร้อนสูง แรงเสียดทาน และระบบสื่อสารทางไกล
ทั้งนี้ องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยขั้นลึก (Deep Tech) นี้ สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ หรือเทคโนโลยีใช้ได้สองทาง (Dual-use Technology) เช่น การพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวัดทางการแพทย์ (Medical Grade) ที่ดัดแปลงมาจากชุดนักบินอวกาศ การทำ Payload ชิ้นหนึ่งเพื่อขึ้นสู่อวกาศ อาจก่อให้เกิดนวัตกรรมต่อยอดตามมาอีกกว่า 100 อย่าง ประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูงล้วนให้ความสำคัญกับการวิจัยอวกาศ เพราะงานวิจัยขั้นลึกจะแตกแขนงไปสู่การสร้างงานวิจัยพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ๆ อีกมากมาย
สรุปข่าว
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ เปิดเผยว่า ภารกิจส่ง Payload หรือกล่องสัมภาระตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์ขึ้นไปโคจรรอบดวงจันทร์ในระยะ 200 กิโลเมตร ถือเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเทคโนโลยีพื้นฐานของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างวิศวกรไทยและวิศวกรจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อผลิตชิ้นส่วนตามมาตรฐานอวกาศ (Space Grade) ซึ่งต้องผ่านการทดสอบขั้นสูงสุด ทั้งความทนทานต่อความร้อนสูง แรงเสียดทาน และระบบสื่อสารทางไกล
ทั้งนี้ องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยขั้นลึก (Deep Tech) นี้ สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ หรือเทคโนโลยีใช้ได้สองทาง (Dual-use Technology) เช่น การพัฒนาเซนเซอร์ตรวจวัดทางการแพทย์ (Medical Grade) ที่ดัดแปลงมาจากชุดนักบินอวกาศ การทำ Payload ชิ้นหนึ่งเพื่อขึ้นสู่อวกาศ อาจก่อให้เกิดนวัตกรรมต่อยอดตามมาอีกกว่า 100 อย่าง ประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูงล้วนให้ความสำคัญกับการวิจัยอวกาศ เพราะงานวิจัยขั้นลึกจะแตกแขนงไปสู่การสร้างงานวิจัยพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ๆ อีกมากมาย
นายยศชนัน กล่าวว่า นอกเหนือจากภารกิจยานฉางเอ๋อ 7 แล้ว ประเทศไทยยังมีแผนต่อเนื่องในโครงการ ‘ฉางเอ๋อ 8’ ซึ่งมีเป้าหมายลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ โดย NARIT กำลังเร่งพัฒนาอุปกรณ์รองรับเพิ่มเติม คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2572 (ค.ศ. 2029) พร้อมกันนี้ ยังได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง Spaceport (ท่าอากาศยานอวกาศ) ในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานปล่อยสำหรับงานวิจัยซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดสากล โดยตั้งเป้าดึงภาคเอกชนและกลุ่มธุรกิจ Startup ด้านเทคโนโลยีอวกาศเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐและสร้างอุตสาหกรรมอวกาศไทยให้เติบโตยั่งยืน
ขณะเดียวกัน อีกเป้าหมายสำคัญคือ “การสร้างคน” โดยได้วางแผนถ่ายทอดสดเหตุการณ์ปล่อยจรวดและการปฏิบัติภารกิจในอวกาศ พร้อมจัดทำสารคดีติดตามกระบวนการทำงาน เพื่อให้เยาวชนไทยทั่วประเทศได้เรียนรู้ขั้นตอนจริง นำไปสู่การขับเคลื่อนการศึกษาแบบ STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics) ในโรงเรียน
ด้าน นายอัครนันท์ กัณห์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบ STEM และพร้อมจับมือกับกระทรวง อว. จัดเวทีเชิงปฏิบัติการ (Workshop) รวมถึงกิจกรรมต่อยอดในโรงเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยได้เรียนรู้จากเหตุการณ์จริง มุ่งหวังว่าการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
