นักลงทุนคึกคัก SET In the City 2026 หวังรัฐบาลมีเสถียรภาพ ผลักดันเศรษฐกิจโตยาว

Share on Line Share on Facebook Share on X
นักลงทุนคึกคัก SET In the City 2026 หวังรัฐบาลมีเสถียรภาพ ผลักดันเศรษฐกิจโตยาว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภพการลงทุนในปี 2569 มีบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นเมื่อเทียบจากปี 2568ที่ผ่านมา เห็นได้จากมีผู้ลงทุนสนใจเข้าร่วมงาน SET In the City 2026 จำนวนมากขึ้น เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานก็มีหลักหมื่นคนแล้ว และยังไม่รวมที่ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานอีก ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 10-15% ทำให้ปีนี้มีความคึกคักในตลาดทุนค่อนข้างดี ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเป็นไปในเชิงบวกเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 


สำหรับปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นปี 2569 ก็มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องในหลายปัจจัย อาทิ ล่าสุด S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable) ซึ่งสอดคล้องกับ Moody's Ratings ก่อนหน้านี้ที่ปรับ Outlook ประเทศไทย จาก "เชิงลบ" เป็น "มีเสถียรภาพ"  ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญ 


สะท้อนเสถียรภาพทางการเงินของไทยที่แข็งแกร่ง  และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่เป็นปัจจัยหนุนสำคัญในการสร้างความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว  ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ดีขึ้น 


นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากกว่าไหลออก ล่าสุด ต้นปี 2569 ถึงปัจจุบันมีการเข้ามาซื้อสุทธิประมาณ 30,000 ล้านบาท แม้ระยะสั้นจะมีเข้ามาและออกไปบ้าง และมีแนวโน้มที่จะเห็นการไหลเข้ามาเพิ่มเติม รวมทั้งอาจได้รับเงินลงทุนบางส่วนที่ไหลออกจากอินโดนีเซียด้วย บวกกับความผันผวนในสงครามสหรัฐและอิหร่านก็มีการลงนาม MOU เพื่อยุติการสู้รบแล้ว แม้ดีลการหารือในวาระแรกจะถูกยกเลิกไป ขณะที่ราคาพลังงานก็ได้ปรับลดลง ทำให้ต้นทุนธุรกิจน่าจะทยอยลดลงได้ ซึ่งบริษัทจดทะเบียน รวมถึงภาคธุรกิจ และกระทั่งภาครัฐเองก็ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือในสถานการณ์ในทุกรูปแบบไว้แล้ว ทำให้เชื่อว่าธุรกิจของไทย รวมถึงเศรษฐกิจไทยยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ต่อเนื่อง 

สรุปข่าว

ตลาดหลักทรัพย์ฯเผย ผู้ลงทุนไทยแห่ร่วมงาน SET In the City 2026 คึกคัก ยอดลงทะเบียนร่วมงานพุ่ง 15% จากปีที่ 2568 เนื่องจากภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้น นักลงทุนมีความหวังและมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หลัง S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ที่จะสร้างความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐในการผลักดันเศรษฐกิจเติบโตได้ดีขึ้นในระยะยาว สงครามพักรบ ต้นทุนธุรกิจด้านพลังงานลด เงินลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้า การซื้อขายมีสภาพคล่อง บวกกับมีเครื่องมือการที่สะดวกปลอดภัย เข้าถึงข้อมูลการลงทุนได้รวดเร็ว ช่วยขยายฐานผู้ลงทุนเพิ่มจาก 3 ล้านบัญชี

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภพการลงทุนในปี 2569 มีบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นเมื่อเทียบจากปี 2568ที่ผ่านมา เห็นได้จากมีผู้ลงทุนสนใจเข้าร่วมงาน SET In the City 2026 จำนวนมากขึ้น เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานก็มีหลักหมื่นคนแล้ว และยังไม่รวมที่ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานอีก ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 10-15% ทำให้ปีนี้มีความคึกคักในตลาดทุนค่อนข้างดี ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเป็นไปในเชิงบวกเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 


สำหรับปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นปี 2569 ก็มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องในหลายปัจจัย อาทิ ล่าสุด S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable) ซึ่งสอดคล้องกับ Moody's Ratings ก่อนหน้านี้ที่ปรับ Outlook ประเทศไทย จาก "เชิงลบ" เป็น "มีเสถียรภาพ"  ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญ 


สะท้อนเสถียรภาพทางการเงินของไทยที่แข็งแกร่ง  และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่เป็นปัจจัยหนุนสำคัญในการสร้างความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว  ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ดีขึ้น 


นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากกว่าไหลออก ล่าสุด ต้นปี 2569 ถึงปัจจุบันมีการเข้ามาซื้อสุทธิประมาณ 30,000 ล้านบาท แม้ระยะสั้นจะมีเข้ามาและออกไปบ้าง และมีแนวโน้มที่จะเห็นการไหลเข้ามาเพิ่มเติม รวมทั้งอาจได้รับเงินลงทุนบางส่วนที่ไหลออกจากอินโดนีเซียด้วย บวกกับความผันผวนในสงครามสหรัฐและอิหร่านก็มีการลงนาม MOU เพื่อยุติการสู้รบแล้ว แม้ดีลการหารือในวาระแรกจะถูกยกเลิกไป ขณะที่ราคาพลังงานก็ได้ปรับลดลง ทำให้ต้นทุนธุรกิจน่าจะทยอยลดลงได้ ซึ่งบริษัทจดทะเบียน รวมถึงภาคธุรกิจ และกระทั่งภาครัฐเองก็ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือในสถานการณ์ในทุกรูปแบบไว้แล้ว ทำให้เชื่อว่าธุรกิจของไทย รวมถึงเศรษฐกิจไทยยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ต่อเนื่อง 

และอีกปัจจัยที่น่าจะหนุนความสนใจนักลงทุน ทำให้อยากเข้ามาหาโอกาสลงทุน คือ การมีเครื่องมือที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์คาดหวังว่า นักลงทุนจะให้ความสนใจมาร่วมงาน และเข้ามาลงทุนมากขึ้น มาดูข้อมูล รวมถึงเครื่องมือการลงทุนใหม่ๆ ที่พันธมิตรของตลาดทุนเอามานำเสนอ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุน ทำให้ชีวิตการลงทุนง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ได้เปิดตัวแอปพลิดคชั่นตัวใหม่ คือ แอปฯ wiset (วิเศษ) ออกมาเป็นอีกตัวช่วยนักลงทุน 


และเมื่อมีเครื่องมือที่สะดวก ภาพเศรษฐกิจเอื้อ มีโอกาสที่ธุรกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนเติบโต ก็จะหนุนให้ปริมาณการซื้อขายมากขึ้น ซึ่งสภาพคล่องในตลาดทุนปัจจุบันถือว่าก้าวกระโดด โดยเฉลี่ยสูงกว่าปี 2568 แล้ว เพิ่มขึ้นมาประมาณ 50% ส่วนตลาดซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เพิ่มขึ้นมาประมาณ 40% ถ้าหากพิจารณาจากมูลค่าการซื้อขาย ถือว่าสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ดีขึ้น ขณะที่สัดส่วนการลงทุนยังอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงเดิม คือ ต่างชาติประมาณ 50% นักลงทุนรายย่อย 30% และสถาบัน 20% 


ทั้งนี้ การมีองค์ประกอบที่พร้อม ตลาดหลักทรัพย์คาดวาจะช่วยขยายฐานผู้ลงทุนเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดทุนมีอยู่ประมาณ 7 ล้านบัญชี แต่มีความซ้ำซ้อน เพราะหนึ่งคนเปิดได้หลายบัญชี ซึ่งหากนับตามรายชื่อนักลงทุนจะมีอยู่ประมาณกว่า 3 ล้านบัญชี เพราะโดยเฉลี่ยแต่ละคนจะเปิดบัญชีหลักทรัพย์ 2-3 บัญชี โดยแอปวิเศษจะช่วยให้ผู้ลงทุนรุ่นใหม่ และผู้ลงทุนเดิม เข้ามาสนใจการลงทุนมากขึ้น 


และตลาดหลักทรัพย์ยังมีการปรับปรุงแอปฯ Streaming และยังมีแอปฯ AomWise (ออมไวซ์) ที่จะเป็นเครื่องมือที่หลายหลายที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ครอบคลุมแก่ผู้ลงทุนด้วย และยังมีผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างที่สามารถลงทุนในประเทศและกระจายในต่างประเทศ อาทิ DR , DW (Derivative Warrants)  เป็นต้น และในระยะยาวยังมีโครงการ TISA ที่อยู่ระหว่างการหารือระหว่างภาคตลาดทุนกับกระทรวงการคลัง เพื่อเข้ามาเป็นอีกกลไกลส่งเสริมการลงทุนด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างรอบทสรุปที่จะเป็นเงื่อนไขสุดท้ายว่าจะออกมาอย่างไร ทำให้มั่นใจว่าปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์วางแผนในปีนี้ได้ 


นายอัสสเดช กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงในการลงทุนที่ผู้ลงทุนยังต้องติดตามบ้าง คือ สงครามหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนในหลายหลายจุด ,การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีการเปลี่ยนประธานเฟดคนใหม่ เป็น เควิน วอร์ช  ซึ่งท่าทีในการวิเคราะห์เศรษฐกิจและการบริหารจัดการนโยบายการเงินเฟดอาจจะแตกต่างออกไป ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทั่วโลก และสุดท้ายต้องติดข้อมูลรายละเอียดของบริษัทจดทะเบียนแต่ละแห่งที่จะลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ที่นักลงทุนต้องศึกษาวิเคราะห์ให้เข้าใจก่อนจะตัดสินใจในการลงทุนด้วย 


ส่วนเรื่องการหลอกลงทุนใน Forex ล่าสุดนั้น ยอมรับว่าเมื่อพบข่าวในลักษณะเช่นนี้นับเป็นความเสียใจ ที่คนถูกหลอกลวงที่สร้างความเสียหายในวงกว้างต่อผู้ลทุน จึงอยากให้ผู้ลงทุนมีการวิเคราะห์ให้ดี ไม่ว่าจะลงทุนอะไร อาจจะไม่แค่เรื่อง Forex หากมีใครเชิญชวน หรือ ชักชวนให้ไปร่วมลงทุนแล้วสัญญาผลตอบแทนที่สูง เกินความเป็นจริง ขอให้คิดให้รอบคอบ และอีกอย่างที่อยากให้ระวัง คือ การชักชวนให้เข้ากลุ่มไลน์ ( LINE) ถ้าใครมาชวนให้เข้ากลุ่ม LINE ไม่ว่าจะเป็น Forex หรือคริปโท หรือหุ้นก็ตาม ให้สงสัยไว้ก่อนอย่าพึ่งเข้าร่วม และอาจจะเป็นการหลอกลวงลงทุน ควรเช็คให้แน่นอนก่อน โดยอาจจะโทรหาเช็คตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ เพื่อได้ช่วยกันตรวจสอบ ซึ่งตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์มีโครงการ INVESTiGUARD ที่ช่วยป้องกันการลงทุน ที่จะช่วยให้นักลงทุนตระหนัก รวมถึงมีคำแนะนำให้นักลงทุนว่าควรสังเกตอะไรบ้าง ก่อนที่จะเลือกลงทุนเวลามีคนชวนไปลงทุน จะได้ไม่ถูกหลอกหรือสร้างความเสียหายซึ่งเรื่องนี้ก็ฝากให้ทุกคนตระหนักในเรื่องการลงทุน 

ที่มาข้อมูล : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ที่มารูปภาพ : TNN

แท็กบทความ