"พิพัฒน์" เร่งดันไทยเป็น Aviation Hub ภายในปี 2572

Share on Line Share on Facebook Share on X
"พิพัฒน์" เร่งดันไทยเป็น Aviation Hub ภายในปี 2572

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม กล่าวหลังจากลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบมจ. ท่าอากาศยานไทย [AOT] หรือ ทอท.ว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Aviation Hub) ในปี 72 โดยเร่งยกระดับพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการแข่งขันด้านการบินที่รุนแรงขึ้น


ทั้งนี้ ทอท.ประเมินว่า ปี 72 สนามบินสุวรรณภูมิจะมีผู้โดยสารประมาณ 73 ล้านคนต่อปี เมื่อรวมสนามบินดอนเมือง อีกประมาณ 43 ล้านคน จะมีผู้โดยสารรวมประมาณ 120 ล้านคนต่อปี ซึ่งยังไม่รวมเครือข่ายสนามบินหลักทั่วประเทศ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ ขอนแก่น อุบลราชธานี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางการบิน Aviation Hub


ปัจจุบัน สนามบินสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการแผนพัฒนาเพิ่มศักยภาพ โดยโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุนประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท AOT เสนอแผนต่อกระทรวงคมนาคม อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 70




สรุปข่าว

"พิพัฒน์" เร่งดันไทยเป็น Aviation Hub ภายในปี 2572

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม กล่าวหลังจากลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบมจ. ท่าอากาศยานไทย [AOT] หรือ ทอท.ว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Aviation Hub) ในปี 72 โดยเร่งยกระดับพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับการแข่งขันด้านการบินที่รุนแรงขึ้น


ทั้งนี้ ทอท.ประเมินว่า ปี 72 สนามบินสุวรรณภูมิจะมีผู้โดยสารประมาณ 73 ล้านคนต่อปี เมื่อรวมสนามบินดอนเมือง อีกประมาณ 43 ล้านคน จะมีผู้โดยสารรวมประมาณ 120 ล้านคนต่อปี ซึ่งยังไม่รวมเครือข่ายสนามบินหลักทั่วประเทศ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต กระบี่ ขอนแก่น อุบลราชธานี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางการบิน Aviation Hub


ปัจจุบัน สนามบินสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการแผนพัฒนาเพิ่มศักยภาพ โดยโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุนประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท AOT เสนอแผนต่อกระทรวงคมนาคม อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 70




ส่วนการขนส่งสินค้าทางอากาศได้เน้นย้ำเร่งเพิ่มขีดความสามารถของคลังสินค้าและผู้ประกอบการคาร์โก้ ซึ่ง AOT รายงานว่าปริมาณขนส่งสินค้าที่สนามบินสุวรรรภูมิในช่วง 7 เดือนแรกของปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.7 ล้านตัน คาดว่าทั้งปี 69 จะอยู่ที่ 2.3 ล้านตัน ซึ่งเติบโตจากปี 68 ที่มีปริมาณสินค้า 1.7 ล้านตัน


โดย AOT ได้เร่งโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องของผู้ประกอบการรายที่ 3 และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 โดยบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ผู้ได้รับการคัดเลือก คาดว่าจะสามารถเสนอให้ ครม.อนุมัติผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนได้ภายใน 2 เดือน


ส่วนโครงการท่าอากาศยานดอนเมืองระยะที่ 3 ซึ่งจะพัฒนาอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ และปรับปรุงถนน และบริการระบบขนส่งสาธารณะ คาดว่าจะนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมส่งให้สนข.และกระทรวงคมนาคมก่อนเสนอ ครม.พิจารณาภายในเดือน มิ.ย.นี้


นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ภาพรวมการเดินทางอากาศของไทย ในปีงบประมาณ 69 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ในระดับจำกัด คาดว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งประเทศ 920,000 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.6% จากปีงบประมาณ 68


กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาอย่างต่อเนื่อง และ บวท. ได้ให้บริการจราจรทางอากาศรองรับการใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 3 มาตั้งแต่เดือน ต.ค.67 โดยมีวิธีปฏิบัติรองรับอากาศยานให้สามารถขึ้นและลงทางวิ่งคู่ขนานได้อย่างอิสระ ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาจัดหาและติดตั้งระบบช่วยการเดินอากาศ ILS ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดติดตั้งระบบ และเปิดใช้งานในปี 70


โดยได้เน้นย้ำเรื่องการใช้ประโยชน์จากทางวิ่งเส้นที่ 3 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน ลดความแออัด ลดความล่าช้า และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่สายการบินและผู้โดยสาร ซึ่งการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างเป็นระบบ


บวท. อยู่ระหว่างดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบการให้บริการการเดินอากาศ การออกแบบห้วงอากาศและเส้นทางบิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับปริมาณเที่ยวบิน อีกทั้งมีแผนพัฒนาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเข้ามาใช้งาน คือ ระบบ Follow The Green และระบบ Digital Tower นอกจากนี้ ได้เร่งรัดดำเนินโครงการจัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้บริการการเดินอากาศ ณ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Quick-win 2


เป้าหมายสำคัญในการยกระดับการบริหารน่านฟ้าเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ World-class Aviation Hub ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ต้องบูรณาการ อย่างใกล้ชิดของหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบการให้บริการการเดินอากาศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต มีการบริหารจัดการจราจรทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกหน่วยงานเป็นฟันเฟืองที่ต้องขับเคลื่อนสอดประสานกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยในระยะยาว



นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า ปัจจุบัน บวท.ให้บริการจราจรทางอากาศอย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการการเดินอากาศที่ทันสมัย ที่เรียกว่าระบบ Thailand Modernization CNS/ATM Systems หรือ TMCS โดยมีแผนจะปรับปรุงระบบ TMCS และระบบสำรองฉุกเฉิน พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย มุ่งพัฒนาคุณภาพด้านการให้บริการ ด้านบุคลากร ด้านระบบเทคโนโลยี และด้านการบริหารจัดการ


ทั้งนี้ บวท. จะนำระบบ Approach Spacing Tool (AST) เข้าใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการจราจรทางอากาศแก่อากาศยานขาเข้าในการจัดระยะต่อ (Separation) ของอากาศยานเพื่อเข้าสู่แนวร่อนของทางวิ่งคู่ขนาน อีกทั้งได้มีการหารือร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อนำข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศแสดงผลบนหน้าจอของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศเพื่อช่วยลดภาระงานในการจัดการเส้นทางบินเพื่อหลบหลีกสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดทางการบิน


ด้านนางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 คาดว่าจะเสนอ ครม.อนุมัติผลการคัดเลือกเอกชน และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนได้ภายใน 2 เดือนข้างหน้าก่อนลงนามในสัญญาร่วมลงทุนต่อไป

ที่มาข้อมูล : กระทรวงคมนาคม

ที่มารูปภาพ : กระทรวงคมนาคม

บรรณาธิการ TNN WEALTH ผู้ดำเนินรายการเศรษฐกิจและการลงทุน นักเขียนหนังสือสูตรลับเซียนหุ้น