กกร.เพิ่มเป้า GDP ขยับโต 2.0% หลังได้อานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส"

Share on Line Share on Facebook Share on X
กกร.เพิ่มเป้า GDP ขยับโต 2.0% หลังได้อานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส"

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กล่าวว่า 

 

สรุปข่าว

กกร. ปรับเพิ่มเป้า GDP ขยับโต 1.6-2.0% อานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่ยังห่วงวิกฤต K-Shape จี้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจพยุงทุนฐานราก

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กล่าวว่า 

 

เศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ด้วยเม็ดเงินราว 1.7 แสนล้านบาท ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ดังนั้นกกร. จึงปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวที่ร้อยละ 1.6-2.0 จากเดิมที่อยู่ที่ ร้อยละ 1.2-1.6 เงินเฟ้อเป็น ร้อยละ 2.5-3.0 จากเดิมอยู่ที่ร้อยละ 2.0-3.0


และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว ร้อยละ 8-10 จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง 

ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสโลกที่แห่ลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลให้สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีของไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปีทะยานสูงถึงร้อยละ 48.4 ดันยอดส่งออกรวมโตแรงถึงร้อยละ 18.9


แต่อย่างไรก็ตามกกร.ยังกังวลเศรษฐกิจไทย ที่ปัจจุบันเผชิญภาวะ K-shaped เนื่องจากการเติบโตของการส่งออกเทคโนโลยียังไม่สามารถส่งผ่านผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนักเนื่องจากใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่


ขณะเดียวกันการผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการมีความกังวลด้านสินค้าขาดแคลนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกระทบความสามารถในการแข่งขัน และอุปสงค์ในประเทศก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัวหลังค่าครองชีพปรับสูงขึ้น



ทั้งนี้ กกร. มีความกังวลต่อแรงกดดันจาก K ขาล่างที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัท ที่ชี้ว่าได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ปรับลดลง


ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับ K ขาบน ให้เป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงินจาก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์มากขึ้น

นายผยง กล่าวว่า ที่ประชุม กกร.มองว่า ความมั่นคงทางพลังงาน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ การส่งออกสินค้าพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติในเร็ววัน

ขณะที่ในครึ่งปีหลัง ประเทศกลุ่ม OECD มีแนวโน้มต้องเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อทดแทนในคลังน้ำมันสำรองที่มีปริมาณลดลงมาก 

ทำให้การหาน้ำมันดิบทดแทนแหล่งผลิตในตะวันออกกลางของประเทศอื่น ๆ อาจจะยากและแพงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของการผลิตสินค้าและบริการ อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น


ที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ ภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ

อย่างไรก็ตาม กกร. ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศได้ราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณของภาวะขาดแคลนพลังงาน

ที่มาข้อมูล : Tnn

ที่มารูปภาพ : Tnn