OECD เตือนภาวะถดถอย โลกขึ้นกับสงคราม

Share on Line Share on Facebook Share on X

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดที่จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า สงครามในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยหลักที่ชี้ชะตาแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เนื่องจากส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานที่ผลักภาวะเงินเฟ้อให้พุ่งสูง และส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นของสถานการณ์สงคราม รายงานฉบับนี้ได้แยกฉากทัศน์คาดการณ์การเติบโตของ GDP ออกเป็น 2 แบบ แบ่งเป็นฉากทัศน์แรก สงครามทำให้เกิดการหยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด ทำให้การผลิตพลังงานและการค้าในประเทศอ่าวอาหรับกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม ส่งผลให้ผลกระทบต่าง ๆ คลี่คลายลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป กับฉากทัศน์ที่ 2 สงครามนำไปสู่การหยุดชะงักในระยะยาว โดยสันนิษฐานว่าการหยุดชะงักด้านการผลิตและส่งออกพลังงานของประเทศกลุ่มอ่าวจะยังยืดเยื้อต่อไปจนถึงปี 2570 ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงเกี่ยวกับการขาดแคลนพลังงาน และภาวะการเงินทั่วโลกที่ตึงตัวขึ้น ซึ่งนี่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้างและยาวนานกว่าแบบแรก


รายงานของ OECD คาดการณ์ว่า ภายใต้ฉากทัศน์แรกที่ประเมินว่า สงครามจะนำไปสู่การหยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด การเติบโตของ GDP โลกในปี 2569 จะขยายตัวที่ร้อยละ 2.8 ลดลงจากร้อยละ 3.4 ในปี 2568 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับร้อยละ 3.1 ในปี 2570 ขณะที่คาดการณ์การเติบโตของ GDP ในเขตเศรษฐกิจหลัก ๆ อย่างสหรัฐฯ ปีนี้ น่าจะโตที่ร้อยละ 2.0 และจะชะลอตัวแตะร้อยละ 1.8 ในปีหน้า ส่วนยูโรโซน หรือเขตเศรษฐกิจที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน น่าจะโตเบาบางที่ร้อยละ 0.8 ในปีนี้ และกระเตื้องสู่ร้อยละ 1.2 ในปีหน้า ด้านจีนน่าจะโตที่ร้อยละ 4.5 ในปีนี้ และขยับลดลงแตะร้อยละ 4.3 ในปีหน้า และการเติบโตของ GDP ในกลุ่ม OECD น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ในปีนี้ และร้อยละ 1.7 ในปีหน้า


ส่วนฉากทัศน์ที่สงครามกระทบยืดเยื้อ คาดว่าการขยายตัวของ GDP โลกน่าจะโตลดลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปีนี้ และย่อตัวลงแตะร้อยละ 1.8 ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบยาวนานต่อหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาที่เปราะบางจากภาวะช็อกของราคาพลังงานและอาหาร สำหรับการเติบโตของ GDP ในกลุ่ม OECD น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ในปีนี้ และร้อยละ 0.5 ในปีหน้า ซึ่งการชะลอตัวลงแรงของ GDP จะผลักดันให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือใกล้เคียงกับภาวะถดถอย และทำให้การว่างงานเพิ่มสูงขึ้น


สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงกันผ่านการส่งออกสินค้าระหว่างกัน ซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดการหยุดชะงักของการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ปริมาณน้ำมันทั่วโลกลดลงร้อยละ 13.5 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนปีนี้ ขณะที่การผลิตน้ำมันจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียลดลงร้อยละ 45 ในเดือนเมษายน การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในภูมิภาคตะวันออกกลางก็หยุดชะงักเช่นกัน เนื่องจากการโจมตีทำให้เกิดความเสียหายต่อโรงงานผลิต โดยเฉพาะในกาตาร์ นอกจากนี้ ปริมาณสินค้าหลายชนิดที่ได้จากการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ลดลงตามไปด้วย รวมถึงปุ๋ยเคมี ฮีเลียม กำมะถัน 


การหยุดชะงักด้านการผลิตและขนส่งพลังงานส่งผลให้ราคาสินค้าที่ได้รับผลกระทบขยับสูงขึ้น รวมถึงมีความเสี่ยงเผชิญปัญหาขาดแคลน โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จากตะวันออกกลางอย่างมาก การแข่งขันเพื่อแย่งชิงสินค้าที่มีจำกัดก็ยิ่งกดดันให้ราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ประเทศแถบอ่าวเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เมื่อเทียบระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์กับ 27 พฤษภาคม พบว่า ราคาน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ กำมะถัน และปุ๋ย อาทิ ยูเรีย ขยับขึ้นอย่างมาก สินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อย่างฮีเลียมที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ก็เผชิญภาวะหยุดชะงักเช่นกัน แม้ผลกระทบด้านราคาอาจไม่ชัดเจนเพราะส่วนใหญ่ซื้อขายผ่านสัญญาระยะยาว 

สรุปข่าว

เปิดไส้ในรายงาน OECD คาดการณ์ GDP โลกโตแผ่ว รุนแรงแค่ไหนขึ้นกับสถานการณ์สงครามจะกระทบในเวลาจำกัด หรือลากยาวจนสะเทือนหนักทุกภาคส่วน พร้อมเตือนเขตเศรษฐกิจบางแห่งเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยจากผลพวงวิกฤตพลังงาน ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตชะลอแตะร้อยละ 1.7

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดที่จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า สงครามในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยหลักที่ชี้ชะตาแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เนื่องจากส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานที่ผลักภาวะเงินเฟ้อให้พุ่งสูง และส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นของสถานการณ์สงคราม รายงานฉบับนี้ได้แยกฉากทัศน์คาดการณ์การเติบโตของ GDP ออกเป็น 2 แบบ แบ่งเป็นฉากทัศน์แรก สงครามทำให้เกิดการหยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด ทำให้การผลิตพลังงานและการค้าในประเทศอ่าวอาหรับกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม ส่งผลให้ผลกระทบต่าง ๆ คลี่คลายลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป กับฉากทัศน์ที่ 2 สงครามนำไปสู่การหยุดชะงักในระยะยาว โดยสันนิษฐานว่าการหยุดชะงักด้านการผลิตและส่งออกพลังงานของประเทศกลุ่มอ่าวจะยังยืดเยื้อต่อไปจนถึงปี 2570 ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงเกี่ยวกับการขาดแคลนพลังงาน และภาวะการเงินทั่วโลกที่ตึงตัวขึ้น ซึ่งนี่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้างและยาวนานกว่าแบบแรก


รายงานของ OECD คาดการณ์ว่า ภายใต้ฉากทัศน์แรกที่ประเมินว่า สงครามจะนำไปสู่การหยุดชะงักในระยะเวลาจำกัด การเติบโตของ GDP โลกในปี 2569 จะขยายตัวที่ร้อยละ 2.8 ลดลงจากร้อยละ 3.4 ในปี 2568 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับร้อยละ 3.1 ในปี 2570 ขณะที่คาดการณ์การเติบโตของ GDP ในเขตเศรษฐกิจหลัก ๆ อย่างสหรัฐฯ ปีนี้ น่าจะโตที่ร้อยละ 2.0 และจะชะลอตัวแตะร้อยละ 1.8 ในปีหน้า ส่วนยูโรโซน หรือเขตเศรษฐกิจที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน น่าจะโตเบาบางที่ร้อยละ 0.8 ในปีนี้ และกระเตื้องสู่ร้อยละ 1.2 ในปีหน้า ด้านจีนน่าจะโตที่ร้อยละ 4.5 ในปีนี้ และขยับลดลงแตะร้อยละ 4.3 ในปีหน้า และการเติบโตของ GDP ในกลุ่ม OECD น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ในปีนี้ และร้อยละ 1.7 ในปีหน้า


ส่วนฉากทัศน์ที่สงครามกระทบยืดเยื้อ คาดว่าการขยายตัวของ GDP โลกน่าจะโตลดลงเหลือร้อยละ 2.1 ในปีนี้ และย่อตัวลงแตะร้อยละ 1.8 ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบยาวนานต่อหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาที่เปราะบางจากภาวะช็อกของราคาพลังงานและอาหาร สำหรับการเติบโตของ GDP ในกลุ่ม OECD น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ในปีนี้ และร้อยละ 0.5 ในปีหน้า ซึ่งการชะลอตัวลงแรงของ GDP จะผลักดันให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือใกล้เคียงกับภาวะถดถอย และทำให้การว่างงานเพิ่มสูงขึ้น


สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงกันผ่านการส่งออกสินค้าระหว่างกัน ซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดการหยุดชะงักของการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ปริมาณน้ำมันทั่วโลกลดลงร้อยละ 13.5 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนปีนี้ ขณะที่การผลิตน้ำมันจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียลดลงร้อยละ 45 ในเดือนเมษายน การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในภูมิภาคตะวันออกกลางก็หยุดชะงักเช่นกัน เนื่องจากการโจมตีทำให้เกิดความเสียหายต่อโรงงานผลิต โดยเฉพาะในกาตาร์ นอกจากนี้ ปริมาณสินค้าหลายชนิดที่ได้จากการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ลดลงตามไปด้วย รวมถึงปุ๋ยเคมี ฮีเลียม กำมะถัน 


การหยุดชะงักด้านการผลิตและขนส่งพลังงานส่งผลให้ราคาสินค้าที่ได้รับผลกระทบขยับสูงขึ้น รวมถึงมีความเสี่ยงเผชิญปัญหาขาดแคลน โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์จากตะวันออกกลางอย่างมาก การแข่งขันเพื่อแย่งชิงสินค้าที่มีจำกัดก็ยิ่งกดดันให้ราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ประเทศแถบอ่าวเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เมื่อเทียบระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์กับ 27 พฤษภาคม พบว่า ราคาน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ กำมะถัน และปุ๋ย อาทิ ยูเรีย ขยับขึ้นอย่างมาก สินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อย่างฮีเลียมที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ก็เผชิญภาวะหยุดชะงักเช่นกัน แม้ผลกระทบด้านราคาอาจไม่ชัดเจนเพราะส่วนใหญ่ซื้อขายผ่านสัญญาระยะยาว 

จนถึงขณะนี้สหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งในสงครามล่าสุด ยังไม่สามารถตกลงสันติภาพกันได้ รวมถึงเงื่อนไขการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยอิหร่านมีจุดยืนในการเรียกเก็บค่าผ่านทาง ในขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงผ่อนปรนให้มีเรือสัญจรผ่านฮอร์มุซได้บางส่วน แต่ปริมาณการจราจรก็ต่ำกว่าก่อนเกิดสงครามมาก และถึงแม้จะมีการปรับการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียผ่านเส้นทางอื่น ๆ รวมถึงทางบก แต่ก็ยังมีปัญหาความแออัดในบริเวณท่าเรือต่าง ๆ อาทิ ท่าเรือเจดดาห์บริเวณทะเลแดง และท่าเรือในโอมานที่ใกล้กับฮอร์มุซ นอกจากนี้ สงครามยังทำให้ปริมาณการจราจรทางอากาศลดลงอย่างมาก รวมถึงในศูนย์กลางการบินที่สำคัญอย่างกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริการทางธุรกิจและการท่องเที่ยว 


ราคาน้ำมันและราคาสินค้าต่าง ๆ ที่ปรับขึ้นหลังปริมาณการผลิตและขนส่งลดลงจากสงคราม ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ในเดือนมีนาคมและเมษายนปีนี้ขยับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงยูโรโซน ชิลี เปรู และสหรัฐฯ ซึ่งในบางประเทศอย่างฮังการี อินเดีย เกาหลีใต้ และจีน มาตรการสนับสนุนของรัฐบาล อาทิ การกำหนดเพดานราคาและการลดภาษีทางอ้อม ประกอบกับกับอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ช่วยคุมเงินเฟ้อไม่ให้พุ่งสูง 


รายงานประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 แห่ง หรือ G20 จะเพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 4.0 ในปีนี้ จากที่อยู่ที่ร้อยละ 3.4 ในปี 2568 และจะขยับลดลงเหลือร้อยละ 3.1 ในปี 2570 ส่วนเงินเฟ้อในกลุ่ม OECD น่าจะแตะร้อยละ 4.3 ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.0 ในปีที่แล้ว และจะลดลงแตะร้อยละ 3.0 ในปีหน้า เมื่อแรงกดดันด้านราคาพลังงานและอาหารลดลง กรณีของสหรัฐฯ และยูโรโซนก็มีแนวโน้มที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นในปีนี้ ยกเว้นญี่ปุ่นที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงจากปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากภายใต้ฉากทัศน์สงครามที่ทำให้ผลกระทบยืดเยื้อ 

น่าสังเกตว่า กลจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกที่พอมีความหวังอยู่ที่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงควักเงินลงทุนส่วนนี้ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า หรือ Magnificent Seven ได้แก่ อัลฟาเบต, แอมะซอน, แอปเปิล, เมตา แพลตฟอร์มส์, ไมโครซอฟท์, อินวิเดีย และเทสลา ส่งผลให้การเติบโตของ GDP ต่อคนต่อปีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ร้อยละ 0.4 ในกลุ่มประเทศ G20 และร้อยละ 0.9 ในสหรัฐฯ แต่การหยุดชะงักของการผลิตและการขนส่งพลังงานก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการลงทุนด้าน AI ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต้องพึ่งพาความพร้อมด้านพลังงาน รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์ก็ต้องใช้วัตถุดิบในการผลิตบางอย่างจากประเทศในตะวันออกกลาง 


ขณะที่มีความเสี่ยงมากขึ้นจากตลาดหุ้นกู้เอกชนที่เติบโตอย่างร้อนแรงจากอุตสาหกรรม AI ท่ามกลางการประเมินมูลค่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่สูงขึ้นมาก เนื่องจากการลงทุนมหาศาลด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่แซงหน้าการเพิ่มขึ้นของกำไร ทั้งนี้ คาดว่าการลงทุนด้าน AI ของบริษัทกลุ่ม 7 นางฟ้า น่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2570 นอกจากนี้ บริษัทบางส่วนมีความเสี่ยงจากรูปแบบธุรกิจที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI 


ในส่วนของไทย รายงานล่าสุดของ OECD ประเมินว่า การเติบโตของ GDP ในปีนี้จะชะลอตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.7 จากร้อยละ 2.4 ในปีที่แล้ว หลัก ๆ มาจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่มีต่อการค้าและความต้องการบริโภคภายในประเทศ แต่มีโอกาสที่ GDP จะฟื้นตัวขึ้นแตะร้อยละ 2.1 ในปีหน้า เมื่อผลกระทบจากสงครามลดลงและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนกระเตื้องขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับขึ้นในปีนี้จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และนอกจากความไม่แน่นอนจากสงครามแล้ว ยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง


กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยกำลังชะลอตัวลง จากที่เคยแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ สะท้อนผ่านการเติบโตของ GDP ที่สูงเกินคาดในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 และไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งมาจากการส่งออกและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หลังจากนั้นดัชนีชี้วัดต่าง ๆ สะท้อนถึงการเติบโตที่ชะลอตัวลง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจก็ลดลงเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและผลกระทบอื่น ๆ จากสงคราม รวมถึงผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การส่งออกไปตะวันออกกลางที่หยุดชะงัก ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบบางอย่าง ขณะที่การผ่อนคลายนโยบายทางการคลังมีส่วนหนุนเศรษฐกิจ แต่ก็เผชิญแรงกดดันจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ใกล้แตะเพดานร้อยละ 70 ของ GDP

ที่มาข้อมูล : OECD Economic Outlook (มิ.ย. 2569)

ที่มารูปภาพ : TNN