รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนเผชิญอยู่ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน
สำหรับรอบบิลค่าไฟเดือนมิถุนายน 2569 รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ช่วยลดภาระรายจ่ายประจำเดือนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
สรุปข่าว
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ประชาชนเผชิญอยู่ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานและค่าครองชีพในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน
สำหรับรอบบิลค่าไฟเดือนมิถุนายน 2569 รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ช่วยลดภาระรายจ่ายประจำเดือนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
รัชดา กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายของครัวเรือน แต่ยังเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ ราคาสินค้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงเดินหน้าทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน โดยอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนแบบก้าวหน้าให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อทบทวนต้นทุนค่าไฟในด้านต่างๆ ทั้งค่าความพร้อมจ่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า และเงื่อนไขสัญญาบางประเภทที่ทำไว้ในอดีต ว่ายังสอดคล้องกับสถานการณ์และต้นทุนปัจจุบันหรือไม่
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการประคองค่าครองชีพและรักษาระดับกำลังซื้อของประชาชน ล่าสุดตลอด 7 วันแรกของโครงการมียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 17,473.66 ล้านบาท (ณ เวลา 23.00 น.) และมีผู้ใช้สิทธิครบ 1,000 บาทแล้วกว่า 508,0067 ราย สะท้อนการหมุนเวียนเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดชุมชน และภาคบริการในวงกว้าง
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจอื่นควบคู่กัน ทั้งการเร่งรัดการลงทุน การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ การอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ และการรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดต้นทุนชีวิต เสริมกำลังซื้อ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
