
สรุปข่าว
วันนี้( 1 ต.ค.64) ดัชนี SET INDEX ปิดที่ 1,605.17 จุด ลดลง 0.51 จุด หรือลดลง 0.03% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 75,664.82 ล้านบาท โดยระหว่างวันเคลื่อนไหวสูงสุดที่ 1,605.17 จุด และต่ำสุด 1,593.32 จุด โดยหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวไปตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐ หลังจากยังไม่สามารถตกกันได้เรื่องเพดานหนี้ของสหรัฐ ทำให้ช่วงตลาดภาคเช้าหุ้นไทยปรับลดลงจนดัชนีหลุด 1,600 จุด จากนั้นภาคบ่ายนักลงทุนกลับเข้าซื้อกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ จนสามารถกลับขึ้นมาระดับ 1,600 จุด อีกครั้ง
นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า หากหุ้นไทยเกิดการปรับฐานมองเป็นจังหวะทยอยเข้าซื้อที่ 1,600 จุด เนื่องจากมีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จากปัจจัยบวกคือการทยอยคลายล็อกดาวน์และแผนการเปิดประเทศในแต่ละระยะ การกลับมากระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน เฟส3 และ ทัวร์เที่ยวไทย การขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะขึ้นเป็น 70% ของจีดีพี แสดงถึงรัฐบาลมีความพร้อมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า
ด้านนักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ย่อตัวลงก่อนดีดตัวกลับขึ้นมาหลังเข้าใกล้แนวรับ 1,592 จุด และดัชนีฯยังสามารถปิดตลาดยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้ ซึ่งถือว่าตลาดบ้านเราดูจะแข็งแกร่งกว่าตลาดต่างประเทศ
ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียวันนี้ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ เช่นเดียวกับตลาดยุโรปเทรดบ่ายนี้ติดลบเฉลี่ย 0.8% เหมือนกับดาวโจนส์ฟิวเจอร์สติดลบเกือบ 200 จุด รับแรงกดดันปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐฯ แต่เชื่อว่าที่สุดแล้วก็น่าจะตกลงกันได้เหมือนทุกรอบ และกังวลปัญหา Supply พลังงานเกิด Shorttage ในจีน ดังนั้น ปัจจัยจากต่างประเทศจึงเป็นแรงกดดันอยู่
ทั้งนี้ บ้านเราในระยะสั้นไม่มีปัจจัยกดดันมาก มีเพียงสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งหากไม่เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯก็น่าจะผ่อนคลายได้เร็ว และในวันนี้ (1 ต.ค.) เริ่มคลายล็อกดาวน์มาตรการสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ดังนั้นโมเมนตัมในประเทศถือว่ายังดี นอกจากนี้เงินบาทเริ่มชะลอการอ่อนค่าแล้ว โดยมาอยู่แถว 33.5-33.6 บาท ถือว่าดีขึ้น
ส่วนแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า มองว่าตลาดฯยังไม่ปลดล็อกทีเดียว และยังเข้าสู่ช่วยของการพรีวิวผลประกอบการของกลุ่มแบงก์งวดไตรมาส 3/64 คาดว่ากำไรคงไม่ได้โดดเด่นและมีโอกาสถอยลงเล็กน้อย ดังนั้น ตลาดฯจึงน่าจะสร้างฐานก่อน โดยดัชนีฯคงแกว่งไซด์เวย์ เนื่องจากปัจจัยนอกประเทศยังไม่เอื้อ อย่างไรก็ดี ไตรมาส 4/64 น่าจะเห็นผลดำเนินงานฟื้นตัว พร้อมให้แนวรับ 1,590 จุด ส่วนแนวต้าน 1,620 จุด
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่
1.BANPU มูลค่าการซื้อขาย 4,725.80 ล้านบาท ปิดที่ 13.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท
2.GULF มูลค่าการซื้อขาย 3,613.48 ล้านบาท ปิดที่ 43.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท
3.KBANK มูลค่าการซื้อขาย 3,324.12 ล้านบาท ปิดที่ 134.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
4.SCB มูลค่าการซื้อขาย 2,515.13 ล้านบาท ปิดที่ 123.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
5.GUNKUL มูลค่าการซื้อขาย 2,100.60 ล้านบาท ปิดที่ 5.05 บาท เพิ่มขึ้น 0.19 บาท

ภาพประกอบ : AFP
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
- “หุ้นไทย” หมดแรง GDP-EPS โดนหั่นเรียบ “ภาษีสหรัฐฯ” ตัดสิน ไปต่อหรือรอ “1,000 จุด”
- หุ้นไทยไร้เสน่ห์ เพราะอะไร "หลบภัยตัวไหนดี"
- นาทีทองช้อนหุ้นไทย! ตัวไหนน่าลงทุนระยะสั้น-ยาว เช็กที่นี่ !
- ไตรมาส1 กำไร บจ. แกร่ง! SET ลุ้นโต 4% กนง.อาจไม่ลดดอกเบี้ย แนะหุ้นเด่น GULF ADVANC MTC
- หุ้นไทยเผชิญปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ตัวไหนน่าเก็งกำไร เช็กที่นี่ !
- 5 อันดับ “หุ้นไทย” ผลตอบแทน “สูงสุด-ต่ำสุด” ตั้งแต่ “ทรัมป์” ประกาศ "ภาษีสหรัฐฯ"
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand