
สรุปข่าว
วันนี้( 15 พ.ค.64) น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศระลอก 3 นี้มีความรุนแรงกว่าระลอก 1 และ 2 มาก ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ติดเชื้อและจำนวนผู้เสียชีวิต แต่ในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้นยังไม่มากเท่ากับการระบาดในระลอกแรก เพราะมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในระลอก 3 ด้วยการปิดกิจการหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่เข้มข้นเท่ากับระลอกแรก
โดยเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศคู่ค้าสามารถเติบโตได้ดีขึ้น รัฐบาลแต่ละประเทศออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลดีต่อเนื่องมาถึงการส่งออกของไทยด้วย ขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงไปในในระลอกนี้ ไม่ได้ลดลงไปมากเท่ากับระลอกแรก เพราะปัจจุบันแทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยอยู่แล้ว ดังนั้นภาพรวมผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิดในระลอก 3 จึงไม่มากเท่ากับระลอกแรก สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับเริ่มมีผู้ติดเชื้อในคลัสเตอร์ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากไวรัสสายพันธุ์ที่ระบาดในระลอกนี้แพร่กระจายเป็นวงกว้างได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่อาจจะช้าลงกว่าเดิม ดังนั้นการได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศให้ได้มากและเร็วที่สุด
ทั้งนี้ ธปท.ได้จัดทำสมมติฐานการฉีดวัคซีนต้านโควิดที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงปี 2564-2565 ไว้ 3 กรณีดังนี้ กรณีแรก หากสามารถจัดหาและกระจายวัคซีนได้ 100 ล้านโดสภายในปีนี้ คาดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงไตรมาสแรกปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ GDP ปี 2564 มีโอกาสขยายตัวได้ 2% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ราว 1.2 ล้านคน ส่วนในปี 2565 คาดว่า GDP จะขยายตัวได้ 4.7% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 15 ล้านคน
ขณะที่กรณีที่สอง หากจัดหาและกระจายวัคซีนได้ 64.5 ล้านโดสภายในปีนี้ คาดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ GDP ปี 2564 มีโอกาสขยายตัวได้ 1.5% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ราว 1 ล้านคน ส่วนในปี 2565 คาดว่า GDP จะขยายตัวได้ 2.8% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 12 ล้านคน
ส่วนกรณีที่สาม หากจัดหาและกระจายวัคซีนได้น้อยกว่า 64.5 ล้านโดสภายในปีนี้ คาดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ GDP ปี 64 มีโอกาสขยายตัวได้ 1% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ราว 8 แสนคน ส่วนในปี 2565 คาดว่า GDP จะขยายตัวได้ 1.1% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 ล้านคน
สำหรับสมมติฐานในกรณีดังกล่าวยังไม่รวมมาตรการต่างๆ จากภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยเยียวยา และกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กับประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิดในปีนี้ และตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่การปรับประมาณการเศรษฐกิจจาก ธปท. ซึ่งการปรับประมาณเศรษฐกิจไทยในรอบของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีขึ้นอีกครั้งในเดือนมิ.ย.64 โดยปัจจัยการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยไทยออกจากวิกฤตด้านสาธารณสุข และการเปิดประเทศ โดยหากฉีดวัคซีนได้เร็วจะช่วยหนุนการเติบโตจีดีพีในปี 2564-2565 ขยายตัว 3.0-5.7%
ทั้งนี้ จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีจะช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้าให้ขยายตัวสูงขึ้น และพยุงให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลงไม่มากในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะเดียวกันการส่งออกของไทยที่แม้จะเริ่มขยายตัวดีขึ้น แต่ยังส่งผลต่อเนื่องมาสู่ตลาดแรงงานในวงที่จำกัด เนื่องจากยังไม่เห็นการจ้างงานรายใหม่เพิ่มขึ้นมากในภาคการผลิต มีเพียงชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นผลจากโครงสร้างของตลาดแรงงานที่การจ้างงานในภาคการส่งออกมีสัดส่วนไม่ได้สูงมาก และในระยะข้างหน้า คาดว่าการส่งออกจะส่งผลดีต่อการจ้างงานในภาคการผลิตได้บ้าง
- ไทยยังน่าลงทุน? ต่างชาติเทเงิน 5.7 หมื่นล้านใน 4 เดือนแรกปี 2568
- รัฐต้องใช้ PPP ปลดล็อกเพดานหนี้ แก้จีนเทา-สวมสิทธิ ก่อนเศรษฐกิจสะดุด
- "ธนาคารแห่งประเทศไทย"ชี้งบ 1.57 แสนล้าน ช่วย"เศรษฐกิจ"ปรับตัวได้
- ธุรกิจเลิกกิจการเฉียด 4,000 ราย จัดตั้งใหม่เกิน 30,000 ราย ช่วง 4 เดือนแรก ปี 2568
- เศรษฐกิจไทย เม.ย. 68 ได้แรงหนุนส่งออก แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลง
- งบปี 69 ใช้ยังไง? เปิดรายการลงทุนหลักของรัฐบาล ดัน ศก.-ฝ่าวิกฤตโลก
- "แบงก์ชาติ" เสนอความเห็นรัฐบาลใช้งบ 1.57 แสนล้าน ดูแลภาคธุรกิจ-รับมือสงครามการค้า
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand
