เปิด 7 แผนรับมือภัยแล้ง รับเอลนีโญลากยาวต้นปี 70 ย้ำภาคอุตฯ ไม่สะดุด

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิด 7 แผนรับมือภัยแล้ง รับเอลนีโญลากยาวต้นปี 70 ย้ำภาคอุตฯ ไม่สะดุด

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า แม้ปัจจุบันสภาวะเอนโซ่ (ENSO) จะยังคงอยู่ในช่วงเป็นกลาง แต่จากคาดการณ์พบแนวโน้มการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในช่วงกลางปี 2569 ลากยาวไปจนถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดสภาวะฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในระยะถัดไป

เพื่อป้องกันผลกระทบอย่างทันท่วงที จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินงานเชิงรุกทันที

สรุปข่าว

เอลนีโญ 2569 จ่อกระทบไทยยาวถึงปี 2570 รัฐบาลสั่งกรมชลประทานเร่งสำรองน้ำ วาง 7 แผนรับมือภัยแล้ง พัฒนา Water Grid และดูแลพื้นที่ EEC ให้มีน้ำเพียงพอรองรับภาคอุตสาหกรรมและประชาชนทั่วประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า แม้ปัจจุบันสภาวะเอนโซ่ (ENSO) จะยังคงอยู่ในช่วงเป็นกลาง แต่จากคาดการณ์พบแนวโน้มการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในช่วงกลางปี 2569 ลากยาวไปจนถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดสภาวะฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในระยะถัดไป

เพื่อป้องกันผลกระทบอย่างทันท่วงที จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินงานเชิงรุกทันที

เปิดแผน 7 ด้านสำคัญ รับมือภัยแล้งเชิงรุก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแนวทางขับเคลื่อนเพื่อความมั่นคงด้านน้ำไว้ 7 มิติ ดังนี้:

  • เฝ้าระวังใกล้ชิด: จัดทำฉากทัศน์น้ำรายเดือนเพื่อประเมินสถานการณ์
  • สำรองน้ำต้นทุน: ปรับเกณฑ์การเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสม
  • พัฒนาแหล่งน้ำ: เร่งรัดการพัฒนาแหล่งน้ำและแก้มลิงทั่วประเทศ
  • เตรียมพร้อมเครื่องจักร: จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกล พร้อมกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ
  • จัดสรรน้ำเป็นธรรม: ให้ความสำคัญกับการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมาเป็นอันดับแรก
  • วางรากฐานระยะยาว: พัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงน้ำ (Water Grid) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • สื่อสารฉับไว: บูรณาการระบบแจ้งเตือนภัยให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

 "แม้ภาพรวมสถานการณ์น้ำยังเป็นไปตามแผน แต่ทุกหน่วยงานห้ามประมาท ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากอุทกภัยควบคู่ไปกับการกักเก็บน้ำสำรอง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน" รมว.เกษตรฯกล่าว

ล็อกเป้าพื้นที่เศรษฐกิจ EEC คาดใช้น้ำทะลุ 2,800 ล้าน ลบ.ม.

จากการคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปี 2569 ที่จะพุ่งสูงถึง 2,700 - 2,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับความท้าทายจากเอลนีโญ รัฐมนตรีฯ จึงกำชับให้ใช้มาตรการ "บริหารจัดการน้ำเชิงรุก" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลก

ชูโมเดล "อ่างพวง" และ Smart Water Grid

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เผยถึงหัวใจหลักในการขับเคลื่อนพื้นที่ EEC โดยมีแนวทางบริหารจัดการดังนี้:

  • ศูนย์กลางน้ำภาคตะวันออก: ใช้ "อ่างเก็บน้ำประแสร์" จังหวัดระยอง เป็นแกนหลักในการเชื่อมโยงระบบท่อผันน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำอื่น ๆ
  • เพิ่มศักยภาพการสูบเติมน้ำ: ในฤดูฝนนี้ จะเพิ่มการสูบผันน้ำจากคลองสะพานไปเติมอ่างฯ ประแสร์ อีก 50 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • ขยายโครงข่ายท่อส่งน้ำ: เร่งผลักดันโครงการผันน้ำ อ่างประแสร์-หนองค้อ-บางพระ เพื่อกระจายน้ำสู่จังหวัดชลบุรีอย่างมีประสิทธิภาพ

ภาคอุตสาหกรรมร่วมใจ ปรับตัวสู่ "โรงงานอัจฉริยะ"

กรมชลประทานได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ วางเป้าหมายลดการใช้น้ำลง 10 - 15% พร้อมนำน้ำเสียกลับมาบำบัดหมุนเวียนใช้ใหม่ (Recycle)

สถานการณ์ล่าสุด: ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางในพื้นที่ EEC มีปริมาณน้ำทุนสะสมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม สูงกว่า 84% ของความจุ มั่นใจมีน้ำเพียงพอสำหรับป้อนนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

ที่มาข้อมูล : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ที่มารูปภาพ : Getty Images

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย