รู้จักระบบจัดการน้ำกทม. ทำไมฝนตกหนักน้ำระบายไม่ทัน-เจาะข้อจำกัดที่ทำให้น้ำท่วมขัง

Share on Line Share on Facebook Share on X
รู้จักระบบจัดการน้ำกทม. ทำไมฝนตกหนักน้ำระบายไม่ทัน-เจาะข้อจำกัดที่ทำให้น้ำท่วมขัง

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและระบบระบายน้ำหลายประการ ทั้งระดับพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล การได้รับอิทธิพลจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน ทำให้การบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยระบบป้องกันและระบายน้ำที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

ทำความเข้าใจระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ข้อจำกัดทางกายภาพ เส้นทางการระบายน้ำ สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ไปจนถึงมาตรการแก้ไขปัญหาและแผนพัฒนาระบบระบายน้ำในอนาคต

1️. เข้าใจธรรมชาติพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำไมระบายน้ำเองไม่ได้

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ปิดล้อม (Polder) ขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) พื้นที่ 450 ตารางกิโลเมตร ฝั่งตะวันออกภายในคันกั้นน้ำพระราชดำริ พื้นที่ 650 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งเป็นทางน้ำหลาก (Floodway) พื้นที่ 468 ตารางกิโลเมตร ข้อจำกัดสำคัญคือระดับพื้นที่ต่ำและใกล้เคียงระดับน้ำทะเล 

โดยระดับพื้นดินของกรุงเทพมหานคร สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 0.00–2.00 เมตร และบางพื้นที่ยังเป็นแอ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถสูงกว่าระดับพื้นดินได้ จากข้อมูลสถิติระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยขึ้นสูงในอดีต ได้แก่ ปี 2485 ระดับ +2.25 เมตร รทก. ปี 2526 ระดับ +2.13 เมตร รทก. ปี 2538 ระดับ +2.27 เมตร รทก. และปี 2554 ระดับ +2.53 เมตร รทก.

ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว กรุงเทพมหานครจึงได้สร้างระบบป้องกันน้ำจากภายนอก ประกอบด้วย แนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับ +2.80 ถึง +3.50 เมตร รทก. ความยาว 88 กิโลเมตร แนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ ความยาว 72 กิโลเมตร เมื่อป้องกันน้ำจากภายนอกแล้ว จึงใช้ระบบสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ แทนการปล่อยน้ำออกตามธรรมชาติ 

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังต้องบริหารจัดการน้ำ 3 ปัจจัยสำคัญไปพร้อมกัน ได้แก่ 1. น้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2. น้ำเหนือและน้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำ และ 3. น้ำทะเลหนุนที่ส่งผลต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

สรุปข่าว

ทำความเข้าใจระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ข้อจำกัดทางกายภาพ เส้นทางการระบายน้ำ สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ไปจนถึงมาตรการแก้ไขปัญหาและแผนพัฒนาระบบระบายน้ำในอนาคต

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและระบบระบายน้ำหลายประการ ทั้งระดับพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล การได้รับอิทธิพลจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน ทำให้การบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยระบบป้องกันและระบายน้ำที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

ทำความเข้าใจระบบบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ข้อจำกัดทางกายภาพ เส้นทางการระบายน้ำ สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ไปจนถึงมาตรการแก้ไขปัญหาและแผนพัฒนาระบบระบายน้ำในอนาคต

1️. เข้าใจธรรมชาติพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำไมระบายน้ำเองไม่ได้

กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ปิดล้อม (Polder) ขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) พื้นที่ 450 ตารางกิโลเมตร ฝั่งตะวันออกภายในคันกั้นน้ำพระราชดำริ พื้นที่ 650 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งเป็นทางน้ำหลาก (Floodway) พื้นที่ 468 ตารางกิโลเมตร ข้อจำกัดสำคัญคือระดับพื้นที่ต่ำและใกล้เคียงระดับน้ำทะเล 

โดยระดับพื้นดินของกรุงเทพมหานคร สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 0.00–2.00 เมตร และบางพื้นที่ยังเป็นแอ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถสูงกว่าระดับพื้นดินได้ จากข้อมูลสถิติระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยขึ้นสูงในอดีต ได้แก่ ปี 2485 ระดับ +2.25 เมตร รทก. ปี 2526 ระดับ +2.13 เมตร รทก. ปี 2538 ระดับ +2.27 เมตร รทก. และปี 2554 ระดับ +2.53 เมตร รทก.

ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว กรุงเทพมหานครจึงได้สร้างระบบป้องกันน้ำจากภายนอก ประกอบด้วย แนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับ +2.80 ถึง +3.50 เมตร รทก. ความยาว 88 กิโลเมตร แนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ ความยาว 72 กิโลเมตร เมื่อป้องกันน้ำจากภายนอกแล้ว จึงใช้ระบบสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ แทนการปล่อยน้ำออกตามธรรมชาติ 

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังต้องบริหารจัดการน้ำ 3 ปัจจัยสำคัญไปพร้อมกัน ได้แก่ 1. น้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2. น้ำเหนือและน้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำ และ 3. น้ำทะเลหนุนที่ส่งผลต่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

2. เปิดเส้นทางน้ำ รู้จักระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร

เมื่อฝนตกลงมา น้ำจะไหลผ่านระบบระบายน้ำตามลำดับ เริ่มจากถนนลงสู่ท่อระบายน้ำ จากนั้นไหลเข้าสู่คลองสายรอง เชื่อมต่อคลองสายหลักหรืออุโมงค์ระบายน้ำ ก่อนเข้าสู่สถานีสูบน้ำเพื่อสูบออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ท่อระบายน้ำ ความยาวรวม 6,854 กิโลเมตร คลองระบายน้ำ 1,980 สาย ความยาวรวม 2,745 กิโลเมตร อาคารบังคับน้ำ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ 207 แห่ง ประตูระบายน้ำ 244 แห่ง และบ่อสูบน้ำ 371 แห่ง แก้มลิง 38 แห่ง สามารถรองรับน้ำได้รวม 13.71 ล้านลูกบาศก์เมตร อุโมงค์ระบายน้ำ เปิดใช้งานแล้ว 5 แห่ง มีกำลังระบายน้ำรวม 255 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างหรือมีแผนดำเนินการเพิ่มเติม เช่น อุโมงค์คลองเปรมประชากร และอุโมงค์ส่วนต่อขยายบึงหนองบอน

โครงสร้างเหล่านี้ทำงานเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การรวบรวมน้ำ การลำเลียง การกักเก็บ ไปจนถึงการสูบน้ำออกจากพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร

3. ทำไมฝนตกหนักแล้วน้ำระบายไม่ทัน เจาะข้อจำกัดที่ทำให้น้ำท่วมขัง

แม้กรุงเทพมหานครจะมีระบบระบายน้ำหลายรูปแบบ แต่เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ระบบต้องรองรับปริมาณน้ำจำนวนมาก ทั้งน้ำฝนที่ตกลงมาใหม่และน้ำที่สะสมจากก่อนหน้า ทำให้การระบายน้ำมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คลองสายหลักมีระดับน้ำสูงจนเต็ม

คลองสายหลักเต็ม น้ำจากถนนและชุมชนจึงระบายไม่ทัน

เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่อง ปริมาณน้ำที่ไหลลงคลองจะเพิ่มสูงขึ้นจนคลองสายหลักมีระดับน้ำเต็ม ส่งผลให้น้ำจากท่อระบายน้ำ ถนน และชุมชนไหลลงคลองได้ช้าลง หรือไม่สามารถระบายได้ตามปกติ จึงเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่

ฝั่งตะวันออกมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและการระบายน้ำ

พื้นที่ฝั่งตะวันออกมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มและมีบางส่วนเป็นแอ่งต่ำ อีกทั้งระบบคลองยังเชื่อมต่อกับพื้นที่ปริมณฑล ทั้งปทุมธานี สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ซึ่งอาจมีฝนตกและเกิดน้ำท่วมพร้อมกัน ทำให้การผันน้ำออกทางฝั่งตะวันออกลงสู่ทะเลทำได้อย่างจำกัด กรุงเทพมหานครจึงจำเป็นต้องลำเลียงน้ำเป็นระยะทางไกล โดยใช้คลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อนำน้ำมาตัดออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้พื้นที่ฝั่งตะวันออก เช่น สายไหม และลาดกระบัง ระบายน้ำได้ช้า และใช้เวลาในการฟื้นตัวจากสถานการณ์น้ำท่วมนานกว่าพื้นที่ชั้นใน

4️. เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง เปิดทางน้ำจากพื้นที่น้ำท่วมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

กรุงเทพมหานครเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบคลองสายหลักและเครื่องสูบน้ำผลักดันน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้เร็วที่สุด พร้อมเดินเครื่องระบบคลองและเครื่องสูบน้ำอย่างเต็มกำลัง เพื่อเร่งระบายน้ำ ลดผลกระทบจากน้ำท่วม และคืนสภาพการสัญจรให้ประชาชนกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศและความเป็นแอ่งของพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออก รวมถึงพื้นที่ปทุมธานีและสมุทรปราการ ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเชื่อมต่อกัน ทำให้การระบายน้ำต้องใช้เวลาแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่


5️. เดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ เตรียมพร้อมรับมืออนาคต

กรุงเทพมหานครเดินหน้าพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการพยากรณ์และแจ้งเตือนภัย การเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ การพัฒนาระบบระบายน้ำ และการแก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วม โดยมีมาตรการสำคัญ ดังนี้

ยกระดับการพยากรณ์และระบบเตือนภัย

กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา นำระบบพยากรณ์ฝนล่วงหน้า (Nowcast) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามสถานการณ์ พร้อมให้ความสำคัญกับการคาดการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมรับมือได้ล่วงหน้า พร้อมใช้ระบบแจ้งเตือนภัย 4 ระดับ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม ได้แก่ สีเขียว (ปกติ/เฝ้าระวัง) ติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง สีเหลือง (เสี่ยงอันตราย) เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ สีส้ม (เสี่ยงสูง) เคลื่อนย้ายสิ่งของและกลุ่มเปราะบางขึ้นสู่ที่สูง สีแดง (เสี่ยงสูงสุด) อยู่ในสถานที่ปลอดภัยหรือเตรียมพร้อมอพยพ และเมื่อสถานการณ์สิ้นสุดจะมีการประกาศ All Clear เพื่อแจ้งให้ทราบว่าสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้

เพิ่มพื้นที่แก้มลิงจากหมู่บ้านจัดสรรและหน่วยงานต่าง ๆ

โครงการแก้มลิงหมู่บ้านจัดสรร โดยนำบึงน้ำภายในหมู่บ้านเอกชนและหน่วยงานราชการมาปรับใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำ ด้วยการพร่องน้ำล่วงหน้าก่อนฝนตก เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับกักเก็บน้ำและช่วยชะลอไม่ให้น้ำไหลลงสู่คลองสายหลักพร้อมกันในช่วงฝนตกหนัก

พัฒนาทางด่วนน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพอุโมงค์ระบายน้ำ

ปรับปรุงคลองสายหลักให้เป็นทางด่วนน้ำ ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร พร้อมแบ่งพื้นที่บริหารจัดการน้ำออกเป็นพื้นที่ย่อย 18 พื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและระบายน้ำ นอกจากนี้ ยังเร่งรัดโครงการอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน ซึ่งมีความสามารถในการระบายน้ำ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ

เร่งแก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วมทั่วกรุงเทพมหานคร

จากจุดเสี่ยงน้ำท่วมทั้งหมด 737 จุด ดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จ 516 จุด คิดเป็น 70.0% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เร่งระบายน้ำเมื่อฝนตก

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ไม่ใช่เพียงการเร่งระบายน้ำเมื่อเกิดฝนตก แต่ต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การป้องกันน้ำจากภายนอก การเตรียมพื้นที่รองรับน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบาย ไปจนถึงการพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์น้ำ ลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในระยะยาว

ข้อมูลจาก กรุงเทพมหานคร (กทม.)

ที่มาข้อมูล : กรุงเทพมหานคร (กทม.)

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

อดีตนักข่าวการเมืองภาคสนาม ติ่งเกาหลีที่ชอบดูฟุตบอล เป็นสายมูและทาสแมว