เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ “ทรัมป์” เสียอำนาจ เมื่อสภาเปลี่ยนขั้ว กระทบไทยแค่ไหน ?
การเลือกตั้งในสหรัฐฯ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศมหาอำนาจ แต่ผลที่เกิดขึ้นในกรุงวอชิงตัน อาจส่งแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย ตั้งแต่ภาษีนำเข้า สินค้าส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ชาวอเมริกันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกลางเทอม หรือ Midterm Elections เพื่อเลือกสมาชิกสภาคองเกรสชุดใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพ เศรษฐกิจ และทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ชัยชนะได้กลายเป็นของพรรคเดโมแครต ซึ่งอาจทำให้สมดุลอำนาจในสภาคองเกรสเปลี่ยนแปลงไป และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันนโยบายในช่วงสองปีที่เหลือของวาระ
แล้วการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในสหรัฐฯ จะส่งผลต่อการค้าและเศรษฐกิจโลกอย่างไร และประเทศไทยควรเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้แบบไหน ?
ทำไมเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จึงสำคัญ ?
ก่อนที่จะตอบคำถามว่า “เลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะส่งผลอย่างไรต่อไทย ?” เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ถึงสำคัญ
ในระบบการเมืองสหรัฐฯ รัฐบาลสหรัฐฯ จะประกอบไปด้วย 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยรัฐสภา หรือ สภาคองเกรสทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี
เมื่อเจาะเข้าไปดูเฉพาะสภาคองเกรส เราจะพบว่า รัฐสภาแห่งนี้ ประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่
สภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกกันว่า “สภาล่าง” มีสมาชิกทั้งหมด 435 คน ทำหน้าที่สำคัญทั้งในการพิจารณางบประมาณ ออกกฎหมาย และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล สมาชิกมีวาระ 2 ปี จึงต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกใหม่ครบทุกที่นั่งทุก 2 ปี ซึ่งรวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมด้วย
ส่วนอีกสภาหนึ่งคือ วุฒิสภา หรือ “สภาสูง” มีสมาชิกทั้งหมด 100 คน โดยแต่ละรัฐมีผู้แทน 2 คนเท่ากัน วุฒิสภามีบทบาทในการพิจารณารับรองบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น รัฐมนตรีและผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง รวมถึงให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาระหว่างประเทศบางประเภท
สมาชิกวุฒิสภามีวาระ 6 ปี โดยจะมีการเลือกตั้งหมุนเวียนประมาณหนึ่งในสามของที่นั่งทุก 2 ปี ทำให้การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีที่นั่งในวุฒิสภาเข้าสู่การเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง
รศ.ชง จา เอียน ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวกับสำนักข่าว CNA ว่า การแบ่งแยกอำนาจแบบนี้ ทำให้สภาคองเกรสมีอำนาจบางประการในการจำกัดการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล
พูดง่าย ๆ คือ หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการผลักดันกฎหมายหรือนโยบายบางอย่าง ก็ไม่สามารถทำได้ทุกเรื่องตามลำพัง แต่ต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและความร่วมมือจากสภาคองเกรสในหลายกรณี หากเสียงส่วนใหญ่ในสภาไม่เห็นด้วยกับแนวทางของประธานาธิบดี ก็อาจทำให้การผลักดันกฎหมายหรือการจัดสรรงบประมาณบางอย่างเป็นไปได้ยากขึ้น
สิ่งที่ทำให้เลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ก่อนหน้านี้พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลับอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาล
ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มแรงกดดันต่อพรรครีพับลิกันที่ต้องรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรส เพราะหากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากรอบนี้ได้ อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภา และส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในช่วงสองปีที่เหลือ
สรุปข่าว
การเลือกตั้งในสหรัฐฯ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศมหาอำนาจ แต่ผลที่เกิดขึ้นในกรุงวอชิงตัน อาจส่งแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย ตั้งแต่ภาษีนำเข้า สินค้าส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ชาวอเมริกันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกลางเทอม หรือ Midterm Elections เพื่อเลือกสมาชิกสภาคองเกรสชุดใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพ เศรษฐกิจ และทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ชัยชนะได้กลายเป็นของพรรคเดโมแครต ซึ่งอาจทำให้สมดุลอำนาจในสภาคองเกรสเปลี่ยนแปลงไป และเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทรัมป์ในการผลักดันนโยบายในช่วงสองปีที่เหลือของวาระ
แล้วการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในสหรัฐฯ จะส่งผลต่อการค้าและเศรษฐกิจโลกอย่างไร และประเทศไทยควรเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้แบบไหน ?
ทำไมเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จึงสำคัญ ?
ก่อนที่จะตอบคำถามว่า “เลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะส่งผลอย่างไรต่อไทย ?” เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ถึงสำคัญ
ในระบบการเมืองสหรัฐฯ รัฐบาลสหรัฐฯ จะประกอบไปด้วย 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ โดยรัฐสภา หรือ สภาคองเกรสทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ มีบทบาทตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี
เมื่อเจาะเข้าไปดูเฉพาะสภาคองเกรส เราจะพบว่า รัฐสภาแห่งนี้ ประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่
สภาผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกกันว่า “สภาล่าง” มีสมาชิกทั้งหมด 435 คน ทำหน้าที่สำคัญทั้งในการพิจารณางบประมาณ ออกกฎหมาย และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล สมาชิกมีวาระ 2 ปี จึงต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกใหม่ครบทุกที่นั่งทุก 2 ปี ซึ่งรวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมด้วย
ส่วนอีกสภาหนึ่งคือ วุฒิสภา หรือ “สภาสูง” มีสมาชิกทั้งหมด 100 คน โดยแต่ละรัฐมีผู้แทน 2 คนเท่ากัน วุฒิสภามีบทบาทในการพิจารณารับรองบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น รัฐมนตรีและผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง รวมถึงให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาระหว่างประเทศบางประเภท
สมาชิกวุฒิสภามีวาระ 6 ปี โดยจะมีการเลือกตั้งหมุนเวียนประมาณหนึ่งในสามของที่นั่งทุก 2 ปี ทำให้การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีที่นั่งในวุฒิสภาเข้าสู่การเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง
รศ.ชง จา เอียน ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวกับสำนักข่าว CNA ว่า การแบ่งแยกอำนาจแบบนี้ ทำให้สภาคองเกรสมีอำนาจบางประการในการจำกัดการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล
พูดง่าย ๆ คือ หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการผลักดันกฎหมายหรือนโยบายบางอย่าง ก็ไม่สามารถทำได้ทุกเรื่องตามลำพัง แต่ต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและความร่วมมือจากสภาคองเกรสในหลายกรณี หากเสียงส่วนใหญ่ในสภาไม่เห็นด้วยกับแนวทางของประธานาธิบดี ก็อาจทำให้การผลักดันกฎหมายหรือการจัดสรรงบประมาณบางอย่างเป็นไปได้ยากขึ้น
สิ่งที่ทำให้เลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ก่อนหน้านี้พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลับอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาล
ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มแรงกดดันต่อพรรครีพับลิกันที่ต้องรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรส เพราะหากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากรอบนี้ได้ อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภา และส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในช่วงสองปีที่เหลือ
สภาคองเกรสเปลี่ยนขั้ว แดโมแครตทวงคืนเสียงข้างมากได้อีกครั้ง
การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันที่พรรครีพับลิกันต้องปกป้องเสียงข้างมาก ขณะที่พรรคเดโมแครตพยายามชิงอำนาจในสภาคองเกรสกลับคืนมา แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาก็ต้องทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องผิดหวัง เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้ง 2 สภา พลิกชนะที่นั่งวุฒิสภาของรีพับลิกันได้ถึง 6 ที่นั่ง และชิงที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มได้อย่างน้อย 8 ที่นั่ง
โดยชัยชนะเกิดขึ้นแม้กระทั่งในรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของรีพับลิกันอย่างเท็กซัส เซาท์แคโรไลนา ไอโอวา และโอไฮโอ
เควิน เฉิน จากสถาบันสำนักวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเอส. ราชารัตนัม หรือ RSIS มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานยาง กล่าวว่า สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน การสูญเสียอำนาจควบคุมสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา จะส่งผลกระทบในทางลบต่อความสามารถในการผลักดันวาระนโยบายของทรัมป์
ด้าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ กล่าวในรายการพิเศษศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใน TNN World ว่า คนอเมริกันตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ์มาก เพื่อสะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารงาน 2 ปีที่ผ่านมาของทรัมป์ โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
“มันเหมือนกับการลงประชามติว่าที่ผ่านมา 2 ปีเนี่ยทำงานได้ผลหรือเปล่า แล้วส่วนใหญ่เกือบ 40% เนี่ยคิดว่าไม่ได้ผลทางด้านเศรษฐกิจนะครับ แล้วก็ 60-70% ไม่อยากจะให้ประธานาธิบดีทรัมป์ทำแบบนี้ต่อไป อันนี้ก็เลยกลายเป็นเหมือนกับตัวชี้วัด”
“แต่ที่ไม่แปลกใจสำหรับคนอเมริกันคือ ในการเลือกตั้งจะผลัดกันแพ้กันชนะเสมอมา ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ทั้งสองพรรคจะผลัดกันแพ้และชนะสลับกันไปมา ฝ่ายพรรครีพับลิกันที่สามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ จึงสะท้อนถึงสองนัยสำคัญ คือ เป็นการส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และต้องการถ่วงดุลอำนาจในการออกกฎหมายของรัฐสภา” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว
ผลกระทบที่อาจส่งมาถึงประเทศไทยมีอะไรบ้าง เมื่อสภาเปลี่ยนขั้ว ?
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ ทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะนโยบายด้านการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในฐานะหนึ่งในตลาดส่งออกหลัก
แล้วประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ในด้านใดบ้าง ?
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า แม้พรรคเดโมแครตมีโอกาสครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะด้านงบประมาณและกฎระเบียบ แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงมีอำนาจกำหนดนโยบายต่างประเทศ ทั้งสงครามการค้าและเทคโนโลยี ทำให้ไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก
“จะเห็นได้ว่าผลจากการเลือกตั้งในสหรัฐฯ และการที่คุณโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมีบทบาทอยู่ ทำให้กระแสเรื่องสงครามการค้าและความไม่แน่นอนในตลาดโลกยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังคงมีความผันผวน”
“แม้ว่าในฝั่งของ สส. และ สว. สหรัฐฯ จะมีความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตอาจจะเข้ามาครองเสียงข้างมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจัยด้านต่างประเทศและการเดินเกมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ความเสี่ยงของไทยจึงยังคงมีอยู่ ทั้งในเรื่องของสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยี” ดร.อมรเทพ กล่าว
ดร.อมรเทพ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมตัวตั้งรับคือเรื่องงบประมาณของสหรัฐฯ และกฎระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ไทยต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเราได้
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามสำหรับประเทศไทยในยุคทรัมป์ 2.0 ภายใต้กระแส Blue Sweep คือ แม้สงครามการค้าจะยังคงเดินหน้าต่อไป แต่เมื่อมองไปที่บทบาทของสภาสูงและสภาล่างที่คอยทำหน้าที่กีดกันหรือจำกัดอำนาจบางประการ โดยเฉพาะอำนาจด้านภาษีของประธานาธิบดี ก็จะทำให้เกิดการตรวจสอบและการดูแลที่รัดกุมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดกระแสการกวาดคะแนนเสียงแบบ Sweep ขึ้น และคุณทรัมป์ยังคงมีการปรับขึ้นภาษี แต่เมื่อพรรคเดโมแครตเข้ามามีบทบาท ก็อาจจะมีการจำกัดเรื่อง AI, Data Center หรือประเด็นอื่น ๆ
“ในส่วนของการส่งออกของไทย ปีนี้เติบโตได้ในระดับเลขสองหลักรวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียก็เติบโตได้ดีเช่นกัน แต่สำหรับปีหน้า เราอาจไม่ได้คาดหวังว่าการส่งออกจะเติบโตได้โดดเด่นเท่ากับปีนี้ เนื่องจากในฝั่งของสหรัฐฯ แม้จะเร่งการลงทุนในเรื่อง AI แต่ความจำเป็นและความต้องการในการนำเข้าสินค้าจะปรับตัวลดลง”
“ดังนั้น สิ่งที่จะกระทบกับไทยในปีหน้าคือ การส่งออกอาจไม่ได้โดดเด่นเท่าปีนี้ แต่ก็ยังคงเติบโตต่อไปได้ โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีหน้าจะยังคงเติบโตในด้านการลงทุนเป็นหลัก ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ มาตรการและการดำเนินงานของพรรคเดโมแครตที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยผ่านทางประเด็น AI และการลงทุน” ดร.อมรเทพ กล่าว
ไทยต้องเตรียมรับมือเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ?
แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทางการเมืองของสหรัฐฯ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการตัดสินใจของมหาอำนาจได้ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ไทยจะเตรียมความพร้อมอย่างไร เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และรักษาผลประโยชน์ของประเทศไว้ให้ได้
รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมตัวรองรับการเจรจาการค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น หากพรรคเดโมแครตกลับเข้ามามีอำนาจ แม้ว่าในแง่หนึ่งพวกเขาอาจจะผ่อนคลายเรื่องมาตรการกำแพงภาษี แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการหารายได้เพื่อนำไปเพิ่มสวัสดิการสังคม ดังนั้น การเจรจาโดยทั่วไปกับฝั่งเดโมแครตจากประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงมีความซับซ้อนกว่ามาก
“กระบวนการตัดสินใจของฝั่งพรรคเดโมแครต เช่น สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องผ่านการตัดสินใจจากหลายฝ่าย ต่างจากฝั่งของพรรครีพับลิกัน ที่มักจะตัดสินใจโดยคนเพียงไม่กี่คน ทำให้สามารถเข้าถึงและเจรจาได้ง่ายกว่า ในบางประเทศจึงมองว่าการเจรจาแบบนั้นค่อนข้างง่ายกว่า” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว
ด้าน ดร.อมรเทพ กล่าวว่า การส่งออกที่อาจจะเติบโตช้าลง แต่ก็ยังไม่น่ากังวลจนเกินไป คือปัจจัยเชิงบวกในเรื่องของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังคงไหลกลับเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีอยู่
“เดโมแครตไม่ได้บอกว่าชอบจีนอย่าไปคิดว่าเดโมแครตเข้ามาแล้วสงครามการค้าจะยุติใครก็ตามที่เข้ามาสงครามการค้าสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐกับจีนยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องของการย้ายฐานการผลิตจากจีนเพื่อหาประเทศที่เป็นกลางยังเดินหน้ากันอยู่ ส่งผลให้การย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อหาประเทศที่เป็นกลางยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) จึงยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ”ดร.อมรเทพ กล่าว
“สำหรับประเทศไทย แม้จะยังต้องเผชิญกับความผันผวนรูปแบบนี้ แต่ความผันผวนดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้และผ่านการทดสอบมาแล้วในช่วงก่อนหน้า ดังนั้น สิ่งที่คาดหวังในวันนี้คือ อย่าเพิ่งเก็งกำไรจนเกินไป พร้อมทั้งต้องดูแลบริหารต้นทุนสินค้าให้ดี และต้องคอยติดตามระมัดระวังเรื่องความผันผวนของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด” ดร.อมรเทพ กล่าว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
Why do the US midterm elections matter? - CNA
What are the US midterms? A simple guide - BBC
รายการพิเศษ ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 - TNN World
- ทรัมป์ลงนามคำสั่งคุ้มครองห้องทำงานรูปไข่ให้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ
- ทรัมป์จ่อปลดครม.เพิ่ม หลังสั่งปลด “ซูซี ไวลส์” ทรัมป์อ้างไม่เกี่ยวแพ้เลือกตั้ง
- ทรัมป์-แวนซ์ เห็นตรงกัน "สงครามอิหร่าน" ทำแพ้เลือกตั้ง ย้ำถ้าย้อนไปได้ก็จะทำสงครามอยู่ดี
- เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 สรุป 5 เรื่องที่คนไทยต้องรู้
- หาเสียงวันสุดท้าย เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ชี้ชะตาครองคองเกรส
ที่มาข้อมูล : CNA, BBC, TNN World
ที่มารูปภาพ : Reuters, Freepik
