ชลประทานเตือน 61 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วม เร่งบริหารน้ำเจ้าพระยา

กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ฝนใต้ยังตกหนัก
กรมชลประทานเปิดเผยรายงานสถานการณ์น้ำประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2569 โดยยังคงติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง รวมถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีปริมาณน้ำไหลผ่านในระดับสูง พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงปลายฤดูฝน
ข้อมูลสภาพอากาศ ณ เวลา 06.00 น. ระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมฝ่ายตะวันออกพัดนำความชื้นเข้าสู่ประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน
ขณะเดียวกัน ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคใต้เริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้พื้นที่ภาคใต้ยังมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน อาจเกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางพื้นที่
เปิด 3 พื้นที่ฝนตกสูงสุดในรอบ 24 ชั่วโมง
รายงานปริมาณฝนสะสมย้อนหลัง 24 ชั่วโมง พบว่าพื้นที่ภาคใต้มีฝนตกหนักหลายแห่ง โดยจังหวัดตรังและสตูลเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณฝนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ปริมาณฝน 166.0 มิลลิเมตร
- บ้านซอย 8 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ปริมาณฝน 130.5 มิลลิเมตร
- บ้านห้วยน้ำดำ ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ปริมาณฝน 129.0 มิลลิเมตร
กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณฝนและสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนสะสมสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้หากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง
สรุปข่าว
กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ฝนใต้ยังตกหนัก
กรมชลประทานเปิดเผยรายงานสถานการณ์น้ำประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2569 โดยยังคงติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง รวมถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีปริมาณน้ำไหลผ่านในระดับสูง พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงปลายฤดูฝน
ข้อมูลสภาพอากาศ ณ เวลา 06.00 น. ระบุว่า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมฝ่ายตะวันออกพัดนำความชื้นเข้าสู่ประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน
ขณะเดียวกัน ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคใต้เริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้พื้นที่ภาคใต้ยังมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน อาจเกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางพื้นที่
เปิด 3 พื้นที่ฝนตกสูงสุดในรอบ 24 ชั่วโมง
รายงานปริมาณฝนสะสมย้อนหลัง 24 ชั่วโมง พบว่าพื้นที่ภาคใต้มีฝนตกหนักหลายแห่ง โดยจังหวัดตรังและสตูลเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณฝนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ปริมาณฝน 166.0 มิลลิเมตร
- บ้านซอย 8 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ปริมาณฝน 130.5 มิลลิเมตร
- บ้านห้วยน้ำดำ ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ปริมาณฝน 129.0 มิลลิเมตร
กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณฝนและสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนสะสมสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้หากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง
อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีน้ำ 76% ของความจุ
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง รวมถึงอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน รายงานข้อมูล ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2569 พบว่าอ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูง
อ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำ (ล้าน ลบ.ม.) ร้อยละความจุ
เขื่อนภูมิพล 9,547 71%
เขื่อนสิริกิติ์ 7,767 82%
เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ รวมกัน 17,315 75%
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 805 86%
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 807 93%
รวม 4 เขื่อนหลัก 18,927 76%
ปริมาณน้ำใช้การได้รวมทั้ง 4 เขื่อนอยู่ที่ 12,219 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 68% ของความจุน้ำใช้การ โดยมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างรวม 26.23 ล้านลูกบาศก์เมตร และระบายน้ำรวม 16.71 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลวันที่ 24 ตุลาคม 2569
ทั้งนี้ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำคิดเป็น 93% ของความจุอ่าง ขณะที่เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีปริมาณน้ำ 86% ทำให้การบริหารจัดการน้ำยังต้องพิจารณาปริมาณฝน น้ำไหลเข้าอ่าง และความสามารถในการรองรับน้ำของพื้นที่ท้ายเขื่อนควบคู่กัน
เจ้าพระยามีน้ำไหลผ่าน 1,304 ลบ.ม./วินาที เร่งบริหารน้ำสองฝั่ง
สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงเป็นอีกพื้นที่ที่กรมชลประทานติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่ระบายผ่านเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ไหลมารวมกันที่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีวัดน้ำ C.2 ค่ายจิรประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำ 1,131 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก รวม 355 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แบ่งเป็นฝั่งตะวันออก 171 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และฝั่งตะวันตก 184 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ขณะที่ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ 15.78 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง
นอกจากนี้ ยังมีน้ำจากแม่น้ำป่าสักไหลผ่านเขื่อนพระรามหก 63 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนที่ปริมาณน้ำจะไหลมารวมกันในแม่น้ำเจ้าพระยา
ส่งผลให้สถานีวัดน้ำ C.29B อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 1,304 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยายังคงเน้นควบคุมการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำเหนือและปริมาณน้ำในพื้นที่ เพื่อรองรับน้ำจากตอนบนและลดผลกระทบต่อพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ
พบพื้นที่ประสบอุทกภัย 14 จังหวัด เฝ้าระวังรวม 61 จังหวัด
กรมชลประทานรายงานว่า จากปริมาณฝนที่ตกหนักและตกสะสมในพื้นที่ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวมทั้งสิ้น 61 จังหวัด โดยข้อมูลรายงานระบุสถานะของพื้นที่เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
พื้นที่ยังประสบอุทกภัย 14 จังหวัด ประกอบด้วย เพชรบุรี สมุทรสงคราม ราชบุรี นครนายก ปทุมธานี นครปฐม ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี นครสวรรค์ อ่างทอง อุทัยธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี
ส่วนอีก 47 จังหวัดเป็นพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากอุทกภัยตามข้อมูลสะสมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไม่ได้หมายความว่าทุกจังหวัดยังมีน้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่ที่มีปริมาณฝนสะสมสูง เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำและให้ความช่วยเหลือประชาชน
ระดมเครื่องจักรช่วยน้ำท่วมแล้ว 1,341 หน่วย
สำหรับการช่วยเหลือประชาชนในช่วงฤดูฝนปี 2569 กรมชลประทานรายงานว่า ได้สนับสนุนเครื่องจักรและเครื่องมือรวม 1,341 หน่วย เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย แบ่งเป็น
- เครื่องสูบน้ำ 956 ชุด จากจำนวนทั้งหมด 1,914 ชุด
- รถบรรทุกน้ำ 5 คัน จากจำนวนทั้งหมด 203 คัน
- เครื่องผลักดันน้ำ 264 เครื่อง จากจำนวนทั้งหมด 367 เครื่อง
- เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่น ๆ 116 หน่วย จากจำนวนทั้งหมด 3,045 หน่วย
นอกจากนี้ โครงการชลประทานฉะเชิงเทรา สำนักงานชลประทานที่ 9 ยังดำเนินการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเปิดทางน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้สามารถไหลได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ขณะที่ส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 16 ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 8 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569
กรมชลประทานยังคงใช้ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำในแม่น้ำ และปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประกอบการบริหารจัดการน้ำ พร้อมเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัยได้อย่างทันท่วงที
- เช็ก 7 เขต กทม. เยียวยาน้ำท่วม อัปเดตจุดบริการ-ช่องทางติดต่อ-สถานะล่าสุด
- เตือน 10 จังหวัดภาคใต้ รับมือน้ำท่วมฉับพลัน คาดน้ำท่วมใต้ไม่แรงเท่ามหาอุทกภัยหาดใหญ่
- เงินเยียวยาน้ำท่วมคืบหน้า! ปภ. โอนแล้ว 54 จังหวัด เตรียมจ่ายเพิ่ม 2 จังหวัดวันนี้
- เช็กสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด! 17 จังหวัด-กทม. กระทบกว่า 1 ล้านคน
- ปภ. โอนเยียวยาน้ำท่วมรอบใหม่ 3,127 ล้าน เช็กรายชื่อ 37 จว. เงินเข้าบัญชีแล้ววันนี้
บรรณาธิการออนไลน์
