จากศรัทธาสู่ช่องทางหากิน! เจาะข้อกฎหมายรับบริจาคผิดวิธี เสี่ยงฉ้อโกง-ฟอกเงิน

Share on Line Share on Facebook Share on X
จากศรัทธาสู่ช่องทางหากิน! เจาะข้อกฎหมายรับบริจาคผิดวิธี เสี่ยงฉ้อโกง-ฟอกเงิน

จากเงินบริจาค 1.8 ล้านครั้ง สู่โทษจำคุก 9 ล้านปี?

กระแสข่าวการเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนกำลังถูกจับตาอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีมูลนิธิหรือบุคคลเปิดรับเงินบริจาค แต่กลับนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนเกิดคำถามถึงความรับผิดทางกฎหมายและบทลงโทษที่ผู้กระทำผิดต้องเผชิญ ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ยังมีการแชร์ข้อมูลว่า หากมีผู้บริจาค 1.8 ล้านครั้ง อาจถูกดำเนินคดี 1.8 ล้านกระทง และต้องโทษจำคุกสูงถึง 9 ล้านปี เรื่องนี้จริงหรือไม่?

รัฐบาลออกมาชี้แจงแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวบิดเบือน แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี แต่การจะพิจารณาว่าเป็นความผิดกี่กรรม ไม่ได้ดูจากจำนวนธุรกรรมหรือจำนวนครั้งที่มีผู้โอนเงินเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาจากลักษณะการหลอกลวง เจตนา วันเวลา และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน

สรุปข่าว

กระแสเงินบริจาคถูกจับตา! เปิดข้อกฎหมายไขปมฉ้อโกงประชาชน หลังโลกออนไลน์แชร์ข้อมูลผู้รับบริจาค 1.8 ล้านครั้ง อาจติดคุก 9 ล้านปี รัฐบาลยันเป็นข่าวบิดเบือน พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ สกัดตั้งองค์กรบังหน้า หลอกประชาชน และนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

จากเงินบริจาค 1.8 ล้านครั้ง สู่โทษจำคุก 9 ล้านปี?

กระแสข่าวการเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนกำลังถูกจับตาอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีมูลนิธิหรือบุคคลเปิดรับเงินบริจาค แต่กลับนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนเกิดคำถามถึงความรับผิดทางกฎหมายและบทลงโทษที่ผู้กระทำผิดต้องเผชิญ ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ยังมีการแชร์ข้อมูลว่า หากมีผู้บริจาค 1.8 ล้านครั้ง อาจถูกดำเนินคดี 1.8 ล้านกระทง และต้องโทษจำคุกสูงถึง 9 ล้านปี เรื่องนี้จริงหรือไม่?

รัฐบาลออกมาชี้แจงแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวบิดเบือน แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี แต่การจะพิจารณาว่าเป็นความผิดกี่กรรม ไม่ได้ดูจากจำนวนธุรกรรมหรือจำนวนครั้งที่มีผู้โอนเงินเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาจากลักษณะการหลอกลวง เจตนา วันเวลา และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน

ไขข้อกฎหมาย ฉ้อโกงประชาชน 1 กระทง โทษสูงสุด 5 ปี

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 กำหนดความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน กรณีผู้กระทำความผิดตามมาตรา 341 ใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรแจ้งแก่ประชาชน เพื่อหลอกลวงให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนกรณีที่มีผู้เสียหายหรือธุรกรรมจำนวนมาก จะนับเป็นความผิดหลายกระทงหรือไม่นั้น ต้องให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายคดี ไม่สามารถนำจำนวนผู้บริจาคหรือยอดการโอนเงินมาคูณกับอัตราโทษจำคุกได้โดยตรง

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ยังวางหลักเกี่ยวกับการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยให้ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด แต่กรณีที่กระทงความผิดที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ต้องไม่เกิน 20 ปี

ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างว่าผู้เปิดรับบริจาคอาจต้องติดคุกถึง 9 ล้านปี จึงไม่ใช่ข้อสรุปทางกฎหมายตามที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์

เปิดรับบริจาคไม่มีใบอนุญาต ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เสี่ยงผิดกฎหมายอะไรบ้าง?

อีกประเด็นสำคัญคือ การเปิดรับบริจาคจากประชาชน โดยเฉพาะการตั้งมูลนิธิหรือใช้บัญชีส่วนตัวเป็นช่องทางรับเงิน หากดำเนินการไม่ถูกต้อง หรือมีพฤติการณ์หลอกลวงและนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่

1. พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 6 และมาตรา 17 กำหนดหลักเกณฑ์การเรี่ยไรและการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หากมีการจัดให้มีการเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด อาจมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมาย

2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 343 หากมีการหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อจนส่งมอบเงินบริจาค หรือมีการปกปิดข้อเท็จจริงและนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับความผิดตามมาตรา 343

ทั้งนี้ การเปิดรับบริจาคโดยไม่มีใบอนุญาตหรือการนำเงินไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดและพยานหลักฐานในแต่ละกรณี

รัฐบาลขยับตรวจสอบมูลนิธิทั่วประเทศ สกัดใช้เป็นฉากหน้าหาประโยชน์

ด้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตรวจสอบและจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแล ตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียน การดำเนินกิจการ ไปจนถึงวิธีการขอรับบริจาคจากประชาชน

เป้าหมายสำคัญคือป้องกันไม่ให้มีการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเป็นฉากหน้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว รวมถึงตรวจสอบการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สินว่าตรงตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่

หากตรวจพบว่ามีการหลอกลวงประชาชน นำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือมีพฤติการณ์เข้าข่ายการฟอกเงิน ผู้เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ท้ายที่สุด การบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคมควรตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นและความโปร่งใส ขณะที่ผู้รับบริจาคก็มีหน้าที่ต้องบริหารเงินให้ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ให้ เพราะเงินทุกบาทที่ประชาชนมอบให้ด้วยความไว้วางใจ ไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

ที่มาข้อมูล : รัฐบาล

ที่มารูปภาพ : Created by ai

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ

แท็กบทความ

เงินบริจาคฉ้อโกงประชาชน
กฎหมายฉ้อโกง
จัดระเบียบมูลนิธิ
ข่าวปลอม