จากศรัทธาสู่ช่องทางหากิน! เจาะข้อกฎหมายรับบริจาคผิดวิธี เสี่ยงฉ้อโกง-ฟอกเงิน

จากเงินบริจาค 1.8 ล้านครั้ง สู่โทษจำคุก 9 ล้านปี?
กระแสข่าวการเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนกำลังถูกจับตาอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีมูลนิธิหรือบุคคลเปิดรับเงินบริจาค แต่กลับนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนเกิดคำถามถึงความรับผิดทางกฎหมายและบทลงโทษที่ผู้กระทำผิดต้องเผชิญ ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ยังมีการแชร์ข้อมูลว่า หากมีผู้บริจาค 1.8 ล้านครั้ง อาจถูกดำเนินคดี 1.8 ล้านกระทง และต้องโทษจำคุกสูงถึง 9 ล้านปี เรื่องนี้จริงหรือไม่?
รัฐบาลออกมาชี้แจงแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวบิดเบือน แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี แต่การจะพิจารณาว่าเป็นความผิดกี่กรรม ไม่ได้ดูจากจำนวนธุรกรรมหรือจำนวนครั้งที่มีผู้โอนเงินเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาจากลักษณะการหลอกลวง เจตนา วันเวลา และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน
สรุปข่าว
จากเงินบริจาค 1.8 ล้านครั้ง สู่โทษจำคุก 9 ล้านปี?
กระแสข่าวการเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชนกำลังถูกจับตาอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีมูลนิธิหรือบุคคลเปิดรับเงินบริจาค แต่กลับนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนเกิดคำถามถึงความรับผิดทางกฎหมายและบทลงโทษที่ผู้กระทำผิดต้องเผชิญ ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ยังมีการแชร์ข้อมูลว่า หากมีผู้บริจาค 1.8 ล้านครั้ง อาจถูกดำเนินคดี 1.8 ล้านกระทง และต้องโทษจำคุกสูงถึง 9 ล้านปี เรื่องนี้จริงหรือไม่?
รัฐบาลออกมาชี้แจงแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวบิดเบือน แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี แต่การจะพิจารณาว่าเป็นความผิดกี่กรรม ไม่ได้ดูจากจำนวนธุรกรรมหรือจำนวนครั้งที่มีผู้โอนเงินเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาจากลักษณะการหลอกลวง เจตนา วันเวลา และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน
ไขข้อกฎหมาย ฉ้อโกงประชาชน 1 กระทง โทษสูงสุด 5 ปี
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 กำหนดความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน กรณีผู้กระทำความผิดตามมาตรา 341 ใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรแจ้งแก่ประชาชน เพื่อหลอกลวงให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนกรณีที่มีผู้เสียหายหรือธุรกรรมจำนวนมาก จะนับเป็นความผิดหลายกระทงหรือไม่นั้น ต้องให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายคดี ไม่สามารถนำจำนวนผู้บริจาคหรือยอดการโอนเงินมาคูณกับอัตราโทษจำคุกได้โดยตรง
นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ยังวางหลักเกี่ยวกับการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยให้ศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด แต่กรณีที่กระทงความผิดที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ต้องไม่เกิน 20 ปี
ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างว่าผู้เปิดรับบริจาคอาจต้องติดคุกถึง 9 ล้านปี จึงไม่ใช่ข้อสรุปทางกฎหมายตามที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์
เปิดรับบริจาคไม่มีใบอนุญาต ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เสี่ยงผิดกฎหมายอะไรบ้าง?
อีกประเด็นสำคัญคือ การเปิดรับบริจาคจากประชาชน โดยเฉพาะการตั้งมูลนิธิหรือใช้บัญชีส่วนตัวเป็นช่องทางรับเงิน หากดำเนินการไม่ถูกต้อง หรือมีพฤติการณ์หลอกลวงและนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่
1. พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 6 และมาตรา 17 กำหนดหลักเกณฑ์การเรี่ยไรและการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ หากมีการจัดให้มีการเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด อาจมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมาย
2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 343 หากมีการหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อจนส่งมอบเงินบริจาค หรือมีการปกปิดข้อเท็จจริงและนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับความผิดตามมาตรา 343
ทั้งนี้ การเปิดรับบริจาคโดยไม่มีใบอนุญาตหรือการนำเงินไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดและพยานหลักฐานในแต่ละกรณี
รัฐบาลขยับตรวจสอบมูลนิธิทั่วประเทศ สกัดใช้เป็นฉากหน้าหาประโยชน์
ด้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตรวจสอบและจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแล ตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียน การดำเนินกิจการ ไปจนถึงวิธีการขอรับบริจาคจากประชาชน
เป้าหมายสำคัญคือป้องกันไม่ให้มีการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเป็นฉากหน้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว รวมถึงตรวจสอบการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สินว่าตรงตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่
หากตรวจพบว่ามีการหลอกลวงประชาชน นำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือมีพฤติการณ์เข้าข่ายการฟอกเงิน ผู้เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ท้ายที่สุด การบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคมควรตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นและความโปร่งใส ขณะที่ผู้รับบริจาคก็มีหน้าที่ต้องบริหารเงินให้ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ให้ เพราะเงินทุกบาทที่ประชาชนมอบให้ด้วยความไว้วางใจ ไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
- บริจาคเงินแล้วตรวจสอบได้ไหม? เปิด 5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนโอนเงินช่วยเหลือ
- เตือน! สร้างข่าวปลอม กุข่าวป่วน มีความผิดตามกฎหมายโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ
- ข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ ผู้ที่ดูแลคนพิการ จะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท/เดือน
- เตือนภัย! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ระวังมิจฉาชีพส่งลิงก์ให้ลงทะเบียนรอบใหม่
- ข่าวปลอม! งดเดินทาง-กิจกรรมทุกประเภทเหตุโควิดและไข้หวัดใหญ่ร้ายแรงมาก
ที่มาข้อมูล : รัฐบาล
ที่มารูปภาพ : Created by ai
นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ
