ย้อนลำดับคดี “บุ๋ม ปนัดดา” จากการตรวจสอบเงินบริจาคสู่กระบวนการยุติธรรม

เปิดปมคดีมูลนิธิองค์กรทำดี ก่อนตำรวจเข้าจับกุม
กรณีการตรวจสอบเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี มีความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังเจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำหมายจับและหมายค้นเข้าควบคุมตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” นักแสดงและประธานมูลนิธิองค์กรทำดี บริเวณหน้าบ้านพักย่านบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ขณะกำลังเตรียมออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่รอติดตามความคืบหน้าคดี
ก่อนหน้านี้ พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ตรวจสอบบัญชีธนาคารและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับบริจาค การเบิกจ่ายเงิน และการทำธุรกรรมระหว่างบัญชีมูลนิธิกับบัญชีบุคคล โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อประชาชนหรือไม่ รวมถึงบุคคลใดมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการเงินดังกล่าว
การดำเนินคดีครั้งนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน แม้ศาลจะอนุมัติหมายจับแล้ว แต่ผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ และมีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
เปิดไทม์ไลน์ 5 วัน ก่อนตำรวจ CIB เข้าควบคุมตัว
2 พฤศจิกายน 2569 เริ่มตรวจสอบบัญชีเงินบริจาค
เจ้าหน้าที่ บก.ปอศ. เริ่มตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับบุ๋ม ปนัดดา นายอธิป อนันทวรรณ หรือ “ก๊อต” สามี และมูลนิธิองค์กรทำดี เบื้องต้นประมาณ 15–17 บัญชี พร้อมรวบรวมข้อมูลการรับบริจาคและการใช้จ่ายเงินย้อนหลัง เพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงของธุรกรรมที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ
3 พฤศจิกายน 2569 บุ๋มเข้าแจ้งความดำเนินคดีสามี
บุ๋ม ปนัดดา พร้อมนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์ หรือทนายเพชร เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายอธิป อนันทวรรณ หรือก๊อต สามี ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับการบริหารเงินภายในมูลนิธิองค์กรทำดี
ขณะเดียวกัน ตำรวจยังคงดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธิ โดยแยกพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละประเด็นตามขั้นตอนกฎหมาย
4 พฤศจิกายน 2569 เร่งตรวจสอบทรัพย์สินและเส้นทางการเงิน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้อง โดยพนักงานสอบสวนรวบรวมเอกสารธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงสอบปากคำบุคคลที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคเงินให้มูลนิธิ
การตรวจสอบครั้งนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า เงินบริจาคแต่ละรายการถูกนำเข้าสู่บัญชีใด มีผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจเบิกจ่าย และการโอนเงินไปยังบัญชีอื่นมีเอกสารหรือหลักฐานรองรับอย่างไร
5 พฤศจิกายน 2569 มีรายงานศาลอนุมัติหมายจับ
มีรายงานว่าพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขออนุมัติหมายจับบุ๋ม ปนัดดา และสามี ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี
ต่อมาในช่วงเย็น บุ๋ม ปนัดดา ออกมาพบผู้สื่อข่าวบริเวณหน้าหมู่บ้าน พร้อมยืนยันว่าจะไม่หลบหนีและพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยมีทนายความร่วมติดตามความคืบหน้าคดี
สรุปข่าว
เปิดปมคดีมูลนิธิองค์กรทำดี ก่อนตำรวจเข้าจับกุม
กรณีการตรวจสอบเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี มีความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังเจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำหมายจับและหมายค้นเข้าควบคุมตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” นักแสดงและประธานมูลนิธิองค์กรทำดี บริเวณหน้าบ้านพักย่านบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ขณะกำลังเตรียมออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่รอติดตามความคืบหน้าคดี
ก่อนหน้านี้ พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ตรวจสอบบัญชีธนาคารและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับบริจาค การเบิกจ่ายเงิน และการทำธุรกรรมระหว่างบัญชีมูลนิธิกับบัญชีบุคคล โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อประชาชนหรือไม่ รวมถึงบุคคลใดมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการเงินดังกล่าว
การดำเนินคดีครั้งนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน แม้ศาลจะอนุมัติหมายจับแล้ว แต่ผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ และมีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
เปิดไทม์ไลน์ 5 วัน ก่อนตำรวจ CIB เข้าควบคุมตัว
2 พฤศจิกายน 2569 เริ่มตรวจสอบบัญชีเงินบริจาค
เจ้าหน้าที่ บก.ปอศ. เริ่มตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับบุ๋ม ปนัดดา นายอธิป อนันทวรรณ หรือ “ก๊อต” สามี และมูลนิธิองค์กรทำดี เบื้องต้นประมาณ 15–17 บัญชี พร้อมรวบรวมข้อมูลการรับบริจาคและการใช้จ่ายเงินย้อนหลัง เพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงของธุรกรรมที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ
3 พฤศจิกายน 2569 บุ๋มเข้าแจ้งความดำเนินคดีสามี
บุ๋ม ปนัดดา พร้อมนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์ หรือทนายเพชร เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายอธิป อนันทวรรณ หรือก๊อต สามี ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับการบริหารเงินภายในมูลนิธิองค์กรทำดี
ขณะเดียวกัน ตำรวจยังคงดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธิ โดยแยกพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละประเด็นตามขั้นตอนกฎหมาย
4 พฤศจิกายน 2569 เร่งตรวจสอบทรัพย์สินและเส้นทางการเงิน
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้อง โดยพนักงานสอบสวนรวบรวมเอกสารธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงสอบปากคำบุคคลที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคเงินให้มูลนิธิ
การตรวจสอบครั้งนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า เงินบริจาคแต่ละรายการถูกนำเข้าสู่บัญชีใด มีผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจเบิกจ่าย และการโอนเงินไปยังบัญชีอื่นมีเอกสารหรือหลักฐานรองรับอย่างไร
5 พฤศจิกายน 2569 มีรายงานศาลอนุมัติหมายจับ
มีรายงานว่าพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขออนุมัติหมายจับบุ๋ม ปนัดดา และสามี ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี
ต่อมาในช่วงเย็น บุ๋ม ปนัดดา ออกมาพบผู้สื่อข่าวบริเวณหน้าหมู่บ้าน พร้อมยืนยันว่าจะไม่หลบหนีและพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยมีทนายความร่วมติดตามความคืบหน้าคดี
6 พฤศจิกายน 2569 ตำรวจเข้าจับกุมเวลา 06.28 น.
เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.ปอศ. พร้อมกำลังตำรวจสอบสวนกลาง นำหมายจับและหมายค้นเข้าดำเนินการที่บ้านพักของบุ๋ม ปนัดดา ย่านบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
ระหว่างที่บุ๋มกำลังเดินออกมาพบผู้สื่อข่าว เจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับและเข้าควบคุมตัว ก่อนนำกลับเข้าไปภายในบ้านพักเพื่อดำเนินการตรวจค้นและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยมีรายงานแผนตรวจค้นสถานที่เกี่ยวข้องรวม 4 จุด
ภายหลังการตรวจค้น เจ้าหน้าที่เตรียมนำตัวไปสอบปากคำที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
หมายจับ 3 ข้อหา เปิดประเด็นกฎหมายที่ต้องพิสูจน์
รายงานข่าววันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า ศาลอาญาอนุมัติหมายจับบุ๋ม ปนัดดา เมื่อเวลาประมาณ 16.45 น. ใน 3 ข้อหา ประกอบด้วย ฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขณะที่สามีถูกออกหมายจับในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน
สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 พนักงานสอบสวนจะต้องพิสูจน์ว่ามีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งแก่ประชาชน โดยมีเจตนาหลอกลวงให้บุคคลอื่นส่งมอบทรัพย์สินหรือไม่
หากนำมาพิจารณากับกรณีมูลนิธิองค์กรทำดี ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงอยู่ที่ข้อความเชิญชวนบริจาค วัตถุประสงค์ที่ประกาศต่อสาธารณชน จำนวนเงินที่ได้รับ และการใช้จ่ายเงินตามโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าผู้รับบริจาคมีเจตนาทุจริตตั้งแต่เริ่มดำเนินการหรือไม่
ส่วนข้อหาฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมีที่มาจากความผิดมูลฐานหรือไม่ รวมถึงการโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อปกปิดแหล่งที่มาหรือเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิดตามองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด
ขณะที่ข้อหาตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ มีประเด็นเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ หากพบว่ามีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือหลอกลวง และเข้าเงื่อนไขความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่สามารถนำหลักฐานดังกล่าวมาประกอบสำนวนคดีได้
อย่างไรก็ตาม การแจ้งข้อกล่าวหาทั้งสามฐานยังต้องผ่านการพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน โดยเฉพาะข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน เอกสารการเบิกจ่าย และคำให้การของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ทำไมตำรวจต้องรอถึงเช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมในช่วงเช้า ทั้งที่ศาลมีคำสั่งอนุมัติหมายจับตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดเรื่องการค้นในที่รโหฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 96 ซึ่งกำหนดหลักการให้การค้นภายในบ้านพักดำเนินการระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ. ระบุว่า เนื่องจากตำรวจมีทั้งหมายจับและหมายค้น จึงวางแผนเข้าดำเนินการพร้อมกันในช่วงเช้า เพื่อให้สามารถตรวจค้นสถานที่และรวบรวมพยานหลักฐานได้ตามขั้นตอน
การเข้าควบคุมตัวในเวลา 06.28 น. จึงเป็นไปตามแผนปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ โดยต้องตรวจสอบเงื่อนไขในหมายค้นและเวลาที่เริ่มดำเนินการจริงประกอบการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายด้วย
หลังจับกุมต้องสอบสวนอย่างไร มีสิทธิประกันตัวหรือไม่
เมื่อเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาแล้ว พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมาย เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาพบทนายความ รวมถึงให้การหรือปฏิเสธการให้การได้ตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง
ส่วนการปล่อยตัวชั่วคราวต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยคำนึงถึงความหนักเบาของข้อหา พยานหลักฐาน พฤติการณ์แห่งคดี และความเสี่ยงที่ผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน
ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่าการพิจารณาประกันตัวต้องยึดข้อกฎหมายและพฤติการณ์เป็นสำคัญ โดยหนังสือขอแสดงเจตนาสุจริตที่บุ๋ม ปนัดดา ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ไม่ถือเป็นการต่อรองเงื่อนไขการประกันตัว
หากพนักงานสอบสวนมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวต่อและไม่มีการปล่อยตัวชั่วคราว จะต้องดำเนินการตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด รวมถึงการยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลเมื่อเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87
รัฐบาลสั่งตรวจสอบมูลนิธิทั่วประเทศ ป้องกันใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์
คดีมูลนิธิองค์กรทำดียังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการเรี่ยไรและการรับบริจาคจากประชาชน
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิและองค์กรรับบริจาค พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้ตำรวจทั่วประเทศประสานฝ่ายปกครองและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบองค์กรที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะสนับสนุนองค์กรและบุคคลที่ทำงานช่วยเหลือสังคมด้วยความสุจริต พร้อมบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่อาศัยการรับบริจาคมาหาประโยชน์โดยมิชอบ โดยให้ดำเนินคดีตามพยานหลักฐานอย่างเป็นธรรม
สำหรับคดีบุ๋ม ปนัดดา ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือผลการตรวจค้นทั้ง 4 จุด การตรวจสอบเส้นทางเงินบริจาค ผลการสอบปากคำผู้ต้องหา และการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการตามขั้นตอน
คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน การพิจารณาความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องต้องอาศัยพยานหลักฐานและคำวินิจฉัยของศาล โดยยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
- กรมการปกครองแจ้งความ “มูลนิธิองค์กรทำดี” ปมรับบริจาคไร้ใบอนุญาต
- เตือนอินฟลูฯ รับบริจาค ใช้ผิดวัตถุประสงค์ เสี่ยงคดีฉ้อโกง-ฟอกเงิน
- อายัดทรัพย์ "บุ๋ม ปนัดดา" บ้าน ที่ดิน รถ กระเป๋าหรู เงินกว่า 100 ล้านบาท
- “บุ๋ม ปนัดดา” ขอโทษสังคมและผู้ร่วมบริจาคเงิน เตรียมนำทรัพย์สินส่วนตัวมาจัดการปัญหา
- สรุป 5 ประเด็น “บุ๋ม ปนัดดา” ขอโทษผู้บริจาค ย้ำพร้อมรับผิดชอบ
บรรณาธิการออนไลน์
