กรมอุตุฯ คาดไทยเข้าฤดูหนาวกลาง พ.ย. ปีนี้หนาวน้อยกว่าปีก่อน

Share on Line Share on Facebook Share on X
กรมอุตุฯ คาดไทยเข้าฤดูหนาวกลาง พ.ย. ปีนี้หนาวน้อยกว่าปีก่อน

กรมอุตุฯ เปิดแนวโน้มฤดูหนาวปี 2569 คาดเริ่มกลางพฤศจิกายน

ประเทศไทยยังต้องรอการประกาศเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ หลังสภาพอากาศในหลายพื้นที่ยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยคาดว่าฤดูหนาวปี 2569 อาจเริ่มต้นประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน และมีอากาศเย็นน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาคใต้เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 24-28 ตุลาคม โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

นายณัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีและโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา ให้สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ในรายการข่าวเที่ยง TNN ช่อง 16 ถึงแนวโน้มสภาพอากาศช่วงปลายปีว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าเงื่อนไขการประกาศเริ่มต้นฤดูหนาว เนื่องจากปัจจัยด้านปริมาณฝน ทิศทางลม และอุณหภูมิ ยังมีความแปรปรวน โดยเฉพาะช่วงวันที่ 24-27 ตุลาคม ที่คาดว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ของประเทศไทยตอนบน

เปิด 3 ปัจจัยสำคัญ ทำไมไทยยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาว

นายณัฐวุฒิ อธิบายว่า กรมอุตุนิยมวิทยาใช้เกณฑ์พิจารณาการเข้าสู่ฤดูหนาวจากองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ปริมาณฝนในประเทศไทยตอนบนต้องลดลงอย่างชัดเจน ทิศทางลมระดับล่างต้องเปลี่ยนเป็นลมฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง และอุณหภูมิในประเทศไทยตอนบนต้องลดต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียสเป็นบริเวณกว้าง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ติดตามในช่วงนี้พบว่าปริมาณฝนยังมีความผันผวน ขณะที่ทิศทางลมยังไม่เปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบฤดูหนาวอย่างชัดเจน ส่วนอุณหภูมิยังมีทั้งช่วงที่สูงขึ้นและลดลงในบางพื้นที่ ทำให้ยังไม่ครบเงื่อนไขสำหรับการประกาศเริ่มต้นฤดูหนาว

เมื่อพิจารณาสถิติย้อนหลัง 4 ปี พบว่าประเทศไทยมีวันเริ่มต้นฤดูหนาวแตกต่างกัน ได้แก่ ปี 2565 วันที่ 29 ตุลาคม ปี 2566 วันที่ 14 พฤศจิกายน ปี 2567 วันที่ 3 พฤศจิกายน และปี 2568 วันที่ 23 ตุลาคม

สำหรับปี 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินเบื้องต้นว่า อาจต้องรอจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน จึงจะเริ่มเห็นมวลอากาศเย็นที่มีกำลังแรงและแผ่ลงมาอย่างต่อเนื่องมากขึ้น โดยยังต้องติดตามข้อมูลสภาพอากาศก่อนประกาศวันเริ่มต้นฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ

สรุปข่าว

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดไทยเข้าสู่ฤดูหนาวกลางพฤศจิกายน 2569 ช้ากว่าปีก่อน โดยอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยอาจสูงขึ้นราว 2 องศาฯ จากอิทธิพลเอลนีโญ ขณะที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยต้องเฝ้าระวังฝนหนัก 26-28 ตุลาคม โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และนราธิวาส เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

กรมอุตุฯ เปิดแนวโน้มฤดูหนาวปี 2569 คาดเริ่มกลางพฤศจิกายน

ประเทศไทยยังต้องรอการประกาศเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ หลังสภาพอากาศในหลายพื้นที่ยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยคาดว่าฤดูหนาวปี 2569 อาจเริ่มต้นประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน และมีอากาศเย็นน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาคใต้เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 24-28 ตุลาคม โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

นายณัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีและโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา ให้สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ในรายการข่าวเที่ยง TNN ช่อง 16 ถึงแนวโน้มสภาพอากาศช่วงปลายปีว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าเงื่อนไขการประกาศเริ่มต้นฤดูหนาว เนื่องจากปัจจัยด้านปริมาณฝน ทิศทางลม และอุณหภูมิ ยังมีความแปรปรวน โดยเฉพาะช่วงวันที่ 24-27 ตุลาคม ที่คาดว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ของประเทศไทยตอนบน

เปิด 3 ปัจจัยสำคัญ ทำไมไทยยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาว

นายณัฐวุฒิ อธิบายว่า กรมอุตุนิยมวิทยาใช้เกณฑ์พิจารณาการเข้าสู่ฤดูหนาวจากองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ปริมาณฝนในประเทศไทยตอนบนต้องลดลงอย่างชัดเจน ทิศทางลมระดับล่างต้องเปลี่ยนเป็นลมฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง และอุณหภูมิในประเทศไทยตอนบนต้องลดต่ำกว่า 23 องศาเซลเซียสเป็นบริเวณกว้าง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ติดตามในช่วงนี้พบว่าปริมาณฝนยังมีความผันผวน ขณะที่ทิศทางลมยังไม่เปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบฤดูหนาวอย่างชัดเจน ส่วนอุณหภูมิยังมีทั้งช่วงที่สูงขึ้นและลดลงในบางพื้นที่ ทำให้ยังไม่ครบเงื่อนไขสำหรับการประกาศเริ่มต้นฤดูหนาว

เมื่อพิจารณาสถิติย้อนหลัง 4 ปี พบว่าประเทศไทยมีวันเริ่มต้นฤดูหนาวแตกต่างกัน ได้แก่ ปี 2565 วันที่ 29 ตุลาคม ปี 2566 วันที่ 14 พฤศจิกายน ปี 2567 วันที่ 3 พฤศจิกายน และปี 2568 วันที่ 23 ตุลาคม

สำหรับปี 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินเบื้องต้นว่า อาจต้องรอจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน จึงจะเริ่มเห็นมวลอากาศเย็นที่มีกำลังแรงและแผ่ลงมาอย่างต่อเนื่องมากขึ้น โดยยังต้องติดตามข้อมูลสภาพอากาศก่อนประกาศวันเริ่มต้นฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ

เอลนีโญมีอิทธิพล คาดฤดูหนาวปีนี้อุ่นกว่าปีก่อน 2 องศาฯ

อีกหนึ่งปัจจัยที่กรมอุตุนิยมวิทยาให้ความสำคัญ คือ แนวโน้มปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลต่ออุณหภูมิและปริมาณฝนของประเทศไทยในช่วงปลายปีต่อเนื่องไปอีก 3-4 เดือน

นายณัฐวุฒิ ประเมินว่า ฤดูหนาวปีนี้มีแนวโน้มอากาศเย็นน้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยตลอดฤดูอาจสูงกว่าปีก่อนประมาณ 2 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า ขณะที่ช่วงกลางวันยังมีโอกาสเกิดอากาศร้อน แม้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็ตาม

สำหรับปรากฏการณ์เอลนีโญ คาดว่าจะมีอิทธิพลเด่นชัดในช่วงเดือนธันวาคม และอาจส่งผลต่อเนื่องถึงฤดูร้อนปี 2570 ทั้งในด้านอุณหภูมิที่สูงขึ้นและโอกาสเกิดฝนที่ลดลงในบางพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในบริเวณที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากปรากฏการณ์ดังกล่าว เมื่อเทียบกับบางพื้นที่ในภูมิภาคแปซิฟิก เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย เนื่องจากสภาพอากาศของไทยยังได้รับอิทธิพลจากระบบมรสุมและปัจจัยภูมิอากาศในภูมิภาค

ทั้งนี้ พื้นที่บางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น นครราชสีมาและชัยภูมิ อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะฝนน้อย เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่อยู่ด้านหลังแนวเขาและได้รับอิทธิพลจากเขตเงาฝน

เตือนอากาศแปรปรวน 24-27 ต.ค. เหนือ-อีสานเสี่ยงลมแรง ฟ้าผ่า

สำหรับสถานการณ์อากาศในระยะสั้น นายณัฐวุฒิ ระบุว่า มวลอากาศเย็นที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะทำให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ก่อนที่ในวันที่ 25 ตุลาคม ฝนจะขยายตัวไปยังบางพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง

แม้ปริมาณฝนในประเทศไทยตอนบนอาจไม่มากนัก แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ลมกระโชกแรงและฟ้าผ่า เนื่องจากมวลอากาศเย็นที่แผ่ลงมาปะทะกับอากาศร้อนซึ่งปกคลุมประเทศไทยในช่วงก่อนหน้า ทำให้บรรยากาศเกิดการยกตัวและมีความแปรปรวนสูง

ประชาชนจึงควรติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง

ภาคใต้ฝนหนัก 26-28 ต.ค. จับตานครศรีธรรมราชถึงนราธิวาส

ขณะที่ภาคใต้จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศในระยะถัดไป โดยคาดว่าฝนจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม และมีแนวโน้มตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ช่วงวันที่ 26-28 ตุลาคม โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก

พื้นที่ที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา รวมถึงอำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ต่อเนื่องลงไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส

นายณัฐวุฒิ อธิบายว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนที่ตกในวันใดวันหนึ่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงฝนสะสมจากการตกต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งอาจทำให้ดินอิ่มตัวและลดความสามารถในการรองรับน้ำ

แม้บางวันจะมีฝนประมาณ 60-70 มิลลิเมตร แต่หากเป็นฝนที่ตกต่อเนื่องหลังจากพื้นที่ได้รับน้ำสะสมจำนวนมากแล้ว ก็อาจทำให้น้ำไหลบ่าจากพื้นที่สูงและเกิดน้ำป่าไหลหลากได้

โดยเฉพาะช่วงวันที่ 26-28 ตุลาคม จึงเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต้องเพิ่มความระมัดระวัง ทั้งบริเวณเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ และชุมชนที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

ภาคใต้เข้าสู่ช่วงมรสุม ฝนเฉลี่ยปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุเพิ่มเติมว่า ภาพรวมปริมาณฝนของภาคใต้ในปี 2569 ยังมีแนวโน้มใกล้เคียงค่าปกติ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินไว้ก่อนหน้านี้ประมาณ 2-3 เดือน

โดยเฉพาะภาคใต้ตอนล่างที่ปริมาณฝนเฉลี่ยยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ขณะที่การเปลี่ยนผ่านจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ไปสู่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะทำให้พื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยมีฝนเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล

สำหรับเดือนพฤศจิกายน ถือเป็นอีกช่วงเวลาที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีโอกาสเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำหรือพายุหมุนเขตร้อนในบริเวณใกล้เคียงภาคใต้

หากเกิดการปะทะกันของมวลอากาศและกระแสลมในบริเวณปลายแหลมญวน อาจเอื้อต่อการก่อตัวของระบบพายุและเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทยได้ อย่างไรก็ตาม ขณะให้สัมภาษณ์ยังไม่พบสัญญาณชัดเจนของพายุที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง จึงต้องติดตามการพยากรณ์เป็นระยะ

หาดใหญ่พื้นที่เฝ้าระวัง น้ำท่วมซ้ำซากยังมีความเสี่ยง

นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในภาคใต้ว่า ควรให้ความสำคัญกับชุมชนที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ลุ่มคล้ายแอ่งกระทะ และมีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำในบางจุด

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การก่อสร้างถนน และการลดลงของพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนัก

จากสถานการณ์ฝนในพื้นที่หาดใหญ่ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 100 มิลลิเมตร ยังพบว่าบางจุดมีข้อจำกัดในการระบายน้ำ ทำให้ต้องเฝ้าระวังหากมีฝนตกต่อเนื่องหรือเกิดฝนหนักในช่วงเดือนพฤศจิกายน

กรมอุตุฯ ชี้พฤติกรรมฝนเปลี่ยน ตกหนักในพื้นที่แคบและสะสมเร็ว

อีกประเด็นที่นายณัฐวุฒิ ให้ความสำคัญคือ ลักษณะการเกิดฝนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยพบแนวโน้มฝนตกหนักในพื้นที่จำกัด มีความรุนแรงในระยะเวลาสั้น หรือเกิดกลุ่มฝนเคลื่อนผ่านพื้นที่เดิมซ้ำหลายครั้ง ทำให้ปริมาณน้ำฝนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยหนึ่งมาจากความชื้นในบรรยากาศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่มีทะเลขนาบทั้งสองฝั่ง เมื่อมีความชื้นเพียงพอประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้อต่อการก่อตัวของเมฆฝน ก็อาจทำให้เกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดได้

ลักษณะดังกล่าวทำให้บางพื้นที่ที่เคยสามารถระบายน้ำได้ทัน อาจเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมเมื่อเกิดฝนปริมาณมากในเวลาสั้น โดยเฉพาะชุมชนเมืองและพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านระบบระบายน้ำ

กรมอุตุนิยมวิทยาจึงให้ความสำคัญกับการติดตามรูปแบบการเกิดฝนและปริมาณฝนสะสม ควบคู่กับการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงเดิมและพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติม

สำหรับแนวโน้มสภาพอากาศในระยะต่อไป ประเทศไทยตอนบนยังต้องรอความชัดเจนของมวลอากาศเย็นก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ขณะที่ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนตุลาคมต่อเนื่องถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งประชาชนควรติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ