“ชวลิต” เตือนฝนระลอกใหม่ 10-13 ต.ค. จับตา 5 พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ชวลิต” เตือนฝนระลอกใหม่ 10-13 ต.ค. จับตา 5 พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

“ชวลิต จันทรรัตน์” วิเคราะห์ฝนปลายฤดู จับตาน้ำท่วมภาคตะวันออก–เพชรบุรี ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

สถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่หลายพื้นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะจังหวัดที่มีน้ำท่วมขังอยู่ก่อนแล้ว แม้ปริมาณน้ำในแม่น้ำหลายสายเริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ฝนระลอกใหม่อาจทำให้บางพื้นที่ต้องใช้เวลาระบายน้ำนานขึ้น ขณะที่ภาคเหนือเริ่มได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็น และภาคกลางกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีมกรุ๊ป ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการข่าวเที่ยง TNN ช่อง 16 ถึงแนวโน้มฝนและสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ภายหลังกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยประเมินว่าฝนระลอกนี้จะตกหนักเป็นช่วง ๆ มากกว่าตกต่อเนื่องยาวนาน แต่พื้นที่ลุ่มต่ำและจังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมขังจำเป็นต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ปราจีนบุรี–ฉะเชิงเทรา น้ำลดช้า บางพื้นที่อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์

นายชวลิตระบุว่า พื้นที่ที่น่าเป็นห่วงในภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี ตั้งแต่อำเภอกบินทร์บุรี ประจันตคาม บ้านสร้าง เมืองปราจีนบุรี ศรีมหาโพธิ และศรีมโหสถ ต่อเนื่องถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะอำเภอบางคล้า เมืองฉะเชิงเทรา และบางน้ำเปรี้ยว

แม้ระดับน้ำในหลายจุดเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง แต่เนื่องจากบางพื้นที่เป็นทุ่งรับน้ำขนาดใหญ่และมีลักษณะเป็นที่ลุ่มต่ำ ทำให้การระบายน้ำต้องใช้เวลา โดยเฉพาะอำเภอศรีมหาโพธิและบางน้ำเปรี้ยว

สำหรับฝนระลอกใหม่ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ปริมาณฝนในพื้นที่บางส่วนประมาณ 60 มิลลิเมตร ซึ่งนายชวลิตประเมินว่า หากฝนตกลงบนพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง อาจทำให้ระดับน้ำหยุดลดลงชั่วคราวในช่วง 1-2 วัน

ส่วนแนวโน้มการคลี่คลายสถานการณ์ นายชวลิตประเมินเป็นลำดับว่า พื้นที่กบินทร์บุรีอาจมีระดับน้ำกลับเข้าสู่ตลิ่งภายในประมาณ 1 สัปดาห์ ตามด้วยประจันตคามในสัปดาห์ถัดไป ขณะที่บ้านสร้างอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์

สำหรับบางคล้า บางน้ำเปรี้ยว ศรีมหาโพธิ และอำเภอเมืองบางส่วน อาจต้องใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์กว่าระดับน้ำจะลดลงอย่างชัดเจน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนที่ตกเพิ่มเติม

น้ำเหนือมีแนวโน้มลดลง อยุธยา–อ่างทองไม่เพิ่มสูงมาก

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ นายชวลิตประเมินว่า ฝนระลอกนี้อาจตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่างและด้านตะวันตก เช่น เชียงใหม่ตอนล่าง ลำปางตอนล่าง และกำแพงเพชร โดยมีปริมาณฝนบางพื้นที่ประมาณ 60 มิลลิเมตร

แม้ฝนจะทำให้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำปิงเพิ่มขึ้นบางส่วน แต่ขณะเดียวกันปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยมและน่านมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลมารวมกันบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามการประเมินครั้งนี้

สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยเฉพาะจังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีน้ำท่วมขังอยู่ก่อนแล้ว นายชวลิตประเมินว่าระดับน้ำจะทยอยลดลงต่อเนื่อง แม้อาจมีฝนฟ้าคะนองในช่วงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังควรติดตามข้อมูลระดับน้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสถานการณ์แต่ละพื้นที่แตกต่างกัน

สรุปข่าว

ชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีมกรุ๊ป ให้สัมภาษณ์ TNN ประเมินฝน 10-13 ต.ค. 2569 เตือนปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และนครศรีธรรมราช เฝ้าระวังน้ำท่วม ขณะที่น้ำเหนือทยอยลดลง พร้อมเสนอจัดแผนที่เสี่ยงภัยและฝึกอพยพทุกปี

“ชวลิต จันทรรัตน์” วิเคราะห์ฝนปลายฤดู จับตาน้ำท่วมภาคตะวันออก–เพชรบุรี ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

สถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่หลายพื้นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะจังหวัดที่มีน้ำท่วมขังอยู่ก่อนแล้ว แม้ปริมาณน้ำในแม่น้ำหลายสายเริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ฝนระลอกใหม่อาจทำให้บางพื้นที่ต้องใช้เวลาระบายน้ำนานขึ้น ขณะที่ภาคเหนือเริ่มได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็น และภาคกลางกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีมกรุ๊ป ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการข่าวเที่ยง TNN ช่อง 16 ถึงแนวโน้มฝนและสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ ภายหลังกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยประเมินว่าฝนระลอกนี้จะตกหนักเป็นช่วง ๆ มากกว่าตกต่อเนื่องยาวนาน แต่พื้นที่ลุ่มต่ำและจังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมขังจำเป็นต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ปราจีนบุรี–ฉะเชิงเทรา น้ำลดช้า บางพื้นที่อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์

นายชวลิตระบุว่า พื้นที่ที่น่าเป็นห่วงในภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดปราจีนบุรี ตั้งแต่อำเภอกบินทร์บุรี ประจันตคาม บ้านสร้าง เมืองปราจีนบุรี ศรีมหาโพธิ และศรีมโหสถ ต่อเนื่องถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะอำเภอบางคล้า เมืองฉะเชิงเทรา และบางน้ำเปรี้ยว

แม้ระดับน้ำในหลายจุดเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง แต่เนื่องจากบางพื้นที่เป็นทุ่งรับน้ำขนาดใหญ่และมีลักษณะเป็นที่ลุ่มต่ำ ทำให้การระบายน้ำต้องใช้เวลา โดยเฉพาะอำเภอศรีมหาโพธิและบางน้ำเปรี้ยว

สำหรับฝนระลอกใหม่ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ปริมาณฝนในพื้นที่บางส่วนประมาณ 60 มิลลิเมตร ซึ่งนายชวลิตประเมินว่า หากฝนตกลงบนพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง อาจทำให้ระดับน้ำหยุดลดลงชั่วคราวในช่วง 1-2 วัน

ส่วนแนวโน้มการคลี่คลายสถานการณ์ นายชวลิตประเมินเป็นลำดับว่า พื้นที่กบินทร์บุรีอาจมีระดับน้ำกลับเข้าสู่ตลิ่งภายในประมาณ 1 สัปดาห์ ตามด้วยประจันตคามในสัปดาห์ถัดไป ขณะที่บ้านสร้างอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์

สำหรับบางคล้า บางน้ำเปรี้ยว ศรีมหาโพธิ และอำเภอเมืองบางส่วน อาจต้องใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์กว่าระดับน้ำจะลดลงอย่างชัดเจน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนที่ตกเพิ่มเติม

น้ำเหนือมีแนวโน้มลดลง อยุธยา–อ่างทองไม่เพิ่มสูงมาก

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ นายชวลิตประเมินว่า ฝนระลอกนี้อาจตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่างและด้านตะวันตก เช่น เชียงใหม่ตอนล่าง ลำปางตอนล่าง และกำแพงเพชร โดยมีปริมาณฝนบางพื้นที่ประมาณ 60 มิลลิเมตร

แม้ฝนจะทำให้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำปิงเพิ่มขึ้นบางส่วน แต่ขณะเดียวกันปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยมและน่านมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลมารวมกันบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามการประเมินครั้งนี้

สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยเฉพาะจังหวัดอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีน้ำท่วมขังอยู่ก่อนแล้ว นายชวลิตประเมินว่าระดับน้ำจะทยอยลดลงต่อเนื่อง แม้อาจมีฝนฟ้าคะนองในช่วงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังควรติดตามข้อมูลระดับน้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสถานการณ์แต่ละพื้นที่แตกต่างกัน

สุพรรณบุรี–นครปฐม เฝ้าระวังลุ่มน้ำท่าจีน

อีกพื้นที่ที่ต้องติดตามคือบริเวณสองฝั่งแม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่อำเภอเมืองสุพรรณบุรี บางปลาม้า สองพี่น้อง ต่อเนื่องถึงอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

นายชวลิตอธิบายว่า พื้นที่ดังกล่าวมีน้ำท่วมขังและระดับน้ำทรงตัวต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่ฝนซึ่งคาดว่าจะตกเพิ่มเติมในวันที่ 10-11 ตุลาคม อาจทำให้การระบายน้ำใช้เวลานานขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าระดับน้ำจะยังคงทรงตัวเป็นหลัก และไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากฝนระลอกนี้

เพชรบุรีน่าห่วง เขื่อนแก่งกระจานมีน้ำมาก เตือนพื้นที่ลุ่มต่ำเตรียมพร้อม

นายชวลิตให้ความสำคัญกับสถานการณ์จังหวัดเพชรบุรีเป็นพิเศษ เนื่องจากมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักในวันที่ 10-11 ตุลาคม ขณะที่เขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูง ทำให้น้ำฝนที่ไหลเข้าสู่ระบบอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำระบายลงพื้นที่ท้ายน้ำ

ส่วนเขื่อนเพชร กรมชลประทานอยู่ระหว่างบริหารจัดการการระบายน้ำ เพื่อเตรียมรองรับปริมาณฝนที่คาดว่าจะตกเพิ่มเติม

พื้นที่ที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ อำเภอบ้านลาด อำเภอเมืองเพชรบุรี และอำเภอบ้านแหลม โดยเฉพาะชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณริมแม่น้ำ

นายชวลิตแนะนำให้ประชาชนเตรียมย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและทรัพย์สินที่อาจได้รับความเสียหายจากน้ำขึ้นสู่ที่สูง เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และอุปกรณ์ที่มีมอเตอร์ติดตั้งใกล้พื้น เพื่อเตรียมพร้อมหากระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ประจวบคีรีขันธ์–สมุทรปราการ เสี่ยงฝนหนักและน้ำทะเลหนุน

สำหรับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายชวลิตระบุว่า ต้องติดตามสถานการณ์บริเวณอำเภอทับสะแก บางสะพาน และบางสะพานน้อย เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศต่ำอยู่ใกล้พื้นที่ประจวบคีรีขันธ์และชุมพร

คาดว่าพื้นที่ดังกล่าวจะมีฝนตกหนักในช่วงเย็นวันที่ 10 ตุลาคม ต่อเนื่องถึงวันที่ 11 ตุลาคม จึงต้องเฝ้าระวังน้ำไหลหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำ

ขณะเดียวกัน จังหวัดสมุทรปราการ โดยเฉพาะพื้นที่ปากน้ำ มีความเสี่ยงจากฝนตกหนักประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งอาจทำให้การระบายน้ำลงทะเลทำได้ช้าลง และเกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งในบางจุด

ภาคใต้จับตานครศรีธรรมราช ฝนสะสมอาจทำให้น้ำล้นตลิ่ง 12 ต.ค.

สำหรับภาคใต้ นายชวลิตประเมินว่า ปริมาณฝนในช่วงวันที่ 10-11 ตุลาคม จะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 60-100 มิลลิเมตรในบางพื้นที่ โดยส่วนใหญ่ยังสามารถระบายน้ำได้ หากไม่มีฝนตกหนักสะสมเกินกว่าที่คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ เนื่องจากฝนที่ตกบริเวณพื้นที่ภูเขาอาจไหลลงสู่เขตเมืองในเวลาต่อมา

หากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 2 วัน ปริมาณน้ำจากพื้นที่สูงอาจไหลมาถึงอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชในวันที่ 12 ตุลาคม ทำให้บางพื้นที่เสี่ยงเกิดน้ำล้นตลิ่งหรือระบายน้ำไม่ทัน

ฝนระลอกนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู ภาคกลางรออีก 1-2 สัปดาห์

นายชวลิตอธิบายว่า ฝนในช่วงนี้มีความเกี่ยวข้องกับการปะทะกันระหว่างมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนกับอากาศอุ่นที่ยังปกคลุมประเทศไทย ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่าในบางพื้นที่

ขณะเดียวกัน ภาคเหนือเริ่มได้รับอิทธิพลของอากาศเย็นมากขึ้น โดยอุณหภูมิบริเวณดอยอินทนนท์ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 10 องศาเซลเซียสในช่วงก่อนการให้สัมภาษณ์

นายชวลิตประเมินว่า ฝนระลอกนี้มีลักษณะเป็นฝนช่วงปลายฤดูของภาคเหนือ ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนภาคกลางยังต้องรอให้ผ่านช่วงกลางเดือนตุลาคมไปอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ ปริมาณฝนจึงจะเริ่มลดลงชัดเจน

โดยทั่วไปฝนระลอกนี้อาจอยู่ในระดับประมาณ 60-65 มิลลิเมตรในหลายพื้นที่ แต่บางจังหวัดมีโอกาสได้รับฝนมากกว่านั้น จึงต้องพิจารณาควบคู่กับสภาพพื้นที่และปริมาณน้ำสะสมเดิม

เปิดสถานการณ์น้ำในเขื่อน เตรียมบริหารน้ำฤดูแล้งปี 2570

นอกจากสถานการณ์ฝนในเดือนตุลาคม นายชวลิตยังประเมินปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งปี 2570 โดยระบุว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณน้ำดีขึ้นจากฝนที่ตกในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เขื่อนอุบลรัตน์ยังมีน้ำอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของความจุอ่าง ซึ่งอาจกระทบต่อการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคาม โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าวนาปรัง

สำหรับภาคเหนือและภาคกลาง ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักมีความแตกต่างกัน ได้แก่

  • เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูงและมีน้ำล้นในช่วงที่ประเมิน
  • เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจนใกล้เต็มอ่างภายใน 2-3 สัปดาห์
  • เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ประมาณ 80-90% ของความจุ
  • เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำประมาณครึ่งหนึ่งของความจุอ่าง

นายชวลิตระบุว่า การบริหารน้ำจากเขื่อนหลักทั้ง 4 แห่งมีความสำคัญต่อพื้นที่ภาคกลาง 22 จังหวัด โดยเฉพาะการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งปีหน้า

เบื้องต้นประเมินว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังอาจต้องปรับลดเหลือประมาณ 4 ล้านไร่ จากระดับ 5-6 ล้านไร่ในปีก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ทั้งนี้เป็นข้อประเมินของนายชวลิต ไม่ใช่ประกาศกำหนดพื้นที่เพาะปลูกอย่างเป็นทางการ

เสนอจัดแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย 4 สี พร้อมฝึกอพยพทุกปี

ในประเด็นการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติระยะยาว นายชวลิตเสนอให้ประเทศไทยจัดทำแผนที่จำแนกระดับความเสี่ยงน้ำท่วมและภัยจากฝนตกหนักอย่างชัดเจน โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ สีแดง สีส้ม สีเหลือง และสีขาว

สำหรับพื้นที่สีแดง ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง ควรมีการฝึกซ้อมอพยพประชาชนเป็นประจำทุกปี คล้ายกับการฝึกซ้อมหนีไฟ รวมถึงเตรียมถุงยังชีพประจำครัวเรือนและตรวจสอบสิ่งของจำเป็นอย่างสม่ำเสมอ

นายชวลิตยังเสนอให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด ร่วมกันจัดทำแผนอพยพ รวมถึงจัดเตรียมฐานข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ก่อนเมื่อมีการยกระดับคำเตือนภัย

อีกแนวทางหนึ่งคือการกำหนดระดับการแจ้งเตือนภัยที่ประชาชนเข้าใจได้ง่าย โดยยกตัวอย่างระบบเตือนภัยของญี่ปุ่นที่แบ่งออกเป็น 5 ระดับ เพื่อให้ประชาชนทราบว่าควรเตรียมตัวหรืออพยพเมื่อใด

หากสถานการณ์เพิ่มขึ้นถึงระดับที่จำเป็นต้องอพยพ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสูงจะสามารถเคลื่อนย้ายไปยังศูนย์พักพิงหรือพื้นที่ปลอดภัยตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

นายชวลิตเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้ประชาชนเข้าใจคำเตือนภัย รู้เส้นทางอพยพ และสามารถปฏิบัติตามแผนได้ทันเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง

สำหรับสถานการณ์ในช่วงวันที่ 10-13 ตุลาคม 2569 ประชาชนควรติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกเพิ่มเติม แม้ระดับน้ำในภาพรวมจะเริ่มมีแนวโน้มลดลงก็ตาม

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Thai News pix

บรรณาธิการออนไลน์