“ไทยปลอดภัย-ค้าได้กับทุกฝ่าย” เอกนิติ ชูจุดแข็งโลกแบ่งขั้ว พลิกเกมดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ไทยปลอดภัย-ค้าได้กับทุกฝ่าย” เอกนิติ ชูจุดแข็งโลกแบ่งขั้ว พลิกเกมดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW “มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย” เนื่องในโอกาส TNN ช่อง 16 ครบรอบ 18 ปี ก้าวสู่ปีที่ 19 โดยชวนมองประเทศไทยตั้งแต่ปัญหาที่กำลังเผชิญ การประคองประชาชนในวันนี้ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

ดร.เอกนิติ ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายรับรู้มานาน สิ่งที่จำเป็นจากนี้คือการลงมือแก้ไข โดยเศรษฐกิจไทยเคยขยายตัว 6-7% ก่อนปี 2540 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5% และ 4% ขณะที่ปัจจุบันยังเติบโตไม่ถึง 3%

เมื่อเศรษฐกิจและรายได้เติบโตช้าลง ขณะที่เงินออมไม่เพียงพอ ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงสะสมตามมา และเมื่อเกิดแรงกระแทกจากโควิด-19 วิกฤตพลังงาน หรือภัยธรรมชาติ คนตัวเล็กต้องรับผลกระทบมากขึ้น ส่วน SMEs จำนวนหนึ่งยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อ

“สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องทำและแก้ตั้งแต่วันนี้”

ดร.เอกนิติ วางแนวทางไว้ชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องทำทั้ง “ซ่อม” และ “สร้าง” พร้อมกัน เพราะหากแก้เฉพาะปัญหาปัจจุบัน เมื่อเกิดวิกฤตรอบใหม่ ประชาชนอาจกลับเข้าสู่วงจรหนี้ และภาครัฐต้องกลับมาใช้ทรัพยากรช่วยเหลืออีกครั้ง



สรุปข่าว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดภาพเศรษฐกิจไทยบนเวที TNN Future Forum 2026 ชี้โจทย์เศรษฐกิจโตต่ำ หนี้ครัวเรือนและ SMEs เปราะบาง เสนอเดินหน้า “ซ่อม” ปัญหาสะสมควบคู่ “สร้าง” โอกาสใหม่ พร้อมใช้จุดแข็งภูมิรัฐศาสตร์ AI และการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม ยกระดับศักยภาพประเทศ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW “มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย” เนื่องในโอกาส TNN ช่อง 16 ครบรอบ 18 ปี ก้าวสู่ปีที่ 19 โดยชวนมองประเทศไทยตั้งแต่ปัญหาที่กำลังเผชิญ การประคองประชาชนในวันนี้ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

ดร.เอกนิติ ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายรับรู้มานาน สิ่งที่จำเป็นจากนี้คือการลงมือแก้ไข โดยเศรษฐกิจไทยเคยขยายตัว 6-7% ก่อนปี 2540 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5% และ 4% ขณะที่ปัจจุบันยังเติบโตไม่ถึง 3%

เมื่อเศรษฐกิจและรายได้เติบโตช้าลง ขณะที่เงินออมไม่เพียงพอ ปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงสะสมตามมา และเมื่อเกิดแรงกระแทกจากโควิด-19 วิกฤตพลังงาน หรือภัยธรรมชาติ คนตัวเล็กต้องรับผลกระทบมากขึ้น ส่วน SMEs จำนวนหนึ่งยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อ

“สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องทำและแก้ตั้งแต่วันนี้”

ดร.เอกนิติ วางแนวทางไว้ชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องทำทั้ง “ซ่อม” และ “สร้าง” พร้อมกัน เพราะหากแก้เฉพาะปัญหาปัจจุบัน เมื่อเกิดวิกฤตรอบใหม่ ประชาชนอาจกลับเข้าสู่วงจรหนี้ และภาครัฐต้องกลับมาใช้ทรัพยากรช่วยเหลืออีกครั้ง



การ “ซ่อม” จึงต้องประคองประชาชนและธุรกิจให้ผ่านสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนการ “สร้าง” ต้องเพิ่มโอกาสทางรายได้ การลงทุน และอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีฐานการเติบโตที่แข็งแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน ไทยต้องรับมือ 4 กระแสโลก ได้แก่ โลกแตกขั้ว AI สิ่งแวดล้อม และสังคมสูงวัย ซึ่งแต่ละด้านมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส

ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไทยมีจุดแข็งจากความเป็นกลาง ความปลอดภัย และสามารถค้าขายกับหลายประเทศ จึงมีโอกาสรับการลงทุนที่กำลังย้ายฐานการผลิต ขณะที่ AI ต้องทำให้ SMEs และประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เพื่อขยับจากการเป็นผู้ใช้ไปสู่การเป็นผู้ผลิต

ส่วนสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้า และภัยธรรมชาติส่งผลโดยตรงต่อประชาชน ขณะที่สังคมสูงวัยต้องเตรียมทั้งระบบสุขภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรกลายเป็นภาระในระยะยาว

สำหรับการ “ซ่อม” ดร.เอกนิติ ยกมาตรการช่วยเหลือหลายด้าน เริ่มจากโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้ NPL ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งมีประมาณ 1 ล้านกว่าบัญชี โดยใช้กลไก AMC เข้ามาบริหารจัดการหนี้ เพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับไปดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจต่อได้

ด้านค่าครองชีพ มีโครงการ “ไทยช่วยไทย Plus” ที่มุ่งช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก พร้อมนำ AI “นกกระซิบ” มาช่วยวิเคราะห์ยอดขายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และนำข้อมูลการค้าประมาณ 3 เดือนไปประกอบการพิจารณา “สินเชื่อนกกระซิบ” เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน


สำหรับ SMEs มี “SME Credit Boost” ใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อเพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนประมาณ 60,000 ล้านบาท รวมถึงการคืนภาษีค้างจ่าย SMEs อีกประมาณ 60,000 ล้านบาท และโครงการ SME Supply Chain Financing หรือ “พี่ช่วยน้อง” เปิดทางให้ผู้ประกอบการนำใบสั่งซื้อหรือ Invoice มาใช้ประกอบการขอสินเชื่อ

อีกด้านคือการส่งเสริมการออมผ่านพันธบัตร “ออม Plus” ใช้หลัก Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงก่อน โดยพันธบัตรอายุ 10 ปีให้อัตราดอกเบี้ย 2.8%

ในส่วนของการ “สร้าง” ดร.เอกนิติ มองว่า ไทยต้องพาคนส่วนใหญ่เข้าสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต และสร้างโอกาสใหม่ใน 3 ด้านสำคัญ

ด้านแรกคือ AI และเทคโนโลยี ประเทศไทยต้องมีโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่พลังงานสะอาด ระบบประมวลผล Data Center ไปจนถึงเทคโนโลยีต้นน้ำ พร้อมดึงการลงทุนที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย โดยยกตัวอย่างการลงทุนด้าน Photonics ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง

ด้านที่สองคือ Climate และพลังงานสะอาด โดยเสนอการสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือนละ 50,000 บาท ร่วมกับธนาคารรัฐและการไฟฟ้า เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน เพื่อช่วยลดค่าไฟและเปิดโอกาสให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าขายคืนเข้าสู่ระบบในระยะยาว

พร้อมกันนี้ยังมีแนวทางส่งเสริมเชื้อเพลิง B20 และ E20 เพื่อเชื่อมโยงความต้องการพลังงานกับรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลัง

ด้านที่สามคือ สังคมสูงวัยและ Wellness โดยมองโอกาสจากสมุนไพรไทย ธุรกิจสุขภาพ และการดึงบริษัทผลิตยาระดับโลกเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย เพื่อรองรับทั้งตลาดภายในประเทศและการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพ

ดร.เอกนิติ ระบุด้วยว่า BOI ได้ปรับยุทธศาสตร์ตั้งแต่เดือนเมษายน โดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับ “คุณค่า” ที่การลงทุนสร้างให้กับคนไทย รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ได้พิจารณาเฉพาะมูลค่าเงินลงทุน

เป้าหมายคือทำให้เงินลงทุนใหม่สร้างงาน เพิ่มทักษะ สร้างเทคโนโลยี และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น

ดร.เอกนิติ ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องเร่งแก้ปัญหาที่สะสมมาในอดีต ประคองประชาชนในปัจจุบัน และสร้างทางไปสู่เศรษฐกิจใหม่พร้อมกัน โดยความสำเร็จของ Thailand Beyond Tomorrow ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย

“เราต้องทั้งซ่อม ทั้งสร้าง และร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่อนาคตที่ดีกว่า”

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์