เปิดแผน “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เร่งทำระบบให้เสร็จภายใน ก.ย. คาดทันใช้ ต.ค.

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิดแผน “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เร่งทำระบบให้เสร็จภายใน ก.ย. คาดทันใช้ ต.ค.

ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ กลไกใหม่รับมือภัยธรรมชาติ รัฐช่วยจ่ายเบี้ย คุ้มครองประชาชน 30 ล้านครัวเรือน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากขึ้น ทั้งน้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน และภาคการเกษตรเป็นวงกว้าง ขณะที่การเยียวยาหลังเกิดภัยแม้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและระยะเวลาในการให้ความช่วยเหลือ

แนวคิด “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” จึงถูกผลักดันขึ้นเพื่อเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงของประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้จัดทำระบบดังกล่าว พร้อมให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยเพื่อให้ความคุ้มครองประชาชน ครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน

เบื้องต้นกำหนดให้ครอบคลุมภัยธรรมชาติสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยภาครัฐจะเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และอาจไม่สามารถซื้อประกันภัยด้วยตนเองได้

แนวทางดังกล่าวยังมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบประกันภัย เพราะภัยธรรมชาติไม่ได้เลือกว่าจะเกิดกับครัวเรือนที่มีรายได้มากหรือน้อย และเมื่อเกิดความเสียหาย ผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากมักต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นหลัก

สรุปข่าว

รัฐบาลเดินหน้าวางระบบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” สร้างหลักประกันให้ประชาชนราว 30 ล้านครัวเรือน รับมือภัยธรรมชาติสำคัญทั้งน้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยภาครัฐเตรียมเข้ามาสนับสนุนค่าเบี้ยประกัน หวังเปลี่ยนจากการรอเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า สร้างเกราะคุ้มครองประชาชนอย่างเป็นระบบ คาดทันใช้ตุลาคม 2569

ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ กลไกใหม่รับมือภัยธรรมชาติ รัฐช่วยจ่ายเบี้ย คุ้มครองประชาชน 30 ล้านครัวเรือน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากขึ้น ทั้งน้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน และภาคการเกษตรเป็นวงกว้าง ขณะที่การเยียวยาหลังเกิดภัยแม้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและระยะเวลาในการให้ความช่วยเหลือ

แนวคิด “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” จึงถูกผลักดันขึ้นเพื่อเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงของประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้จัดทำระบบดังกล่าว พร้อมให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยเพื่อให้ความคุ้มครองประชาชน ครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือน

เบื้องต้นกำหนดให้ครอบคลุมภัยธรรมชาติสำคัญ 3 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยภาครัฐจะเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และอาจไม่สามารถซื้อประกันภัยด้วยตนเองได้

แนวทางดังกล่าวยังมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบประกันภัย เพราะภัยธรรมชาติไม่ได้เลือกว่าจะเกิดกับครัวเรือนที่มีรายได้มากหรือน้อย และเมื่อเกิดความเสียหาย ผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากมักต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นหลัก

ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน 

โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมระดับครัวเรือน 30 ล้านครัวเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ “การเตรียมระบบรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า” ซึ่งประชาชนจะได้รับสิทธิความคุ้มครองและเงินชดเชยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า เบื้องต้นได้กำหนดไว้ว่า ความคุ้มครองที่อยู่อาศัย กรณีเกิดอุทกภัย ระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน 

ส่วนกรณีเกิดวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จะจ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหม จะดำเนินการภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง 

โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน สำหรับความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีมีการเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองระบบประกันภัยพิบัติจะจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท

ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาตินี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน โดยจะมีค่าเบี้ยประกันต่อปีประมาณ 15,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่น้อยกว่าวงเงินการจ่ายเงินเยียวยาที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในแต่ละปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหาร 

หากไม่เกิดสถานการณ์ขึ้น วงเงินที่รัฐเสียไปถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และเป็นการจำกัดความเสี่ยง ภาครัฐจ่ายเงินลดน้อยลง แต่การคุ้มครองจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น

“รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งจัดทำระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็น และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก แก้ไข หรือปรับปรุงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีอยู่เดิม 

โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในการช่วยเหลือและเยียวยาที่เป็นระบบ รวดเร็ว และทั่วถึง“ นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ที่มาข้อมูล : รัฐบาล

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

นักข่าวออนไลน์ เกาะติดสถานการณ์ประเด็นร้อน ทันเหตุการณ์ ทั้งเรื่องใกล้ตัวและประเด็นสำคัญ