
ปัญหา อุทกภัยและภัยพิบัติ ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะการรับมือฝนตกหนัก น้ำหลาก ระบบระบายน้ำที่ยังมีข้อจำกัด รวมถึงความพร้อมด้านเครื่องมือ บุคลากร และระบบแจ้งเตือนภัย ซึ่งทำให้การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุและการฟื้นฟูหลังเกิดภัยกลายเป็นประเด็นที่ต้องเร่งจัดการ
ล่าสุด รัฐบาลเปิดเวทีระดมความคิดเห็นจาก 5 จังหวัดภาคใต้ เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่ ก่อนนำไปพิจารณาในการประชุม ครม.สัญจร วันที่ 1 กันยายน 2569 โดยประเด็น “ภัยพิบัติ” ถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งใน 4 วาระหลัก ร่วมกับเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง
สรุปข่าว
ปัญหา อุทกภัยและภัยพิบัติ ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะการรับมือฝนตกหนัก น้ำหลาก ระบบระบายน้ำที่ยังมีข้อจำกัด รวมถึงความพร้อมด้านเครื่องมือ บุคลากร และระบบแจ้งเตือนภัย ซึ่งทำให้การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุและการฟื้นฟูหลังเกิดภัยกลายเป็นประเด็นที่ต้องเร่งจัดการ
ล่าสุด รัฐบาลเปิดเวทีระดมความคิดเห็นจาก 5 จังหวัดภาคใต้ เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่ ก่อนนำไปพิจารณาในการประชุม ครม.สัญจร วันที่ 1 กันยายน 2569 โดยประเด็น “ภัยพิบัติ” ถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งใน 4 วาระหลัก ร่วมกับเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง
“อนุทิน” เปิดเวที 5 จังหวัดใต้ เร่งหาทางรับมือภัยพิบัติ
วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 15.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี
หนึ่งในประเด็นที่ถูกนำมาหารืออย่างละเอียดคือการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งสะท้อนปัญหาที่แต่ละพื้นที่ยังต้องรับมือ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ ไปจนถึงการแจ้งเตือนภัย การช่วยเหลือประชาชน และการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ
นายอนุทินระบุว่า การเสนอแนวทางพัฒนาพื้นที่ควรระบุปัญหาให้ชัดเจน เสนอวิธีแก้ไขที่สามารถปฏิบัติได้จริง และแบ่งแนวทางให้ครอบคลุมตั้งแต่มาตรการเร่งด่วนไปจนถึงการวางรากฐานในระยะยาว
4 ปมใหญ่ “ภัยพิบัติภาคใต้” ที่พื้นที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้
จากการระดมความคิดเห็น โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เป็นหน่วยดำเนินกระบวนการ พบข้อเสนอด้านภัยพิบัติที่มุ่งแก้ปัญหาหลัก 4 ด้าน
1. ระบบระบายน้ำยังรับมือฝนหนักไม่เพียงพอ
ปัญหาสำคัญที่พื้นที่สะท้อนคือระบบระบายน้ำ ทั้งคูคลองและท่อระบายน้ำ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่ยังไม่สามารถรองรับสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำหลากได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ข้อเสนอจึงมุ่งไปที่การเร่งขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และวางระบบบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมซ้ำเมื่อเข้าสู่ช่วงฝนตกหนัก
2. เครื่องมือ-เครื่องจักร-บุคลากร ยังเป็นข้อจำกัดเมื่อเกิดภัยพร้อมกัน
อีกโจทย์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความพร้อมในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย หลายพื้นที่ยังมีข้อจำกัดด้านเครื่องจักร อุปกรณ์ และกำลังเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะกรณีที่เกิดภัยพิบัติพร้อมกันหลายจุด
การเพิ่มขีดความสามารถในการเผชิญเหตุจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการมีเครื่องมือเพิ่มขึ้น แต่ต้องรวมถึงการเตรียมบุคลากรและการซักซ้อมแผนปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันเวลา
3. แจ้งเตือนเร็ว แต่ต้องแม่นและเข้าถึงประชาชน
ระบบแจ้งเตือนภัยเป็นอีกหนึ่งจุดที่พื้นที่ต้องการยกระดับ โดยเฉพาะการทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงและสถานการณ์ภัยพิบัติเชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงาน
เป้าหมายคือให้การแจ้งเตือนมีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น และที่สำคัญต้องสามารถส่งข้อมูลไปถึงประชาชนก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงจนกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน
4. หลังน้ำลด ปัญหายังไม่จบ
การจัดการภัยพิบัติไม่ได้สิ้นสุดเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เพราะประชาชนยังต้องเผชิญกับความเสียหายต่อบ้านเรือน ถนน ระบบสาธารณูปโภค และการประกอบอาชีพ
พื้นที่จึงเสนอให้ปรับกระบวนการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูให้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และสามารถเดินหน้าฟื้นฟูทั้งที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง
สงขลาชงงบ 25.9 ล้านบาท แก้ระบบระบายน้ำ 40 กิโลเมตร
หนึ่งในข้อเสนอที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ จังหวัดสงขลา ซึ่งเสนอของบประมาณ 25.9 ล้านบาท สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ ด้วยการขุดลอกและดูดโคลนในท่อระบายน้ำระยะทางไม่น้อยกว่า 40 กิโลเมตร
นอกจากนี้ ยังเสนอของบประมาณ 21.1 ล้านบาท สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติในพื้นที่เทศบาลเมืองควนลัง
ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอ โครงการฟื้นฟูทางหลวง 45 โครงการ วงเงิน 835.8 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในปีที่ผ่านมา
ส่วนจังหวัดปัตตานีเสนอ โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราว วงเงิน 20 ล้านบาท โดยระบุว่าเป็นโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้หากได้รับการสนับสนุน
เสนอ “บ้านพี่เลี้ยง” รับมือเหตุฉุกเฉินระดับชุมชน
นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว แนวคิดที่น่าสนใจจากเวทีหารือคือการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือกันภายในชุมชน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอให้จัดระบบ “บ้านพี่เลี้ยง” โดยหนึ่งบ้านทำหน้าที่ดูแลเพื่อนบ้านประมาณ 5-10 หลังคาเรือน เพื่อให้เกิดกลไกช่วยเหลือกันในระดับชุมชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
พร้อมเสนอให้มีการซักซ้อมการใช้อุปกรณ์และเครื่องจักรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก รวมถึงเตรียมพื้นที่จอดรถในจุดปลอดภัย จุดประกอบอาหารสำหรับผู้ประสบภัย และพื้นที่พักพิงสำหรับกลุ่มเปราะบาง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการรับมือภัยพิบัติไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนและชุมชนสามารถช่วยเหลือกันได้ตั้งแต่ช่วงแรกของการเกิดเหตุ
บททดสอบอยู่ที่ “ทำได้จริงแค่ไหน”
แม้เวที Workshop จะรวบรวมข้อเสนอจากพื้นที่ไว้จำนวนมาก แต่โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้กลายเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบระบายน้ำ เครื่องมือรับมือภัยพิบัติ ระบบแจ้งเตือน และศูนย์พักพิง
นายอนุทินย้ำว่า ประเด็นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและสามารถดำเนินการได้ทันที ขอให้เร่งดำเนินการ ส่วนเรื่องที่ต้องอาศัยการบูรณาการหรือการตัดสินใจเชิงนโยบาย ให้จัดทำข้อมูลเสนอรัฐบาลเพื่อพิจารณา
สำหรับภาคใต้ ภัยพิบัติจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงน้ำท่วม แต่เป็นโจทย์ระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ระบบข้อมูล การเตือนภัย ความพร้อมของท้องถิ่น และความสามารถในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ
ผลจากการระดมความคิดเห็นครั้งนี้จะถูกนำไปประกอบการพิจารณาของรัฐบาลในการประชุม ครม.สัญจร 1 กันยายน 2569 ซึ่งจะเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการดูว่า ข้อเสนอจากพื้นที่จะถูกแปลงเป็นมาตรการและงบประมาณเพื่อรับมือภัยพิบัติได้มากน้อยเพียงใด
- ครม.สัญจรสงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย. ดันน้ำ-เศรษฐกิจ-ชายแดนใต้
- นายกฯ แจงพ.ร.ก. กู้เงินต่อสว. คลอดโครงการทันใช้เงินกู้ 2 แสนล้านก้อน 2
- ครม. สัญจรสงขลา รับฟังเสียงชาวบ้านเปลี่ยนปัญหาสู่แนวทางพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้
- สภาฯ ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รัฐบาลย้ำโปร่งใส-คุมหนี้
- อนุทิน ชูโมเดล “Skill Bridge” เชื่อม Credit Bank เปิดทางแรงงานไทยเติบโตยั่งยืน
ที่มาข้อมูล : กระทรวงมหาดไทย
ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย
นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย
