แกะปริศนา “สึนามิบก” เนปาล-ทิเบต ไร้ฝน แต่น้ำมาจากไหน?

Share on Line Share on Facebook Share on X
แกะปริศนา “สึนามิบก” เนปาล-ทิเบต ไร้ฝน แต่น้ำมาจากไหน?

ภัยพิบัติรุนแรงบริเวณพรมแดนเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน กลายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างคำถามสำคัญว่า เหตุใดจึงเกิดมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าลงจากเทือกเขาหิมาลัย ทั้งที่พื้นที่ต้นน้ำไม่มีรายงานฝนตกหนัก

ภาพเหตุการณ์แสดงให้เห็นมวลน้ำที่ปะปนด้วยโคลน ก้อนหิน และเศษซากจำนวนมาก พุ่งลงมาตามหุบเขาด้วยความเร็วสูง กวาดสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ตามแนวลำน้ำ จนมีการเปรียบเทียบลักษณะของภัยครั้งนี้ว่าเป็น “สึนามิบก”

ข้อมูลเบื้องต้นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบชี้ไปยังพื้นที่สูงของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีทั้งธารน้ำแข็ง หิมะ ก้อนหิน และพื้นที่ลาดชัน โดยมีความเป็นไปได้ว่า จุดเริ่มต้นของภัยเกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็ง ก่อนที่มวลน้ำแข็งและวัสดุต่าง ๆ จะเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ระดับต่ำตามแรงโน้มถ่วง

จากระดับ 5,200 เมตร สู่พื้นที่ 1,200 เมตร

ตามข้อมูลในรายงาน จุดต้นทางของเหตุอยู่บนพื้นที่สูงประมาณ 5,200 เมตร ก่อนมวลน้ำและเศษวัสดุจะเคลื่อนลงสู่พื้นที่ระดับประมาณ 1,200 เมตร ผ่านแนวหุบเขาที่มีความลาดชันสูง

ระหว่างเส้นทาง มวลน้ำไม่ได้ประกอบด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังพัดพาหิมะ ดิน โคลน หิน และเศษซากลงมาสมทบ ทำให้ปริมาตรและพลังของกระแสน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เส้นทางที่มีการกล่าวถึงเริ่มจากบริเวณแม่น้ำเลนเดโคลา ก่อนเคลื่อนเข้าสู่แม่น้ำโภเตโกชี บริเวณพื้นที่ชายแดนจีน-เนปาล และลงสู่แม่น้ำตรีศูลีในเขตราซูวาของเนปาล ซึ่งมีชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่ตามแนวลำน้ำ

ภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาแคบและลาดชันยังมีส่วนบังคับให้มวลน้ำเคลื่อนลงตามแนวลำน้ำอย่างรวดเร็ว แทนที่จะกระจายออกสู่พื้นที่กว้าง

“เขื่อนธรรมชาติ” แตก อาจเป็นกลไกเร่งมวลน้ำ

หนึ่งในคำอธิบายที่นักวิทยาศาสตร์กำลังพิจารณาคือ หลังธารน้ำแข็งและวัสดุบนภูเขาพังลงมา เศษหิน ดิน และวัสดุจำนวนมากอาจเข้าไปปิดกั้นลำน้ำชั่วคราว จนเกิดลักษณะคล้าย “เขื่อนธรรมชาติ”

เมื่อน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำยังไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง น้ำจึงสะสมอยู่ด้านหลังแนวกั้นดังกล่าว แรงดันเพิ่มขึ้นจนวัสดุที่ปิดกั้นไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ก่อนพังลงอย่างรวดเร็วและปล่อยมวลน้ำจำนวนมากลงสู่พื้นที่ด้านล่างในเวลาใกล้เคียงกัน

กลไกนี้ช่วยอธิบายว่า เหตุใดพื้นที่ปลายน้ำจึงสามารถเผชิญน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรงได้ แม้ไม่มีฝนตกในบริเวณชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

สรุปข่าว

ไขปริศนา “สึนามิบก” ชายแดนเนปาล-ทิเบต แม้พื้นที่ไม่มีฝนตก แต่มวลน้ำ โคลน และหินไหลลงจากหิมาลัย หลังธารน้ำแข็งพังทลายและอาจก่อเขื่อนธรรมชาติก่อนแตก ระดับน้ำแม่น้ำตรีศูลีเพิ่มราว 9 เมตรใน 30 นาที ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เร่งศึกษาความเชื่อมโยงกับภูมิอากาศที่อุ่นขึ้น

ภัยพิบัติรุนแรงบริเวณพรมแดนเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน กลายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างคำถามสำคัญว่า เหตุใดจึงเกิดมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าลงจากเทือกเขาหิมาลัย ทั้งที่พื้นที่ต้นน้ำไม่มีรายงานฝนตกหนัก

ภาพเหตุการณ์แสดงให้เห็นมวลน้ำที่ปะปนด้วยโคลน ก้อนหิน และเศษซากจำนวนมาก พุ่งลงมาตามหุบเขาด้วยความเร็วสูง กวาดสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ตามแนวลำน้ำ จนมีการเปรียบเทียบลักษณะของภัยครั้งนี้ว่าเป็น “สึนามิบก”

ข้อมูลเบื้องต้นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบชี้ไปยังพื้นที่สูงของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีทั้งธารน้ำแข็ง หิมะ ก้อนหิน และพื้นที่ลาดชัน โดยมีความเป็นไปได้ว่า จุดเริ่มต้นของภัยเกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็ง ก่อนที่มวลน้ำแข็งและวัสดุต่าง ๆ จะเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ระดับต่ำตามแรงโน้มถ่วง

จากระดับ 5,200 เมตร สู่พื้นที่ 1,200 เมตร

ตามข้อมูลในรายงาน จุดต้นทางของเหตุอยู่บนพื้นที่สูงประมาณ 5,200 เมตร ก่อนมวลน้ำและเศษวัสดุจะเคลื่อนลงสู่พื้นที่ระดับประมาณ 1,200 เมตร ผ่านแนวหุบเขาที่มีความลาดชันสูง

ระหว่างเส้นทาง มวลน้ำไม่ได้ประกอบด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังพัดพาหิมะ ดิน โคลน หิน และเศษซากลงมาสมทบ ทำให้ปริมาตรและพลังของกระแสน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เส้นทางที่มีการกล่าวถึงเริ่มจากบริเวณแม่น้ำเลนเดโคลา ก่อนเคลื่อนเข้าสู่แม่น้ำโภเตโกชี บริเวณพื้นที่ชายแดนจีน-เนปาล และลงสู่แม่น้ำตรีศูลีในเขตราซูวาของเนปาล ซึ่งมีชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่ตามแนวลำน้ำ

ภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาแคบและลาดชันยังมีส่วนบังคับให้มวลน้ำเคลื่อนลงตามแนวลำน้ำอย่างรวดเร็ว แทนที่จะกระจายออกสู่พื้นที่กว้าง

“เขื่อนธรรมชาติ” แตก อาจเป็นกลไกเร่งมวลน้ำ

หนึ่งในคำอธิบายที่นักวิทยาศาสตร์กำลังพิจารณาคือ หลังธารน้ำแข็งและวัสดุบนภูเขาพังลงมา เศษหิน ดิน และวัสดุจำนวนมากอาจเข้าไปปิดกั้นลำน้ำชั่วคราว จนเกิดลักษณะคล้าย “เขื่อนธรรมชาติ”

เมื่อน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำยังไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง น้ำจึงสะสมอยู่ด้านหลังแนวกั้นดังกล่าว แรงดันเพิ่มขึ้นจนวัสดุที่ปิดกั้นไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ก่อนพังลงอย่างรวดเร็วและปล่อยมวลน้ำจำนวนมากลงสู่พื้นที่ด้านล่างในเวลาใกล้เคียงกัน

กลไกนี้ช่วยอธิบายว่า เหตุใดพื้นที่ปลายน้ำจึงสามารถเผชิญน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรงได้ แม้ไม่มีฝนตกในบริเวณชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

น้ำเพิ่ม 9 เมตรในเวลาเพียง 30 นาที

ข้อมูลจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำตรีศูลีเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 9 เมตรภายในเวลาเพียง 30 นาที

หากเทียบระดับความสูงดังกล่าว จะใกล้เคียงกับอาคารประมาณ 3 ชั้น และเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำมีเวลาเตรียมรับมืออย่างจำกัด

ช่วงแรกยังมีข้อสงสัยว่า เหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว หลังมีการตรวจพบสัญญาณการสั่นสะเทือน อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลที่รายงาน สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ประเมินว่าสัญญาณดังกล่าวอาจมาจากการพังทลายของมวลน้ำแข็งและภูเขา มากกว่าจะเป็นแผ่นดินไหวที่ทำหน้าที่เป็นต้นเหตุ

พื้นที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญ

ความเสียหายของเหตุการณ์ครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งชายแดน โดยรายงานระบุว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้เดินทางจากหลายประเทศอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากบริเวณเทือกเขาหิมาลัยเป็นทั้งเส้นทางท่องเที่ยวและเส้นทางสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีจาริกแสวงบุญ

พื้นที่ดังกล่าวเชื่อมโยงกับเส้นทางเดินทางสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนที่ราบสูงทิเบต ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้นับถือศาสนาฮินดู พุทธ และเชน ทำให้ในบางช่วงมีผู้เดินทางจากหลายประเทศอยู่ตามแนวเส้นทางจำนวนมาก

ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายตามข้อมูลต้นฉบับยังมีการเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องติดตามการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

โลกร้อนเกี่ยวข้องหรือไม่?

อีกประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างภัยครั้งนี้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้โดยตรงว่า ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุของการพังทลายครั้งนี้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิที่สูงขึ้นในภูมิภาคหิมาลัยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์ติดตาม เนื่องจากสามารถเร่งการละลายของหิมะและธารน้ำแข็ง รวมถึงกระทบต่อเสถียรภาพของพื้นที่ภูเขา

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมตามรายงานยังพบการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่หิมะในช่วงประมาณ 24 ชั่วโมงก่อนเกิดภัยพิบัติ ซึ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องศึกษาต่อว่า อุณหภูมิที่สูงผิดปกติและการละลายของหิมะมีส่วนต่อเหตุการณ์มากน้อยเพียงใด

“เพอร์มาฟรอสต์” ตัวแปรสำคัญบนภูเขาสูง

อีกปัจจัยคือ “เพอร์มาฟรอสต์” หรือชั้นดินเยือกแข็งคงตัว ซึ่งทำหน้าที่คล้ายวัสดุยึดเกาะหิน ดิน และส่วนต่าง ๆ ของภูเขาบนพื้นที่ลาดชัน

เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ชั้นดินเยือกแข็งอาจเสื่อมสภาพ ทำให้ความสามารถในการยึดเกาะลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเคลื่อนตัวของหิน ดิน รวมถึงมวลน้ำแข็ง

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อภูมิภาคหิมาลัยซึ่งครอบคลุมหลายประเทศ ทั้งเนปาล จีน ภูฏาน อินเดีย และปากีสถาน เพราะการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง หิมะ และชั้นดินเยือกแข็งบนพื้นที่สูง สามารถส่งผลต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ห่างออกไปตามแนวลุ่มน้ำ

ภัยพิบัติบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตครั้งนี้จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานด้านธารน้ำแข็ง ธรณีวิทยา และสภาพภูมิอากาศต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระบบเฝ้าระวังพื้นที่ต้นน้ำและการแจ้งเตือนชุมชนปลายน้ำ เพื่อเพิ่มเวลาในการอพยพหากเกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN World Today

บรรณาธิการออนไลน์