
ภัยพิบัติรุนแรงบริเวณพรมแดนเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน กลายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างคำถามสำคัญว่า เหตุใดจึงเกิดมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าลงจากเทือกเขาหิมาลัย ทั้งที่พื้นที่ต้นน้ำไม่มีรายงานฝนตกหนัก
ภาพเหตุการณ์แสดงให้เห็นมวลน้ำที่ปะปนด้วยโคลน ก้อนหิน และเศษซากจำนวนมาก พุ่งลงมาตามหุบเขาด้วยความเร็วสูง กวาดสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ตามแนวลำน้ำ จนมีการเปรียบเทียบลักษณะของภัยครั้งนี้ว่าเป็น “สึนามิบก”
ข้อมูลเบื้องต้นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบชี้ไปยังพื้นที่สูงของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีทั้งธารน้ำแข็ง หิมะ ก้อนหิน และพื้นที่ลาดชัน โดยมีความเป็นไปได้ว่า จุดเริ่มต้นของภัยเกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็ง ก่อนที่มวลน้ำแข็งและวัสดุต่าง ๆ จะเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ระดับต่ำตามแรงโน้มถ่วง
จากระดับ 5,200 เมตร สู่พื้นที่ 1,200 เมตร
ตามข้อมูลในรายงาน จุดต้นทางของเหตุอยู่บนพื้นที่สูงประมาณ 5,200 เมตร ก่อนมวลน้ำและเศษวัสดุจะเคลื่อนลงสู่พื้นที่ระดับประมาณ 1,200 เมตร ผ่านแนวหุบเขาที่มีความลาดชันสูง
ระหว่างเส้นทาง มวลน้ำไม่ได้ประกอบด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังพัดพาหิมะ ดิน โคลน หิน และเศษซากลงมาสมทบ ทำให้ปริมาตรและพลังของกระแสน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เส้นทางที่มีการกล่าวถึงเริ่มจากบริเวณแม่น้ำเลนเดโคลา ก่อนเคลื่อนเข้าสู่แม่น้ำโภเตโกชี บริเวณพื้นที่ชายแดนจีน-เนปาล และลงสู่แม่น้ำตรีศูลีในเขตราซูวาของเนปาล ซึ่งมีชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่ตามแนวลำน้ำ
ภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาแคบและลาดชันยังมีส่วนบังคับให้มวลน้ำเคลื่อนลงตามแนวลำน้ำอย่างรวดเร็ว แทนที่จะกระจายออกสู่พื้นที่กว้าง
“เขื่อนธรรมชาติ” แตก อาจเป็นกลไกเร่งมวลน้ำ
หนึ่งในคำอธิบายที่นักวิทยาศาสตร์กำลังพิจารณาคือ หลังธารน้ำแข็งและวัสดุบนภูเขาพังลงมา เศษหิน ดิน และวัสดุจำนวนมากอาจเข้าไปปิดกั้นลำน้ำชั่วคราว จนเกิดลักษณะคล้าย “เขื่อนธรรมชาติ”
เมื่อน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำยังไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง น้ำจึงสะสมอยู่ด้านหลังแนวกั้นดังกล่าว แรงดันเพิ่มขึ้นจนวัสดุที่ปิดกั้นไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ก่อนพังลงอย่างรวดเร็วและปล่อยมวลน้ำจำนวนมากลงสู่พื้นที่ด้านล่างในเวลาใกล้เคียงกัน
กลไกนี้ช่วยอธิบายว่า เหตุใดพื้นที่ปลายน้ำจึงสามารถเผชิญน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรงได้ แม้ไม่มีฝนตกในบริเวณชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
สรุปข่าว
ภัยพิบัติรุนแรงบริเวณพรมแดนเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน กลายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างคำถามสำคัญว่า เหตุใดจึงเกิดมวลน้ำมหาศาลไหลบ่าลงจากเทือกเขาหิมาลัย ทั้งที่พื้นที่ต้นน้ำไม่มีรายงานฝนตกหนัก
ภาพเหตุการณ์แสดงให้เห็นมวลน้ำที่ปะปนด้วยโคลน ก้อนหิน และเศษซากจำนวนมาก พุ่งลงมาตามหุบเขาด้วยความเร็วสูง กวาดสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ตามแนวลำน้ำ จนมีการเปรียบเทียบลักษณะของภัยครั้งนี้ว่าเป็น “สึนามิบก”
ข้อมูลเบื้องต้นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบชี้ไปยังพื้นที่สูงของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีทั้งธารน้ำแข็ง หิมะ ก้อนหิน และพื้นที่ลาดชัน โดยมีความเป็นไปได้ว่า จุดเริ่มต้นของภัยเกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็ง ก่อนที่มวลน้ำแข็งและวัสดุต่าง ๆ จะเคลื่อนตัวลงสู่พื้นที่ระดับต่ำตามแรงโน้มถ่วง
จากระดับ 5,200 เมตร สู่พื้นที่ 1,200 เมตร
ตามข้อมูลในรายงาน จุดต้นทางของเหตุอยู่บนพื้นที่สูงประมาณ 5,200 เมตร ก่อนมวลน้ำและเศษวัสดุจะเคลื่อนลงสู่พื้นที่ระดับประมาณ 1,200 เมตร ผ่านแนวหุบเขาที่มีความลาดชันสูง
ระหว่างเส้นทาง มวลน้ำไม่ได้ประกอบด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังพัดพาหิมะ ดิน โคลน หิน และเศษซากลงมาสมทบ ทำให้ปริมาตรและพลังของกระแสน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เส้นทางที่มีการกล่าวถึงเริ่มจากบริเวณแม่น้ำเลนเดโคลา ก่อนเคลื่อนเข้าสู่แม่น้ำโภเตโกชี บริเวณพื้นที่ชายแดนจีน-เนปาล และลงสู่แม่น้ำตรีศูลีในเขตราซูวาของเนปาล ซึ่งมีชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่ตามแนวลำน้ำ
ภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาแคบและลาดชันยังมีส่วนบังคับให้มวลน้ำเคลื่อนลงตามแนวลำน้ำอย่างรวดเร็ว แทนที่จะกระจายออกสู่พื้นที่กว้าง
“เขื่อนธรรมชาติ” แตก อาจเป็นกลไกเร่งมวลน้ำ
หนึ่งในคำอธิบายที่นักวิทยาศาสตร์กำลังพิจารณาคือ หลังธารน้ำแข็งและวัสดุบนภูเขาพังลงมา เศษหิน ดิน และวัสดุจำนวนมากอาจเข้าไปปิดกั้นลำน้ำชั่วคราว จนเกิดลักษณะคล้าย “เขื่อนธรรมชาติ”
เมื่อน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำยังไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง น้ำจึงสะสมอยู่ด้านหลังแนวกั้นดังกล่าว แรงดันเพิ่มขึ้นจนวัสดุที่ปิดกั้นไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ก่อนพังลงอย่างรวดเร็วและปล่อยมวลน้ำจำนวนมากลงสู่พื้นที่ด้านล่างในเวลาใกล้เคียงกัน
กลไกนี้ช่วยอธิบายว่า เหตุใดพื้นที่ปลายน้ำจึงสามารถเผชิญน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรงได้ แม้ไม่มีฝนตกในบริเวณชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
น้ำเพิ่ม 9 เมตรในเวลาเพียง 30 นาที
ข้อมูลจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำตรีศูลีเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 9 เมตรภายในเวลาเพียง 30 นาที
หากเทียบระดับความสูงดังกล่าว จะใกล้เคียงกับอาคารประมาณ 3 ชั้น และเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ปลายน้ำมีเวลาเตรียมรับมืออย่างจำกัด
ช่วงแรกยังมีข้อสงสัยว่า เหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว หลังมีการตรวจพบสัญญาณการสั่นสะเทือน อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลที่รายงาน สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ประเมินว่าสัญญาณดังกล่าวอาจมาจากการพังทลายของมวลน้ำแข็งและภูเขา มากกว่าจะเป็นแผ่นดินไหวที่ทำหน้าที่เป็นต้นเหตุ
พื้นที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญ
ความเสียหายของเหตุการณ์ครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งชายแดน โดยรายงานระบุว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้เดินทางจากหลายประเทศอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากบริเวณเทือกเขาหิมาลัยเป็นทั้งเส้นทางท่องเที่ยวและเส้นทางสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีจาริกแสวงบุญ
พื้นที่ดังกล่าวเชื่อมโยงกับเส้นทางเดินทางสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนที่ราบสูงทิเบต ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้นับถือศาสนาฮินดู พุทธ และเชน ทำให้ในบางช่วงมีผู้เดินทางจากหลายประเทศอยู่ตามแนวเส้นทางจำนวนมาก
ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายตามข้อมูลต้นฉบับยังมีการเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องติดตามการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
โลกร้อนเกี่ยวข้องหรือไม่?
อีกประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษา คือ ความสัมพันธ์ระหว่างภัยครั้งนี้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้โดยตรงว่า ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุของการพังทลายครั้งนี้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิที่สูงขึ้นในภูมิภาคหิมาลัยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์ติดตาม เนื่องจากสามารถเร่งการละลายของหิมะและธารน้ำแข็ง รวมถึงกระทบต่อเสถียรภาพของพื้นที่ภูเขา
ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมตามรายงานยังพบการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่หิมะในช่วงประมาณ 24 ชั่วโมงก่อนเกิดภัยพิบัติ ซึ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องศึกษาต่อว่า อุณหภูมิที่สูงผิดปกติและการละลายของหิมะมีส่วนต่อเหตุการณ์มากน้อยเพียงใด
“เพอร์มาฟรอสต์” ตัวแปรสำคัญบนภูเขาสูง
อีกปัจจัยคือ “เพอร์มาฟรอสต์” หรือชั้นดินเยือกแข็งคงตัว ซึ่งทำหน้าที่คล้ายวัสดุยึดเกาะหิน ดิน และส่วนต่าง ๆ ของภูเขาบนพื้นที่ลาดชัน
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ชั้นดินเยือกแข็งอาจเสื่อมสภาพ ทำให้ความสามารถในการยึดเกาะลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเคลื่อนตัวของหิน ดิน รวมถึงมวลน้ำแข็ง
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อภูมิภาคหิมาลัยซึ่งครอบคลุมหลายประเทศ ทั้งเนปาล จีน ภูฏาน อินเดีย และปากีสถาน เพราะการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง หิมะ และชั้นดินเยือกแข็งบนพื้นที่สูง สามารถส่งผลต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ห่างออกไปตามแนวลุ่มน้ำ
ภัยพิบัติบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตครั้งนี้จึงเป็นกรณีที่หน่วยงานด้านธารน้ำแข็ง ธรณีวิทยา และสภาพภูมิอากาศต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระบบเฝ้าระวังพื้นที่ต้นน้ำและการแจ้งเตือนชุมชนปลายน้ำ เพื่อเพิ่มเวลาในการอพยพหากเกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต
- น้ำแข็งถล่มเพราะโลกร้อน ? ซัดชายแดนเนปาล-ทิเบต ลบหายเกือบทั้งเมือง
- ผู้เสียชีวิตเหตุเนปาล-ทิเบต เพิ่มขึ้นเป็น 332 ราย จีนส่งนายกฯ “หลี่ เฉี่ยง” ลงพื้นที่
- น้ำท่วม ดินถล่ม "เนปาล-ทิเบต" ระเบิดเวลาบนยอดเขา ทำไมธารน้ำแข็งจึงกลายเป็นมวลน้ำมหาศาล
- กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหายน้ำท่วมฉับพลันเนปาล-ทิเบต เสียชีวิตแล้ว 160 ราย
ที่มาข้อมูล : TNN
ที่มารูปภาพ : TNN World Today
บรรณาธิการออนไลน์
