เปิด 3 ปัจจัยน้ำท่วมน่าน ฝนปัว 388 มม. จับตา Rain Bomb

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิด 3 ปัจจัยน้ำท่วมน่าน ฝนปัว 388 มม. จับตา Rain Bomb

แม้ภาพรวมประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของเอลนีโญ ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณฝนเฉลี่ยที่ลดลงและความเสี่ยงภัยแล้งในบางพื้นที่ แต่สถานการณ์ที่จังหวัดน่านในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแตกต่างออกไป เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะอำเภอปัว ซึ่งจุดตรวจวัดบริเวณโรงเรียนพนาสวรรค์พบปริมาณฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สูงถึง 388 มิลลิเมตร ก่อนเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งเป็นวงกว้าง

กระแสน้ำเพิ่มระดับอย่างรวดเร็วและไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน บางจุดระดับน้ำเกือบถึงชั้น 2 ขณะที่ทรัพย์สินจำนวนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดไป พื้นที่อำเภอปัวได้รับผลกระทบอย่างน้อย 7 ตำบล 60 หมู่บ้าน ประมาณ 8,000 ครัวเรือน หรือมากกว่า 16,000 คน นอกจากนี้ ยังมีรายงานผลกระทบในอำเภอท่าวังผา ภูเพียง สันติสุข และแม่จริม

ด้านเส้นทางคมนาคม ทางหลวงหมายเลข 101 บริเวณก่อนสะพานบ้านร้อง รวมถึงทางหลวงหมายเลข 1371 และ 1081 มีน้ำท่วมผิวทางและสะพานได้รับความเสียหายหลายจุด ขณะที่เส้นทางปัว–เชียงกลางไม่สามารถสัญจรได้ในช่วงที่สถานการณ์รุนแรง หน่วยกู้ภัยต้องใช้เรือเข้าถึงประชาชนในบางพื้นที่ เนื่องจากระดับน้ำสูงและกระแสน้ำเชี่ยว

ที่อำเภอสันติสุข ฝนที่ตกหนักและสะสมต่อเนื่องทำให้กระแสน้ำสร้างความเสียหายต่อผนังกั้นน้ำบริเวณฝายนาเลา รวมถึงถนนข้างฝาย ขณะที่น้ำเข้าท่วมบ้านเรือนในพื้นที่ใกล้เคียง หน่วยงานจังหวัดจึงติดตามสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

มวลน้ำเคลื่อนจากปัวลงสู่พื้นที่ตอนล่าง

มวลน้ำจากพื้นที่อำเภอปัวไหลต่อไปยังอำเภอท่าวังผา ก่อนผ่านอำเภอเมืองน่าน ภูเพียง เวียงสา นาน้อย และนาหมื่น โดยพื้นที่ตลาดเก่าในเขตเทศบาลเมืองน่าน ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจติดแม่น้ำน่าน ได้รับผลกระทบหลังระดับน้ำเพิ่มสูงและเอ่อล้นตลิ่ง

บางจุดมีระดับน้ำตั้งแต่ประมาณหัวเข่าจนถึงเอว โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ ร้านค้าหลายแห่งต้องหยุดให้บริการชั่วคราว ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ทยอยออกจากพื้นที่หรือย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง

ประชาชนในพื้นที่ระบุว่า การแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องของเทศบาลเมืองน่านช่วยให้หลายครอบครัวมีเวลาเตรียมยกทรัพย์สินและอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย แม้ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงกลางคืน

หลังจากผ่านพื้นที่ตอนล่างของจังหวัดน่าน มวลน้ำจะเคลื่อนลงสู่จังหวัดอุตรดิตถ์และเข้าสู่ เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่าน

สรุปข่าว

น่านเผชิญฝนหนัก โดย อ.ปัว มีฝนสะสม 24 ชั่วโมงถึง 388 มม. กระทบ 7 ตำบล 60 หมู่บ้าน ราว 8,000 ครัวเรือน ผู้เชี่ยวชาญชี้ 3 ปัจจัยหลักจากร่องมรสุม หย่อมความกดอากาศต่ำ และมรสุมพาความชื้น ขณะที่ฝนบางช่วงสูงถึง 111 มม./ชม. ต้องจับตา Rain Bomb ในภาคเหนือ

แม้ภาพรวมประเทศไทยอยู่ภายใต้อิทธิพลของเอลนีโญ ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณฝนเฉลี่ยที่ลดลงและความเสี่ยงภัยแล้งในบางพื้นที่ แต่สถานการณ์ที่จังหวัดน่านในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแตกต่างออกไป เมื่อเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะอำเภอปัว ซึ่งจุดตรวจวัดบริเวณโรงเรียนพนาสวรรค์พบปริมาณฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สูงถึง 388 มิลลิเมตร ก่อนเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งเป็นวงกว้าง

กระแสน้ำเพิ่มระดับอย่างรวดเร็วและไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน บางจุดระดับน้ำเกือบถึงชั้น 2 ขณะที่ทรัพย์สินจำนวนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดไป พื้นที่อำเภอปัวได้รับผลกระทบอย่างน้อย 7 ตำบล 60 หมู่บ้าน ประมาณ 8,000 ครัวเรือน หรือมากกว่า 16,000 คน นอกจากนี้ ยังมีรายงานผลกระทบในอำเภอท่าวังผา ภูเพียง สันติสุข และแม่จริม

ด้านเส้นทางคมนาคม ทางหลวงหมายเลข 101 บริเวณก่อนสะพานบ้านร้อง รวมถึงทางหลวงหมายเลข 1371 และ 1081 มีน้ำท่วมผิวทางและสะพานได้รับความเสียหายหลายจุด ขณะที่เส้นทางปัว–เชียงกลางไม่สามารถสัญจรได้ในช่วงที่สถานการณ์รุนแรง หน่วยกู้ภัยต้องใช้เรือเข้าถึงประชาชนในบางพื้นที่ เนื่องจากระดับน้ำสูงและกระแสน้ำเชี่ยว

ที่อำเภอสันติสุข ฝนที่ตกหนักและสะสมต่อเนื่องทำให้กระแสน้ำสร้างความเสียหายต่อผนังกั้นน้ำบริเวณฝายนาเลา รวมถึงถนนข้างฝาย ขณะที่น้ำเข้าท่วมบ้านเรือนในพื้นที่ใกล้เคียง หน่วยงานจังหวัดจึงติดตามสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

มวลน้ำเคลื่อนจากปัวลงสู่พื้นที่ตอนล่าง

มวลน้ำจากพื้นที่อำเภอปัวไหลต่อไปยังอำเภอท่าวังผา ก่อนผ่านอำเภอเมืองน่าน ภูเพียง เวียงสา นาน้อย และนาหมื่น โดยพื้นที่ตลาดเก่าในเขตเทศบาลเมืองน่าน ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจติดแม่น้ำน่าน ได้รับผลกระทบหลังระดับน้ำเพิ่มสูงและเอ่อล้นตลิ่ง

บางจุดมีระดับน้ำตั้งแต่ประมาณหัวเข่าจนถึงเอว โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ ร้านค้าหลายแห่งต้องหยุดให้บริการชั่วคราว ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ทยอยออกจากพื้นที่หรือย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง

ประชาชนในพื้นที่ระบุว่า การแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่องของเทศบาลเมืองน่านช่วยให้หลายครอบครัวมีเวลาเตรียมยกทรัพย์สินและอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย แม้ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงกลางคืน

หลังจากผ่านพื้นที่ตอนล่างของจังหวัดน่าน มวลน้ำจะเคลื่อนลงสู่จังหวัดอุตรดิตถ์และเข้าสู่ เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่าน

เปิด 3 ปัจจัย ทำไมฝนตกหนักที่น่าน

นายสุรพงษ์ สารปะ ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า สถานการณ์ฝนตกหนักจนเกิดน้ำป่าไหลหลากในจังหวัดน่าน มีปัจจัยด้านสภาพอากาศสำคัญ 3 ประการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

1. ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ

ร่องมรสุมหรือร่องฝนเลื่อนลงมาพาดผ่านบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้เกิดกลุ่มเมฆฝนปกคลุมหลายพื้นที่ และเอื้อต่อการเกิดฝนตกต่อเนื่อง

2. หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณใกล้เวียดนาม

หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนใกล้ประเทศเวียดนาม มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนตัวของลมและกลุ่มฝนเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้แนวร่องฝนมีกำลังมากขึ้นในบางช่วง

3. ลมมรสุมนำความชื้นเข้ามาเติมต่อเนื่อง

กระแสลมมรสุมพาความชื้นจากทะเลเข้ามาสู่แนวร่องฝน เมื่อความชื้นสะสมในบรรยากาศมีปริมาณมาก จึงเพิ่มความหนาแน่นของกลุ่มเมฆและทำให้เกิดฝนหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ฝนสูงสุด 111 มม.ต่อชั่วโมง จับตา Rain Bomb

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM GROUP ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ประเมินว่า ปัจจัยสำคัญอีกด้านคือการเชื่อมโยงของร่องความกดอากาศต่ำกับหย่อมความกดอากาศต่ำหลายบริเวณ ประกอบกับความชื้นจากฝั่งอันดามันและทะเลจีนใต้ที่ไหลเข้ามาเติมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มาบรรจบกันบริเวณจังหวัดน่าน จึงทำให้เกิดฝนตกหนักมากในช่วงเวลาสั้น โดยข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญระบุพบว่า อัตราฝนสูงสุดบางช่วงแตะประมาณ 111 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ถือเป็นปริมาณที่สูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำหลากฉับพลัน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องจับตาปรากฏการณ์ฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ในช่วงเวลาสั้น หรือที่เรียกว่า Rain Bomb ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อีกในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีการระบุพื้นที่ที่ควรติดตาม เช่น เชียงราย เชียงใหม่ น่าน และสุโขทัย

ประเด็นสำคัญหลังจากนี้คือการปรับระบบบริหารจัดการน้ำในเขตเมืองและพื้นที่เสี่ยงให้รองรับฝนที่มีความเข้มสูงในช่วงเวลาสั้น รวมถึงการใช้ข้อมูลพยากรณ์และระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อเพิ่มเวลาให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่เตรียมรับสถานการณ์ได้เร็วขึ้น

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน

บรรณาธิการออนไลน์