
การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงก่อนเริ่มปีงบประมาณ 2570 กำลังทำให้เกิดภาพที่น่าสนใจ เมื่อผู้ได้รับความเห็นชอบให้ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหลายรายยังมีเส้นทางราชการอีกหลายปี บางคนเหลือเกือบ 10 ปีก่อนถึงวัยเกษียณ
ตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้เข้าใจว่า เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงแล้ว บุคคลนั้นจะสามารถอยู่ในตำแหน่งเดิมได้อีก 7 ปี 8 ปี หรือกระทั่ง 10 ปี แต่ในทางระบบราชการ “อายุราชการคงเหลือ” ไม่เท่ากับ “ระยะเวลาครองตำแหน่ง”
นี่คือจุดสำคัญในการทำความเข้าใจการจัดวางผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลในปี 2569
อายุราชการเหลือเกือบ 10 ปี แต่ไม่ได้เป็นปลัด 10 ปี
รายชื่อปลัดกระทรวงที่ได้รับความเห็นชอบในรอบนี้ มีทั้งผู้ที่ใกล้เกษียณและผู้ที่ยังเหลืออายุราชการอีกหลายปี
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม มีอายุราชการเหลือเกือบ 10 ปี
นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร จากเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม มีอายุราชการเหลือประมาณ 8 ปี
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ จากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอายุราชการเหลือประมาณ 7 ปี
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีอายุราชการเหลือประมาณ 3 ปี ขณะที่นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้เป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีอายุราชการเหลือประมาณ 1 ปี
ตัวเลขตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึงเกือบ 10 ปี แสดงให้เห็นว่า อายุราชการที่เหลือไม่ใช่เงื่อนไขเดียวในการคัดเลือกปลัดกระทรวง แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการวางกำลังบุคลากรระดับสูงของแต่ละหน่วยงาน
กติกา “4+1+1” คืออะไร?
แม้ปลัดบางคนจะเหลืออายุราชการอีกเกือบ 10 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดำรงตำแหน่งเดิมตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
หลักเกณฑ์สำหรับข้าราชการประเภทบริหารกำหนดกรอบเมื่อดำรงตำแหน่งเดียวติดต่อกันครบ 4 ปี และเปิดให้มีการต่อเวลาตามหลักเกณฑ์ได้ครั้งละไม่เกิน 1 ปี จำนวนไม่เกิน 2 ครั้ง
จึงมักอธิบายอย่างง่ายว่าเป็นกรอบ 4+1+1
ตัวอย่างที่เห็นได้ในปี 2569 คือ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะครบการต่อเวลาครั้งที่ 1 วันที่ 30 กันยายน 2569 และได้รับการต่อเวลาอีก 1 ปีเป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570
ส่วนนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้รับการต่อเวลาอีก 1 ปี เป็นครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
กรณีเหล่านี้ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “เหลือเวลารับราชการอีกกี่ปี” กับ “อยู่ในตำแหน่งบริหารเดิมได้อีกนานเท่าใด” อย่างชัดเจน
สรุปข่าว
การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงก่อนเริ่มปีงบประมาณ 2570 กำลังทำให้เกิดภาพที่น่าสนใจ เมื่อผู้ได้รับความเห็นชอบให้ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหลายรายยังมีเส้นทางราชการอีกหลายปี บางคนเหลือเกือบ 10 ปีก่อนถึงวัยเกษียณ
ตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้เข้าใจว่า เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงแล้ว บุคคลนั้นจะสามารถอยู่ในตำแหน่งเดิมได้อีก 7 ปี 8 ปี หรือกระทั่ง 10 ปี แต่ในทางระบบราชการ “อายุราชการคงเหลือ” ไม่เท่ากับ “ระยะเวลาครองตำแหน่ง”
นี่คือจุดสำคัญในการทำความเข้าใจการจัดวางผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลในปี 2569
อายุราชการเหลือเกือบ 10 ปี แต่ไม่ได้เป็นปลัด 10 ปี
รายชื่อปลัดกระทรวงที่ได้รับความเห็นชอบในรอบนี้ มีทั้งผู้ที่ใกล้เกษียณและผู้ที่ยังเหลืออายุราชการอีกหลายปี
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม มีอายุราชการเหลือเกือบ 10 ปี
นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร จากเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม มีอายุราชการเหลือประมาณ 8 ปี
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ จากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอายุราชการเหลือประมาณ 7 ปี
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ มีอายุราชการเหลือประมาณ 3 ปี ขณะที่นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้เป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีอายุราชการเหลือประมาณ 1 ปี
ตัวเลขตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึงเกือบ 10 ปี แสดงให้เห็นว่า อายุราชการที่เหลือไม่ใช่เงื่อนไขเดียวในการคัดเลือกปลัดกระทรวง แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการวางกำลังบุคลากรระดับสูงของแต่ละหน่วยงาน
กติกา “4+1+1” คืออะไร?
แม้ปลัดบางคนจะเหลืออายุราชการอีกเกือบ 10 ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดำรงตำแหน่งเดิมตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
หลักเกณฑ์สำหรับข้าราชการประเภทบริหารกำหนดกรอบเมื่อดำรงตำแหน่งเดียวติดต่อกันครบ 4 ปี และเปิดให้มีการต่อเวลาตามหลักเกณฑ์ได้ครั้งละไม่เกิน 1 ปี จำนวนไม่เกิน 2 ครั้ง
จึงมักอธิบายอย่างง่ายว่าเป็นกรอบ 4+1+1
ตัวอย่างที่เห็นได้ในปี 2569 คือ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะครบการต่อเวลาครั้งที่ 1 วันที่ 30 กันยายน 2569 และได้รับการต่อเวลาอีก 1 ปีเป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570
ส่วนนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้รับการต่อเวลาอีก 1 ปี เป็นครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
กรณีเหล่านี้ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “เหลือเวลารับราชการอีกกี่ปี” กับ “อยู่ในตำแหน่งบริหารเดิมได้อีกนานเท่าใด” อย่างชัดเจน
แล้วทำไมเลือกคนที่ยังเหลืออายุราชการหลายปี?
คำอธิบายส่วนหนึ่งอยู่ที่บทบาทของ “ปลัดกระทรวง”
ฝ่ายการเมืองมีรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดนโยบาย ขณะที่ปลัดกระทรวงเป็นข้าราชการประจำสูงสุดของกระทรวง ทำหน้าที่บริหารราชการประจำ เชื่อมโยงนโยบายไปสู่กรมและหน่วยงานในสังกัด รวมถึงกำกับงานด้านบุคลากร งบประมาณ และการบริหารองค์กร
รัฐบาลอาจเปลี่ยนตามวาระทางการเมือง แต่ข้าราชการประจำยังคงทำหน้าที่ต่อไป
การมีผู้บริหารที่ยังเหลืออายุราชการหลายปี จึงเอื้อต่อการสะสมประสบการณ์ในระดับบริหาร และเปิดทางให้สามารถหมุนเวียนไปดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงอื่นในอนาคตตามหลักเกณฑ์ของราชการ
ดังนั้น คำว่า “อยู่ยาว” หากจะใช้กับปลัดกระทรวงชุดนี้ ควรหมายถึงการที่บุคคลยังสามารถอยู่ใน ระบบบริหารราชการระดับสูง ได้อีกหลายปี ไม่ใช่การรับประกันว่าจะนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงเดิมจนถึงวันเกษียณ
ทำไมต้องแต่งตั้งก่อน 1 ตุลาคม?
อีกประเด็นคือจังหวะเวลาของการแต่งตั้ง
วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นวันสิ้นปีงบประมาณ 2569 และเป็นช่วงที่ข้าราชการซึ่งครบอายุราชการพ้นจากตำแหน่ง ก่อนเริ่มปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
หลายกระทรวงจึงต้องเตรียมผู้บริหารเข้ารับหน้าที่ทดแทนล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการบริหารราชการ
ปีนี้ ครม.เริ่มทยอยพิจารณารายชื่อสำคัญตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มีการอนุมัติรับโอนนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร จากเลขาธิการ ศอ.บต. มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม
ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ครม.เห็นชอบให้นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และมีผลเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ช่วงเดือนสิงหาคมยังมีการพิจารณาตำแหน่งสำคัญเพิ่มเติม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพร้อมกันเมื่อเข้าสู่ปีงบประมาณ 2570
ไม่ได้มีเฉพาะปลัดกระทรวง
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ครอบคลุมผู้บริหารราชการหลายระดับ ตั้งแต่ปลัดกระทรวง รองปลัด อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ
กระทรวงมหาดไทยเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีตำแหน่งระดับสูงต้องหมุนเวียนจำนวนมาก ขณะที่กระทรวงการคลังมีตำแหน่งสำคัญที่จะว่างจากการเกษียณและการย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น รวม 5 ตำแหน่งตามข้อมูลต้นฉบับ ได้แก่ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมธนารักษ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และตำแหน่งที่ว่างจากการลาออกไปรับหน้าที่ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
กระทรวงพาณิชย์มีข้าราชการระดับสูงเกษียณหลายตำแหน่ง ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทยอยเสนอรายชื่อผู้บริหารระดับสูงเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
จึงเป็นการเปลี่ยนกำลังผู้บริหารหลายส่วนพร้อมกัน มากกว่าการแต่งตั้งปลัดกระทรวงเพียงไม่กี่ตำแหน่ง
ข้าราชการอาจทำงานข้ามรัฐบาลได้อย่างไร?
จุดที่ทำให้การแต่งตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ คือความแตกต่างของ “นาฬิกาการเมือง” กับ “นาฬิการาชการ”
รัฐบาลมีวาระและอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ขณะที่ข้าราชการที่ได้รับแต่งตั้งในวัยซึ่งยังเหลืออายุราชการ 7-10 ปี สามารถทำงานในระบบราชการต่อไปได้อีกยาวนานกว่าอายุของรัฐบาลหนึ่งชุด
ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารที่เหลืออายุราชการ 10 ปี แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเดิมครบ 10 ปี แต่ยังมีเส้นทางที่จะได้รับการแต่งตั้งหรือโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งบริหารอื่นตามหลักเกณฑ์ได้จนกว่าจะเกษียณ
ในอีกด้านหนึ่ง การเลือกผู้ที่เหลืออายุราชการเพียง 1-3 ปีขึ้นเป็นปลัดกระทรวงก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน หากเป็นบุคคลที่ผ่านการพิจารณาว่าเหมาะสมกับตำแหน่ง
จึงไม่สามารถสรุปจาก “จำนวนปีที่เหลือก่อนเกษียณ” เพียงตัวเลขเดียวว่าเป็นการวางตัวบุคคลให้อยู่ในตำแหน่งระยะยาว
วางคนวันนี้ เพื่อความต่อเนื่องของราชการวันหน้า
ภาพการแต่งตั้งก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงควรมองผ่านโครงสร้างการบริหารราชการควบคู่กับบริบททางการเมือง
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ในจังหวะที่ตำแหน่งบริหารระดับสูงจำนวนมากครบวงรอบพร้อมกัน การแต่งตั้งล่วงหน้าช่วยให้หน่วยงานมีผู้รับผิดชอบต่อเนื่องทันทีเมื่อเริ่มปีงบประมาณใหม่ โดยเฉพาะกระทรวงที่มีภารกิจด้านเศรษฐกิจ คมนาคม ความมั่นคง สังคม และการบริหารพื้นที่
ขณะเดียวกัน การที่ปลัดบางรายเหลืออายุราชการอีกหลายปี ย่อมทำให้บุคลากรเหล่านี้มีโอกาสทำหน้าที่ในระดับบริหารต่อเนื่องไปในอนาคต และอาจทำงานผ่านรัฐบาลมากกว่าหนึ่งชุด
แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ การอยู่ในระบบราชการอีก 10 ปี ไม่ได้หมายถึงการครองเก้าอี้ปลัดกระทรวง 10 ปี
การดำรงตำแหน่งยังอยู่ภายใต้กฎหมายและหลักเกณฑ์ด้านการบริหารบุคคล รวมถึงกระบวนการแต่งตั้ง โอน ย้าย และต่อเวลาตามที่กำหนด
ดังนั้น เหตุผลที่ “อายุราชการเหลือหลายปี” ได้รับความสนใจ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนปีบนเก้าอี้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระยะเวลาที่ผู้บริหารเหล่านี้ยังสามารถเป็นกำลังสำคัญของระบบราชการ และสร้างความต่อเนื่องให้กับการบริหารประเทศในช่วงหลายปีข้างหน้า
- "ปืนเถื่อน" VS "ปืนทะเบียน" อะไรเป็นปัญหาใหญ่กว่า แล้วรัฐควบคุมถูกจุดไหม
- นายกฯ กำชับ มหาดไทย-ตำรวจ ต้องเป็น "คู่จิ้น" ปราบอาชญากรรม สั่งเข้มด่านตรวจปืน
- นายกฯ ย้ำกรณีห้ามยิงโจรในบ้าน พยายามบอกว่าอาวุธปืนไม่มีประโยชน์กับใคร
- “อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.
- อนุทิน ยันไร้ข้อยกเว้น! สั่งเดินหน้าคดี “ฉลอง เรี่ยวแรง” ลั่นเป็นใครก็ต้องรับโทษ
บรรณาธิการออนไลน์
