
เปิดกลไกรัฐสกัดโกงสอบท้องถิ่น เร่งขยายผลถึงผู้บงการ
คดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังหน่วยงานภาครัฐเร่งรวบรวมหลักฐานทางคดี ตรวจสอบความผิดปกติของคะแนน และขยายผลเส้นทางการเงินจากผู้ปฏิบัติการไปยังผู้เกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ
จากจุดเริ่มต้นที่บ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ทำงานของกลุ่มผู้ต้องสงสัย คดีได้ขยายเข้าสู่การตรวจสอบเชิงระบบ โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ร่วมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานตรวจสอบคดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บัญชาการกฎหมายและคดี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
สอบ 4 แสนคน ชิงตำแหน่งท้องถิ่น 6,669 อัตรา
การสอบท้องถิ่นปี 2568 มีผู้สมัครสอบประมาณ 400,000 คน เพื่อแข่งขันเข้าสู่ตำแหน่งว่างจำนวน 6,669 อัตรา ขณะที่วงเงินจัดการสอบผ่านมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว อยู่ที่ประมาณ 133 ล้านบาท
ข้อมูลจากการสืบสวนที่มีการเปิดเผยระบุว่า รูปแบบความผิดไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำข้อสอบออกจากระบบ แต่ครอบคลุมถึงการแก้ไขคะแนนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ การจัดลำดับผู้สอบใหม่ และการทำให้ข้อมูลในฐานคะแนนสอดคล้องกับรายชื่อผู้ได้รับการประกาศผล
อัตราที่มีการกล่าวอ้างสำหรับการซื้อสิทธิหรือปรับคะแนนอยู่ระหว่าง 300,000-800,000 บาทต่อราย ส่วนตัวเลขเงินหมุนเวียนประมาณ 4,500 ล้านบาทยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและขยายผล จึงต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการก่อนสรุปความเสียหายที่ชัดเจน
บ้านนนทบุรี จุดเปิดเครือข่ายแก้คะแนน
หลักฐานสำคัญของคดีมาจากการตรวจค้นบ้านพักในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่พบผู้ที่อยู่ภายในบ้านรวม 11 คน ประกอบด้วยข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพนักงานบริษัทเอกชน
ภายในบ้านถูกจัดพื้นที่คล้ายสำนักงาน มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง เอกสารเกี่ยวกับผู้เข้าสอบ สำเนากระดาษคำตอบ และข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนคะแนน โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจพิสูจน์ข้อมูลดิจิทัลและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล
พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามเตรียมพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลทั้ง 11 รายตามพยานหลักฐาน โดยจะพิจารณาบทบาทของแต่ละคนแยกเป็นรายกรณี หลักการสำคัญคือผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
คดีคืบกว่า 70% ตรวจสอบมากกว่า 30 ประเด็น
พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน รองผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 6 ในฐานะโฆษกคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เปิดเผยว่า คณะทำงานกำหนดกรอบตรวจสอบมากกว่า 30 ประเด็น แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา
1. ขั้นตอนก่อนการสอบ
ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การคัดเลือกหน่วยงานดำเนินการสอบ การออกแบบระบบ การจัดทำข้อสอบ การควบคุมกระดาษคำตอบ และการกำหนดสิทธิการเข้าถึงฐานข้อมูล
2. ขั้นตอนระหว่างการสอบ
ตรวจมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อสอบ การควบคุมสนามสอบ การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการคุมสอบ รวมถึงช่องทางที่อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลออกจากระบบ
3. ขั้นตอนหลังการสอบ
ตรวจการเก็บรักษากระดาษคำตอบ การอ่านและประมวลผลคะแนน ความแตกต่างระหว่างคะแนนดิบกับคะแนนที่ประกาศ การเรียงลำดับผู้สอบ และกระบวนการขึ้นบัญชีเพื่อรอการบรรจุ
คณะทำงานเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลแล้วอย่างน้อย 7 ปาก ครอบคลุมหน่วยงานรัฐ หน่วยงานจัดสอบ และภาคเอกชน ทำให้การรวบรวมข้อเท็จจริงคืบหน้าแล้วกว่า 70% ก่อนจัดทำข้อสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย
ผบ.ตร.เร่งตรวจหลักฐาน-เส้นเงิน ส่งข้อมูลภายใน 24 ก.ค.
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐเป็นประธานการประชุมคณะทำงานครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานในคดี
เป้าหมายคือจัดทำรายละเอียดส่งให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 ก่อนส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายในกรอบเวลาที่กำหนด
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า การตรวจสอบเส้นทางการเงินยังเดินหน้าควบคู่กับการสอบสวนคดีอาญา หากพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น
4 กลไกหลัก ไล่ตรวจตั้งแต่คนแก้คะแนนถึงผู้สั่งการ
การดำเนินคดีถูกแบ่งออกเป็นกลไกหลัก เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานครอบคลุมทุกมิติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติและ CIB รับผิดชอบการสืบสวนคดีอาญา การตรวจค้น การสอบปากคำ การพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล และการตรวจสอบบุคคลที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ
ป.ป.ช. ทำหน้าที่ไต่สวนกรณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมาย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางร่วมสนับสนุนการตรวจสอบ
ป.ป.ท. ตรวจสอบมิติการทุจริตในภาครัฐ วิเคราะห์ช่องโหว่ของระบบ และจัดทำข้อเสนอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1206
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและ กสถ. ตรวจสอบกระบวนการสอบ คะแนนดิบ รายชื่อผู้ผ่านการสอบ และการขึ้นบัญชี เพื่อพิจารณาทางปกครองและคุ้มครองสิทธิของผู้สอบที่สุจริต
คะแนนผิดปกติหลายพันราย ต้องรื้อบัญชีใหม่
คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นตรวจพบความแตกต่างระหว่างคะแนนดิบในกระดาษคำตอบกับคะแนนที่นำไปประกาศผล ส่งผลให้มีการพิจารณาชะลอหรือยกเลิกการบรรจุผู้ที่มีคะแนนผิดปกติ และรื้อกระบวนการจัดอันดับใหม่
ตัวเลขผู้มีคะแนนผิดปกติที่ปรากฏในรายงานข่าวมีทั้ง 5,814 และ 5,924 ราย จึงควรรอการยืนยันจากมติและบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้เข้าสอบที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
แนวทางของรัฐบาลคือแยกผู้สอบสุจริตออกจากผู้ที่ได้คะแนนจากการกระทำผิด พร้อมใช้หลักฐานกระดาษคำตอบ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ และเส้นทางการเงินประกอบกันก่อนมีคำสั่งทางปกครอง
รัฐบาลย้ำไม่มีประนีประนอมกับผู้ทุจริต
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันแนวทางดำเนินคดีโดยไม่มีการแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ และให้ทุกหน่วยงานเร่งทำงานตามอำนาจหน้าที่
รัฐบาลใช้หลักการที่เรียกว่า “ผลไม้มีพิษ” หากตรวจพบว่าผู้ใดได้รับการบรรจุจากกระบวนการทุจริต แม้จะเข้าสู่ตำแหน่งไปแล้ว ก็อาจถูกเพิกถอนสิทธิหรือดำเนินการทางกฎหมาย เพราะจุดเริ่มต้นของการได้ตำแหน่งไม่ถูกต้อง
แนวทางนี้มีเป้าหมายรักษาสิทธิของผู้สมัครที่เข้าสอบโดยสุจริต และฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบคัดเลือกบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“ลาสต์บอส” เป็นข้อเรียกร้องทางการเมือง ยังต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน
คำว่า “ลาสต์บอส” ถูกนำมาใช้โดยฝ่ายค้านเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ขยายผลไปถึงผู้บงการหรือผู้ได้รับประโยชน์ระดับสูง โดย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า หากคดีจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน อาจเกิดข้อครหาว่ามีการตัดตอน
ฝ่ายค้านยังเรียกร้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อพิสูจน์ว่ามีเงินจากผู้สมัครสอบไหลผ่านบุคคล บริษัท หรือบัญชีใดบ้าง
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องผู้มีอำนาจระดับสูงยังไม่มีข้อยุติ การระบุว่าบุคคลใดเป็นผู้สั่งการจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานด้านการเงิน การติดต่อสื่อสาร ข้อมูลดิจิทัล และคำให้การที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน
สรุปข่าว
เปิดกลไกรัฐสกัดโกงสอบท้องถิ่น เร่งขยายผลถึงผู้บงการ
คดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลังหน่วยงานภาครัฐเร่งรวบรวมหลักฐานทางคดี ตรวจสอบความผิดปกติของคะแนน และขยายผลเส้นทางการเงินจากผู้ปฏิบัติการไปยังผู้เกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ
จากจุดเริ่มต้นที่บ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ทำงานของกลุ่มผู้ต้องสงสัย คดีได้ขยายเข้าสู่การตรวจสอบเชิงระบบ โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ร่วมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานตรวจสอบคดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บัญชาการกฎหมายและคดี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
สอบ 4 แสนคน ชิงตำแหน่งท้องถิ่น 6,669 อัตรา
การสอบท้องถิ่นปี 2568 มีผู้สมัครสอบประมาณ 400,000 คน เพื่อแข่งขันเข้าสู่ตำแหน่งว่างจำนวน 6,669 อัตรา ขณะที่วงเงินจัดการสอบผ่านมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว อยู่ที่ประมาณ 133 ล้านบาท
ข้อมูลจากการสืบสวนที่มีการเปิดเผยระบุว่า รูปแบบความผิดไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำข้อสอบออกจากระบบ แต่ครอบคลุมถึงการแก้ไขคะแนนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ การจัดลำดับผู้สอบใหม่ และการทำให้ข้อมูลในฐานคะแนนสอดคล้องกับรายชื่อผู้ได้รับการประกาศผล
อัตราที่มีการกล่าวอ้างสำหรับการซื้อสิทธิหรือปรับคะแนนอยู่ระหว่าง 300,000-800,000 บาทต่อราย ส่วนตัวเลขเงินหมุนเวียนประมาณ 4,500 ล้านบาทยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบและขยายผล จึงต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการก่อนสรุปความเสียหายที่ชัดเจน
บ้านนนทบุรี จุดเปิดเครือข่ายแก้คะแนน
หลักฐานสำคัญของคดีมาจากการตรวจค้นบ้านพักในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่พบผู้ที่อยู่ภายในบ้านรวม 11 คน ประกอบด้วยข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพนักงานบริษัทเอกชน
ภายในบ้านถูกจัดพื้นที่คล้ายสำนักงาน มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง เอกสารเกี่ยวกับผู้เข้าสอบ สำเนากระดาษคำตอบ และข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนคะแนน โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจพิสูจน์ข้อมูลดิจิทัลและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล
พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามเตรียมพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลทั้ง 11 รายตามพยานหลักฐาน โดยจะพิจารณาบทบาทของแต่ละคนแยกเป็นรายกรณี หลักการสำคัญคือผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
คดีคืบกว่า 70% ตรวจสอบมากกว่า 30 ประเด็น
พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน รองผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 6 ในฐานะโฆษกคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เปิดเผยว่า คณะทำงานกำหนดกรอบตรวจสอบมากกว่า 30 ประเด็น แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา
1. ขั้นตอนก่อนการสอบ
ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การคัดเลือกหน่วยงานดำเนินการสอบ การออกแบบระบบ การจัดทำข้อสอบ การควบคุมกระดาษคำตอบ และการกำหนดสิทธิการเข้าถึงฐานข้อมูล
2. ขั้นตอนระหว่างการสอบ
ตรวจมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อสอบ การควบคุมสนามสอบ การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการคุมสอบ รวมถึงช่องทางที่อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลออกจากระบบ
3. ขั้นตอนหลังการสอบ
ตรวจการเก็บรักษากระดาษคำตอบ การอ่านและประมวลผลคะแนน ความแตกต่างระหว่างคะแนนดิบกับคะแนนที่ประกาศ การเรียงลำดับผู้สอบ และกระบวนการขึ้นบัญชีเพื่อรอการบรรจุ
คณะทำงานเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลแล้วอย่างน้อย 7 ปาก ครอบคลุมหน่วยงานรัฐ หน่วยงานจัดสอบ และภาคเอกชน ทำให้การรวบรวมข้อเท็จจริงคืบหน้าแล้วกว่า 70% ก่อนจัดทำข้อสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย
ผบ.ตร.เร่งตรวจหลักฐาน-เส้นเงิน ส่งข้อมูลภายใน 24 ก.ค.
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐเป็นประธานการประชุมคณะทำงานครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานในคดี
เป้าหมายคือจัดทำรายละเอียดส่งให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 ก่อนส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายในกรอบเวลาที่กำหนด
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า การตรวจสอบเส้นทางการเงินยังเดินหน้าควบคู่กับการสอบสวนคดีอาญา หากพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น
4 กลไกหลัก ไล่ตรวจตั้งแต่คนแก้คะแนนถึงผู้สั่งการ
การดำเนินคดีถูกแบ่งออกเป็นกลไกหลัก เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานครอบคลุมทุกมิติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติและ CIB รับผิดชอบการสืบสวนคดีอาญา การตรวจค้น การสอบปากคำ การพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล และการตรวจสอบบุคคลที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ
ป.ป.ช. ทำหน้าที่ไต่สวนกรณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมาย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางร่วมสนับสนุนการตรวจสอบ
ป.ป.ท. ตรวจสอบมิติการทุจริตในภาครัฐ วิเคราะห์ช่องโหว่ของระบบ และจัดทำข้อเสนอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1206
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและ กสถ. ตรวจสอบกระบวนการสอบ คะแนนดิบ รายชื่อผู้ผ่านการสอบ และการขึ้นบัญชี เพื่อพิจารณาทางปกครองและคุ้มครองสิทธิของผู้สอบที่สุจริต
คะแนนผิดปกติหลายพันราย ต้องรื้อบัญชีใหม่
คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นตรวจพบความแตกต่างระหว่างคะแนนดิบในกระดาษคำตอบกับคะแนนที่นำไปประกาศผล ส่งผลให้มีการพิจารณาชะลอหรือยกเลิกการบรรจุผู้ที่มีคะแนนผิดปกติ และรื้อกระบวนการจัดอันดับใหม่
ตัวเลขผู้มีคะแนนผิดปกติที่ปรากฏในรายงานข่าวมีทั้ง 5,814 และ 5,924 ราย จึงควรรอการยืนยันจากมติและบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้เข้าสอบที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
แนวทางของรัฐบาลคือแยกผู้สอบสุจริตออกจากผู้ที่ได้คะแนนจากการกระทำผิด พร้อมใช้หลักฐานกระดาษคำตอบ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ และเส้นทางการเงินประกอบกันก่อนมีคำสั่งทางปกครอง
รัฐบาลย้ำไม่มีประนีประนอมกับผู้ทุจริต
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันแนวทางดำเนินคดีโดยไม่มีการแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบ และให้ทุกหน่วยงานเร่งทำงานตามอำนาจหน้าที่
รัฐบาลใช้หลักการที่เรียกว่า “ผลไม้มีพิษ” หากตรวจพบว่าผู้ใดได้รับการบรรจุจากกระบวนการทุจริต แม้จะเข้าสู่ตำแหน่งไปแล้ว ก็อาจถูกเพิกถอนสิทธิหรือดำเนินการทางกฎหมาย เพราะจุดเริ่มต้นของการได้ตำแหน่งไม่ถูกต้อง
แนวทางนี้มีเป้าหมายรักษาสิทธิของผู้สมัครที่เข้าสอบโดยสุจริต และฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบคัดเลือกบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“ลาสต์บอส” เป็นข้อเรียกร้องทางการเมือง ยังต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน
คำว่า “ลาสต์บอส” ถูกนำมาใช้โดยฝ่ายค้านเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ขยายผลไปถึงผู้บงการหรือผู้ได้รับประโยชน์ระดับสูง โดย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า หากคดีจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน อาจเกิดข้อครหาว่ามีการตัดตอน
ฝ่ายค้านยังเรียกร้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อพิสูจน์ว่ามีเงินจากผู้สมัครสอบไหลผ่านบุคคล บริษัท หรือบัญชีใดบ้าง
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องผู้มีอำนาจระดับสูงยังไม่มีข้อยุติ การระบุว่าบุคคลใดเป็นผู้สั่งการจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานด้านการเงิน การติดต่อสื่อสาร ข้อมูลดิจิทัล และคำให้การที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน
เส้นเงินคือกุญแจสำคัญ ป้องกันการตัดตอนคดี
การตรวจเส้นทางการเงินมีบทบาทสำคัญต่อการขยายผล เพราะช่วยแยกบทบาทของผู้เกี่ยวข้องออกเป็นหลายระดับ ได้แก่ ผู้สมัครที่จ่ายเงิน ผู้รวบรวมรายชื่อ นายหน้า ผู้รับเงิน ผู้แก้คะแนน ผู้ควบคุมระบบ และผู้ที่อาจสั่งการหรือรับประโยชน์
หากพบธุรกรรมผิดปกติ เจ้าหน้าที่สามารถขยายผลไปยังบัญชีที่รับโอน ทรัพย์สินที่ซื้อภายหลังการสอบ บริษัทที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลที่ถือเงินแทนผู้อื่น
การทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. จะช่วยลดความเสี่ยงที่คดีจะสิ้นสุดอยู่เฉพาะผู้ปฏิบัติการ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้ควบคุมเครือข่ายที่แท้จริง
ACT ชี้ต้องจัดการ “ตัวกลาง” ปิดช่องซื้อขายตำแหน่ง
นายกิตติเดช ฉันทังกูล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT เสนอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับกลุ่มตัวกลาง ซึ่งทำหน้าที่หาลูกค้า ประสานการจ่ายเงิน และเชื่อมระหว่างผู้ต้องการตำแหน่งกับผู้ที่เข้าถึงระบบ
ตัวกลางบางกลุ่มอาจไม่ได้เป็นผู้แก้คะแนนโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญในการรับเงิน แบ่งผลประโยชน์ และปกปิดผู้ที่อยู่เหนือขึ้นไป การแก้กฎหมายจึงควรกำหนดความรับผิดของผู้ประสานการทุจริตและผู้บงการให้ชัดเจน
ACT ยังเสนอแนวคิด “กิโยตีนกฎหมาย” โดยทบทวนกฎ ระเบียบ และขั้นตอนราชการที่ซ้ำซ้อนหรือเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมยกระดับระบบติดตามความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน
OECD จับตาความจริงจังปราบคอร์รัปชันของไทย
เวทีของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่หารือเรื่องมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ให้ความสำคัญกับการป้องกันคอร์รัปชันและการยกระดับความโปร่งใสของภาครัฐ
ACT มองว่าคดีสอบท้องถิ่นเป็นหนึ่งในกรณีที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของประเทศไทยในการจัดการปัญหาทุจริตเชิงระบบ โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ การคุ้มครองผู้สุจริต และการแก้กฎระเบียบที่เป็นช่องโหว่
สำนักงาน ป.ป.ท. มีภารกิจร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบอื่นในการเฝ้าระวังโครงการภาครัฐและยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบคุณธรรมภาครัฐ
ข้อเสนอรื้อการสอบปี 2564
นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้คณะตรวจสอบย้อนกลับไปตรวจการสอบท้องถิ่นปี 2564 หลังมีข้อมูลกล่าวอ้างว่าอาจมีการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการบรรจุเข้ารับราชการมาตั้งแต่การสอบรอบก่อน
ข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นความเห็นของผู้เรียกร้อง หน่วยงานรัฐต้องประเมินว่ามีพยานหลักฐานหรือข้อมูลเพียงพอที่จะเปิดการตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่ หากพบความผิดปกติก็สามารถแยกดำเนินการเป็นอีกสำนวนหนึ่งได้
5 จุดชี้ขาด คดีจะไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่
ประเด็นแรก คือผลตรวจเส้นทางการเงินว่าจะเชื่อมจากผู้สมัครไปถึงใครบ้าง
ประเด็นที่สอง คือข้อมูลดิจิทัลจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และระบบแก้คะแนน จะระบุผู้สั่งงานหรือผู้ให้สิทธิการเข้าถึงได้หรือไม่
ประเด็นที่สาม คือคำให้การของบุคคล 11 รายภายในบ้านนนทบุรี จะสอดคล้องกับหลักฐานทางเทคนิคและธุรกรรมการเงินเพียงใด
ประเด็นที่สี่ คือความรับผิดชอบของหน่วยงานจัดสอบและผู้รับผิดชอบโครงการ ตั้งแต่การออกข้อสอบไปจนถึงการประกาศผล
ประเด็นที่ห้า คือมาตรการเยียวยาผู้สอบสุจริตและการปรับระบบสอบใหม่ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องต้องรับผลกระทบจากการตรวจสอบเครือข่ายทุจริต
ไทม์ไลน์คดีโกงสอบท้องถิ่น
ปี 2564
มีข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบย้อนหลัง หลังปรากฏข้อมูลกล่าวอ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินแลกตำแหน่งในการสอบท้องถิ่นรอบก่อน
ปี 2568
เปิดสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ผู้สมัครประมาณ 400,000 คน ชิงตำแหน่ง 6,669 อัตรา
หลังประกาศผลสอบ
พบข้อสังเกตเกี่ยวกับคะแนนดิบและคะแนนประกาศ รวมถึงรายชื่อผู้สอบที่มีความผิดปกติ
ช่วงตรวจค้นบ้านนนทบุรี
เจ้าหน้าที่พบผู้เกี่ยวข้อง 11 คน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เอกสารคำตอบ และข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงคะแนน
14 กรกฎาคม 2569
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐเป็นประธานประชุมคณะทำงานตรวจสอบการทุจริตสอบท้องถิ่น ครั้งที่ 2/2569
20 กรกฎาคม 2569
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ครั้งที่ 3/2569 เร่งรวบรวมพยานหลักฐานและรายละเอียดทางกฎหมาย
24 กรกฎาคม 2569
กำหนดส่งสรุปรายละเอียดให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เพื่อประกอบการดำเนินงานของคณะตรวจสอบและส่งข้อมูลตามขั้นตอนกฎหมาย
- จับตา 17 ก.ค. กสถ. ถกเพิกถอนบรรจุล็อตแรก 3,621 ราย คดีโกงสอบท้องถิ่น
- เปิด 3 กลุ่มคะแนนผิดปกติ เหตุใด กสถ. เสนอเพิกถอนบรรจุผู้สอบท้องถิ่น 5,814 ราย
- ด่วนที่สุด! มติ กสถ. เพิกถอนสิทธิข้าราชการโกงสอบท้องถิ่น 5,814 ราย
- ตร.แถลงรวบ 3 ผู้ต้องหาทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568
- สรุปความคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น เปิด 5 ประเด็นสำคัญ หลายจุดต้องสอบเพิ่ม
บรรณาธิการออนไลน์
