
สูตร CARE บำนาญประกันสังคม กำลังรื้อวิธีคิดเงินบำนาญชราภาพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ "ฐานค่าจ้าง" ที่นำมาคำนวณ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นค่าจ้างเฉลี่ยทุกเดือนตลอดชีวิตการทำงานที่เคยส่งสมทบ โดยปรับมูลค่าเงินในอดีตให้เทียบเท่าปัจจุบัน
สูตร CARE ประกันสังคม คืออะไร
สูตร CARE ย่อมาจาก Career-Average Revalued Earnings หรือการคำนวณบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ยตลอดอาชีพที่ปรับมูลค่าแล้ว หลักการคือนำค่าจ้างทุกเดือนที่ผู้ประกันตนเคยส่งเงินสมทบมาเฉลี่ยกันทั้งหมด ไม่ใช่มองเฉพาะช่วงท้าย โดยก่อนเฉลี่ยจะมีการ "ปรับมูลค่าเงินในอดีตให้เป็นปัจจุบัน" ผ่านกลไกแต้มบำนาญ เพื่อให้เงินเดือนที่ส่งเมื่อหลายสิบปีก่อนไม่ถูกตีค่าต่ำกว่าความเป็นจริง
สำนักงานประกันสังคมระบุว่าได้พัฒนาสูตรนี้ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ตั้งแต่ปี 2563 ภายใต้แนวคิด "ส่งมากได้มาก ส่งน้อยได้ตามสัดส่วน" เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมกับผู้ประกันตนทุกช่วงอายุงาน ไม่ใช่เฉพาะ 5 ปีสุดท้ายเหมือนสูตรเดิม
เทียบตัวเลขสูตรเดิมกับสูตร CARE
อินโฟกราฟิกของ TNN จำลองกรณีผู้ประกันตนที่ทยอยย้ายฐานส่งสมทบ (เช่นจาก ม.33 ไป ม.39) โดยใช้เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทของปี 2569 ผลที่ได้คือ หากไม่มีการย้ายฐาน ทั้งสองสูตรให้บำนาญเท่ากันที่ 3,500 บาท แต่เมื่อฐานช่วงท้ายลดลงเรื่อย ๆ สูตรเดิมจะให้บำนาญต่ำลงตามไปด้วย ขณะที่สูตร CARE กลับไต่ขึ้น
ตัวเลขในตัวอย่างเปรียบเทียบชี้ว่าสูตร CARE ให้บำนาญสูงกว่าสูตรเดิมตั้งแต่ราว 11.7% ในปีแรกที่ย้ายฐาน ไปจนถึงจุดที่ต่างกันมากที่สุดคือประมาณ 198.4% หรือเกือบสามเท่า เมื่อฐานช่วงท้ายลดต่ำสุด ตัวเลขชุดนี้เป็นการจำลองสถานการณ์เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขที่ทุกคนจะได้รับเท่ากัน เพราะบำนาญจริงขึ้นอยู่กับประวัติการส่งสมทบของแต่ละคน
สรุปข่าว
สูตร CARE บำนาญประกันสังคม กำลังรื้อวิธีคิดเงินบำนาญชราภาพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ "ฐานค่าจ้าง" ที่นำมาคำนวณ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นค่าจ้างเฉลี่ยทุกเดือนตลอดชีวิตการทำงานที่เคยส่งสมทบ โดยปรับมูลค่าเงินในอดีตให้เทียบเท่าปัจจุบัน
สูตร CARE ประกันสังคม คืออะไร
สูตร CARE ย่อมาจาก Career-Average Revalued Earnings หรือการคำนวณบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ยตลอดอาชีพที่ปรับมูลค่าแล้ว หลักการคือนำค่าจ้างทุกเดือนที่ผู้ประกันตนเคยส่งเงินสมทบมาเฉลี่ยกันทั้งหมด ไม่ใช่มองเฉพาะช่วงท้าย โดยก่อนเฉลี่ยจะมีการ "ปรับมูลค่าเงินในอดีตให้เป็นปัจจุบัน" ผ่านกลไกแต้มบำนาญ เพื่อให้เงินเดือนที่ส่งเมื่อหลายสิบปีก่อนไม่ถูกตีค่าต่ำกว่าความเป็นจริง
สำนักงานประกันสังคมระบุว่าได้พัฒนาสูตรนี้ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ตั้งแต่ปี 2563 ภายใต้แนวคิด "ส่งมากได้มาก ส่งน้อยได้ตามสัดส่วน" เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมกับผู้ประกันตนทุกช่วงอายุงาน ไม่ใช่เฉพาะ 5 ปีสุดท้ายเหมือนสูตรเดิม
เทียบตัวเลขสูตรเดิมกับสูตร CARE
อินโฟกราฟิกของ TNN จำลองกรณีผู้ประกันตนที่ทยอยย้ายฐานส่งสมทบ (เช่นจาก ม.33 ไป ม.39) โดยใช้เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทของปี 2569 ผลที่ได้คือ หากไม่มีการย้ายฐาน ทั้งสองสูตรให้บำนาญเท่ากันที่ 3,500 บาท แต่เมื่อฐานช่วงท้ายลดลงเรื่อย ๆ สูตรเดิมจะให้บำนาญต่ำลงตามไปด้วย ขณะที่สูตร CARE กลับไต่ขึ้น
ตัวเลขในตัวอย่างเปรียบเทียบชี้ว่าสูตร CARE ให้บำนาญสูงกว่าสูตรเดิมตั้งแต่ราว 11.7% ในปีแรกที่ย้ายฐาน ไปจนถึงจุดที่ต่างกันมากที่สุดคือประมาณ 198.4% หรือเกือบสามเท่า เมื่อฐานช่วงท้ายลดต่ำสุด ตัวเลขชุดนี้เป็นการจำลองสถานการณ์เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ตัวเลขที่ทุกคนจะได้รับเท่ากัน เพราะบำนาญจริงขึ้นอยู่กับประวัติการส่งสมทบของแต่ละคน
หกจุดต่างของหลักการที่ต้องรู้
ความต่างระหว่างสองสูตรมีอย่างน้อยหกจุด จุดแรกคือฐานค่าจ้าง สูตรเดิมใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ส่วน CARE ใช้ค่าจ้างเฉลี่ยทุกเดือนตลอดการทำงาน
จุดที่สองคืออัตราบำนาญเริ่มต้น ทั้งคู่ยังคงเริ่มที่ 20% ของฐาน แต่ต่างกันที่ฐานนั้นมาจากช่วงใด
จุดที่สามคือการคิดส่วนเพิ่มกรณีส่งเกิน 15 ปี สูตรเดิมเพิ่ม 1.5% ต่อการส่งครบทุก 1 ปี ส่วน CARE เพิ่ม 0.125% ต่อการส่งทุก 1 เดือน
จุดที่สี่คือการจัดการเศษเดือน สูตรเดิมปัดเศษทิ้งหากส่งไม่ครบ 12 เดือน แต่ CARE นำทุกเดือนมาคิดเป็นอัตราส่วน
จุดที่ห้าคือกรณีย้ายจาก ม.33 ไป ม.39 ซึ่งสูตรเดิมทำให้บำนาญเหลือหลักพันต้น ๆ แต่ CARE นำฐานเงินเดือนที่เคยส่งสูงมาร่วมเฉลี่ยและปรับมูลค่า
จุดที่หกคือกรณีเงินเดือนลดก่อนเกษียณหรือถูกเลิกจ้างในช่วง 5 ปีสุดท้าย ซึ่งสูตร CARE ประคองรายได้ด้วยการเฉลี่ยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ครม.เคาะแล้ว เริ่มใช้จริงเมื่อไร
วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ครอบคลุมผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39
อย่างไรก็ตาม สูตรนี้ยังไม่บังคับใช้ทันที เพราะต้องส่งร่างให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 180 วันนับจากวันประกาศ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่าการปรับปรุงครั้งนี้ครอบคลุมสิทธิประโยชน์สำคัญหลายด้าน
เยียวยา 5 ปี การันตีเงินไม่ลด
ประเด็นที่ผู้ประกันตนกังวลมากที่สุดคือกลัวว่าสูตรใหม่จะทำให้บำนาญลดลง สำนักงานประกันสังคมจึงวางหลักว่าจะคำนวณให้ทั้งสองสูตรแล้วจ่ายตามสูตรที่ได้มากกว่า สำหรับกลุ่มที่กำลังจะเกษียณและสูตรใหม่คำนวณได้น้อยกว่าเดิม จะมีเงินชดเชยส่วนต่างแบบขั้นบันไดในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี โดยผู้เกษียณปีแรกได้ชดเชย 100% ปีที่สอง 80% ปีที่สาม 60% ปีที่สี่ 40% และปีที่ห้า 20% จากนั้นเข้าสู่ระบบใหม่เต็มรูปแบบ
นายจุลพันธ์ยืนยันหลักการว่า หากคำนวณแล้วผู้ประกันตนได้บำนาญน้อยกว่าเดิม จะยังจ่ายตามสูตรเดิมที่มากกว่า แต่หากสูตร CARE ให้มากขึ้น ก็จะจ่ายตามสูตร CARE ส่วนผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากคำนวณใหม่แล้วได้เพิ่ม จะปรับเพิ่มให้ในงวดถัดไปโดยไม่จ่ายย้อนหลัง
ใครได้ประโยชน์ และเสียงที่ต้องฟัง
กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือคนที่ย้ายจาก ม.33 ไป ม.39 ในช่วงท้าย คนที่เงินเดือนลดลงก่อนเกษียณ และคนที่ส่งสมทบต่อเนื่องในอัตราสูงมานาน ส่วนกลุ่มที่ต้องระวังคือคนที่เงินเดือนต่ำมานานแล้วพุ่งสูงเฉพาะ 5 ปีสุดท้าย เพราะสูตรเดิมมองแค่ช่วงพีค แต่สูตรใหม่เฉลี่ยทั้งชีวิต กลุ่มนี้จึงมีมาตรการเยียวยารองรับ
ด้านเสียงท้วงติง สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เคยยื่นหนังสือถึงสำนักงานประกันสังคมขอให้ชะลอการประกาศใช้ เพราะกังวลผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่ง สปส. ยืนยันว่าสูตรใหม่ไม่ได้ทำให้ ม.33 เสียประโยชน์ ขณะที่นักวิชาการและกรรมการบางส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง โดยมองว่าสูตรเดิมสร้างความไม่เป็นธรรมสะสมมานาน
ที่มารูปภาพ : TNN Online
