บัตรคนจน 2569 กับเกณฑ์รายได้ 1 แสนบาทต่อปี ตัวเลขนี้มาจากไหน และเพียงพอหรือไม่

Share on Line Share on Facebook Share on X
บัตรคนจน 2569 กับเกณฑ์รายได้ 1 แสนบาทต่อปี ตัวเลขนี้มาจากไหน และเพียงพอหรือไม่

บัตรคนจน 2569 กับคำถามเรื่องเกณฑ์รายได้ 100,000 บาทต่อปี

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ "บัตรคนจน" รอบปี 2569 คือเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งยังคงเป็นตัวเลขหลักในการคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ

ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นรายได้เฉลี่ยประมาณ 8,333 บาทต่อเดือน และถูกใช้ควบคู่กับเงื่อนไขด้านทรัพย์สิน หนี้สิน และรายได้เฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือน

คำถามสำคัญคือ ตัวเลข 100,000 บาทต่อปี สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพของไทยในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด

เมื่อเทียบกับเส้นความยากจนแห่งชาติ

ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เส้นความยากจนของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับประมาณ 2,800-3,200 บาทต่อคนต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 34,000-38,000 บาทต่อปี

หากนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์บัตรคนจนที่ 100,000 บาทต่อปี จะพบว่าเกณฑ์ดังกล่าวสูงกว่าเส้นความยากจนทางสถิติประมาณ 2.5-3 เท่า

นั่นหมายความว่า ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมกลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ยังมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น ผู้มีรายได้เดือนละ 7,000-8,000 บาท แม้จะไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยากจนตามนิยามทางสถิติ แต่ยังถือว่ามีรายได้ต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในหลายพื้นที่ของประเทศ

สรุปข่าว

เกณฑ์รายได้ 100,000 บาทต่อปีของบัตรคนจน 2569 สูงกว่าเส้นความยากจนแห่งชาติราว 2.5-3 เท่า แต่ยังต่ำกว่ารายได้ของแรงงานค่าแรงขั้นต่ำตลอดปี การคัดกรองรอบใหม่ใช้รายได้ครัวเรือนและข้อมูลภาษีร่วมพิจารณา ทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องความเหมาะสมของเกณฑ์และผู้ที่อาจตกหล่นจากระบบสวัสดิการ

บัตรคนจน 2569 กับคำถามเรื่องเกณฑ์รายได้ 100,000 บาทต่อปี

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ "บัตรคนจน" รอบปี 2569 คือเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งยังคงเป็นตัวเลขหลักในการคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ

ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นรายได้เฉลี่ยประมาณ 8,333 บาทต่อเดือน และถูกใช้ควบคู่กับเงื่อนไขด้านทรัพย์สิน หนี้สิน และรายได้เฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือน

คำถามสำคัญคือ ตัวเลข 100,000 บาทต่อปี สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพของไทยในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด

เมื่อเทียบกับเส้นความยากจนแห่งชาติ

ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เส้นความยากจนของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับประมาณ 2,800-3,200 บาทต่อคนต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 34,000-38,000 บาทต่อปี

หากนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์บัตรคนจนที่ 100,000 บาทต่อปี จะพบว่าเกณฑ์ดังกล่าวสูงกว่าเส้นความยากจนทางสถิติประมาณ 2.5-3 เท่า

นั่นหมายความว่า ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมกลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ยังมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น ผู้มีรายได้เดือนละ 7,000-8,000 บาท แม้จะไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยากจนตามนิยามทางสถิติ แต่ยังถือว่ามีรายได้ต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในหลายพื้นที่ของประเทศ

เทียบกับค่าแรงขั้นต่ำพบความแตกต่างชัดเจน

ในปี 2569 ค่าแรงขั้นต่ำของไทยอยู่ในช่วง 337-400 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับจังหวัด

หากคำนวณจากอัตราสูงสุด 400 บาทต่อวัน และทำงานครบ 30 วันต่อเดือน จะมีรายได้ประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน หรือ 144,000 บาทต่อปี

แม้จะคำนวณจากอัตราต่ำสุด 337 บาทต่อวัน รายได้ต่อปีก็ยังอยู่ที่ประมาณ 123,000 บาท

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าเกณฑ์บัตรคนจนทั้งสองกรณี

จึงอธิบายได้ว่า แรงงานที่มีงานประจำและได้รับค่าแรงขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องตลอดปี ส่วนใหญ่จะไม่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

กลุ่มเป้าหมายหลักยังคงเป็นผู้สูงอายุ เกษตรกรรายย่อย แรงงานนอกระบบ และผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน

ประเด็นที่สร้างข้อถกเถียงคือ "รายได้ครัวเรือน"

การลงทะเบียนรอบปี 2569 ไม่ได้พิจารณาเฉพาะรายได้ของผู้สมัคร แต่ยังตรวจสอบรายได้เฉลี่ยของสมาชิกทั้งครัวเรือน

ตัวอย่างเช่น

  • ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิก 4 คน
  • พ่อมีรายได้ 90,000 บาทต่อปี
  • แม่มีรายได้ 70,000 บาทต่อปี
  • ลูก 2 คนไม่มีรายได้

รายได้รวมทั้งครัวเรือนอยู่ที่ 160,000 บาท หรือเฉลี่ยคนละ 40,000 บาทต่อปี ยังอยู่ในเกณฑ์

แต่หากลูกคนหนึ่งเริ่มทำงานและมีรายได้ 300,000 บาทต่อปี

รายได้รวมของครัวเรือนจะเพิ่มเป็น 460,000 บาท หรือเฉลี่ย 115,000 บาทต่อคนต่อปี

ผลคือทั้งครัวเรือนอาจไม่ผ่านเกณฑ์ทันที

นี่เป็นที่มาของเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่ครอบครัวผู้สูงอายุยังมีฐานะเปราะบาง แต่มีบุตรหลานที่อยู่ในระบบภาษี

การใช้ข้อมูลภาษีเริ่มมีผลต่อการคัดกรองมากขึ้น

อีกประเด็นที่กระทรวงการคลังยอมรับว่ากำลังนำมาพิจารณา คือการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลภาษี ประกันสังคม เงินฝาก และสินเชื่อ

เป้าหมายคือการลดปัญหาผู้ที่มีฐานะทางการเงินดีแต่ยังได้รับสิทธิสวัสดิการ

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมา เพราะบางกรณีรายได้ในระบบอาจไม่ได้สะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของครัวเรือนทั้งหมด

โดยเฉพาะครอบครัวที่มีภาระดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือมีหนี้สินจำนวนมาก

ตัวเลข 100,000 บาทต่อปี เพียงพอหรือไม่

หากคำนวณจากเกณฑ์ 100,000 บาทต่อปี จะเท่ากับรายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 274 บาท

ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำในหลายจังหวัดอยู่เหนือระดับ 337 บาทต่อวันแล้ว

จึงเห็นได้ชัดว่าเกณฑ์ดังกล่าวถูกกำหนดไว้ต่ำกว่ารายได้ของแรงงานทั่วไปในตลาดแรงงาน

ในมุมของรัฐ ตัวเลขนี้ถูกใช้เพื่อคัดกรองกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายฝ่ายเสนอว่าควรมีการทบทวนเกณฑ์เป็นระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป และลดปัญหาครัวเรือนเปราะบางที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์เพียงเล็กน้อยแต่ยังเผชิญภาระทางเศรษฐกิจสูง

ข้อเท็จจริงจากตัวเลขพบว่า เกณฑ์รายได้ 100,000 บาทต่อปีของบัตรคนจน 2569 สูงกว่าเส้นความยากจนแห่งชาติ แต่ยังต่ำกว่ารายได้ของแรงงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำตลอดทั้งปี

ดังนั้น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงไม่ได้มุ่งช่วยเฉพาะคนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่เป็นเครื่องมือช่วยเหลือกลุ่มรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางในวงกว้างมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การนำรายได้ครัวเรือน ข้อมูลภาษี และฐานข้อมูลทางการเงินมาใช้ร่วมกัน ทำให้การคัดกรองรอบนี้เข้มข้นกว่าที่ผ่านมา และกลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับความเหมาะสมของเกณฑ์ 100,000 บาทต่อปีในบริบทเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Freepik

บรรณาธิการออนไลน์

แท็กบทความ