แฮกเกอร์ป่วนคลังเลือดฝรั่งเศส ปรับอุณหภูมิตู้แช่ 110 องศาฯ แต่กู้ทัน

วันที่ 4 พฤศจิกายน เกิดเหตุโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบทำความเย็นที่ใช้เก็บรักษาพลาสมาและตัวอย่างเลือดในประเทศฝรั่งเศส โดยผู้โจมตีสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าอุณหภูมิของอุปกรณ์จากระดับปกติประมาณ -30 องศาเซลเซียส ไปเป็น 110 องศาเซลเซียส ส่งผลต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เลือดที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลฝรั่งเศส
สำนักข่าวอนาโดลู (Anadolu Agency) และสื่อฝรั่งเศสรายงานเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันที่ 1 ต่อเนื่องถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน โดยมีเป้าหมายเป็นบริษัทคูลเวิลด์ (Coolworld) ผู้ให้บริการและบำรุงรักษาระบบทำความเย็นแก่หน่วยงานโลหิตแห่งฝรั่งเศส หรือ EFS ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะที่รับผิดชอบการจัดหาและกระจายผลิตภัณฑ์เลือดสำหรับระบบสาธารณสุขของประเทศ
สรุปข่าว
วันที่ 4 พฤศจิกายน เกิดเหตุโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบทำความเย็นที่ใช้เก็บรักษาพลาสมาและตัวอย่างเลือดในประเทศฝรั่งเศส โดยผู้โจมตีสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าอุณหภูมิของอุปกรณ์จากระดับปกติประมาณ -30 องศาเซลเซียส ไปเป็น 110 องศาเซลเซียส ส่งผลต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เลือดที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลฝรั่งเศส
สำนักข่าวอนาโดลู (Anadolu Agency) และสื่อฝรั่งเศสรายงานเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันที่ 1 ต่อเนื่องถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน โดยมีเป้าหมายเป็นบริษัทคูลเวิลด์ (Coolworld) ผู้ให้บริการและบำรุงรักษาระบบทำความเย็นแก่หน่วยงานโลหิตแห่งฝรั่งเศส หรือ EFS ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะที่รับผิดชอบการจัดหาและกระจายผลิตภัณฑ์เลือดสำหรับระบบสาธารณสุขของประเทศ
เปลี่ยนค่าอุณหภูมิจาก -30°C เป็น 110°C
รายงานจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส เลอ กานาร์ อ็องเชเน (Le Canard enchaîné) ระบุว่า ผู้โจมตีเข้าถึงระบบควบคุมอุปกรณ์ทำความเย็น และเปลี่ยนค่าอุณหภูมิที่กำหนดไว้ให้สูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยมีสถานที่ในแคว้นบูร์กอญ-ฟรองช์-กงเต ทางตะวันออกของฝรั่งเศส อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ข้อมูลเพิ่มเติมจากสื่อฝรั่งเศสระบุว่า ระบบควบคุมและตรวจสอบห้องเย็นในสถานที่ 3 แห่งได้รับผลกระทบ โดยผู้โจมตีเปลี่ยนทั้งค่าควบคุมอุณหภูมิและค่าที่เกี่ยวข้องกับการละลายน้ำแข็งของระบบทำความเย็น ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิภายในห้องเย็นเพิ่มขึ้นจนไม่เหมาะสมกับการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เลือด
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 110 องศาเซลเซียสเป็นค่าที่ถูกตั้งไว้ในระบบควบคุม หรือ Setpoint ไม่ใช่อุณหภูมิที่ตรวจวัดได้จริงภายในห้องเย็น และไม่ได้หมายความว่าพลาสมาหรือถุงเลือดร้อนขึ้นถึงระดับดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีการเปิดเผยค่าอุณหภูมิสูงสุดที่เกิดขึ้นจริงระหว่างเหตุการณ์
เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติทันเวลา ไม่มีผลิตภัณฑ์เลือดสูญเสีย
โดยทางหน่วยงาน EFS ระบุว่า เจ้าหน้าที่เทคนิคที่ปฏิบัติงานในช่วงกลางคืนตรวจพบการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิดปกติ จึงสามารถเข้าจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เหตุการณ์จะสร้างความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์เลือดที่จัดเก็บไว้
ต่อมา EFS ยืนยันว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์เลือดสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่พบผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วย โดยผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในอุปกรณ์ซึ่งได้รับผลกระทบถูกเคลื่อนย้ายหรือได้รับการดูแลให้ปลอดภัยแล้ว ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสยืนยันว่าการดำเนินงานทางการแพทย์ไม่ได้หยุดชะงัก
ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงตัวอย่างเลือดจากผู้บริจาค แต่ยังรวมถึงพลาสมาแช่แข็งสำหรับการถ่ายเลือด และพลาสมาที่เตรียมไว้สำหรับนำไปแยกส่วนประกอบเพื่อผลิตยา ซึ่งต้องอาศัยการควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสมตลอดกระบวนการจัดเก็บและขนส่ง
ทำไมการโจมตีระบบทำความเย็นจึงอันตราย?
สำหรับพลาสมาเป็นส่วนประกอบของเลือดที่มีน้ำ โปรตีน และสารสำคัญต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด การเก็บรักษาพลาสมาแช่แข็งจึงต้องควบคุมอุณหภูมิตามมาตรฐานที่กำหนด หากอุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์เป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และทำให้ไม่สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้
ความเสี่ยงสำคัญของการโจมตีลักษณะนี้ คือ ผู้ไม่หวังดีไม่จำเป็นต้องเข้าถึงถุงเลือดหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์โดยตรง แต่สามารถพยายามเปลี่ยนการทำงานของระบบควบคุมจากระยะไกล หากระบบดังกล่าวเปิดให้ผู้ให้บริการภายนอกเข้าถึงเพื่อบำรุงรักษา และไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลทางเทคนิคที่เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าผู้โจมตีเข้าสู่ระบบของ Coolworld ด้วยวิธีใด หรือใช้ช่องโหว่ซอฟต์แวร์ประเภทใด
เกิดขึ้นหลังยุโรปเผชิญการโจมตีระบบตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ต
เหตุการณ์ในฝรั่งเศสเกิดขึ้นในช่วงใกล้เคียงกับรายงานการโจมตีระบบทำความเย็นของซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในยุโรป รวมถึงเบลเยียมและสวีเดน ซึ่งมีผู้โจมตีเปลี่ยนการตั้งค่าระบบหรือสั่งให้อุปกรณ์เข้าสู่โหมดละลายน้ำแข็ง ส่งผลให้ตู้แช่บางแห่งไม่สามารถรักษาอุณหภูมิได้ตามปกติ และมีรายงานความเสียหายต่อสินค้าอาหาร
แม้ว่าการโจมตีทั้งสองกลุ่มมีลักษณะคล้ายกัน คือมุ่งเป้าไปที่ระบบควบคุมอุณหภูมิ แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นฝีมือของแฮกเกอร์กลุ่มเดียวกัน หรือใช้ช่องโหว่ทางเทคนิคเดียวกัน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นปฏิบัติการโจมตีที่มีผู้สั่งการร่วมกัน
สำหรับกรณี Coolworld ยังไม่มีการเปิดเผยตัวตนของผู้โจมตี แรงจูงใจ หรือรายละเอียดของช่องทางที่ถูกใช้เจาะระบบ เหตุการณ์นี้จึงอยู่ในขั้นที่ต้องติดตามผลการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบควบคุมอุปกรณ์ทางการแพทย์จากระยะไกล
กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าภัยไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขโมยข้อมูลหรือเรียกค่าไถ่อีกต่อไป แต่สามารถส่งผลต่ออุปกรณ์ที่ควบคุมสภาพแวดล้อมทางกายภาพได้โดยตรง และหากเกิดขึ้นกับระบบที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล ความเสียหายอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ แม้ในเหตุการณ์ครั้งนี้เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันเวลาก็ตาม
