นาซาเตรียมรับมือดาวเทียม Swift ตกสู่โลก 4 พ.ย. นี้ หลังใช้งานมา 22 ปี

Share on Line Share on Facebook Share on X
นาซาเตรียมรับมือดาวเทียม Swift ตกสู่โลก 4 พ.ย. นี้ หลังใช้งานมา 22 ปี

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA) ประกาศว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศนีล เกห์เรลส์ สวิฟต์ (Neil Gehrels Swift Observatory) เตรียมกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2026 หลังถูกส่งขึ้นสู่อวกาศตั้งแต่ปี 2004 และปฏิบัติภารกิจศึกษาจักรวาลมายาวนานเกือบ 22 ปี โดยคาดว่าตัวดาวเทียมส่วนใหญ่จะเผาไหม้ขณะเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศ แต่ชิ้นส่วนบางส่วนอาจตกลงมาถึงพื้นโลกได้

กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (U.S. Space Force) ประเมินเมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายนว่า ดาวเทียมน้ำหนักประมาณ 1,450 กิโลกรัม จะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศในวันที่ 4 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 15.30 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยมีความคลาดเคลื่อนของเวลาที่คาดการณ์ได้ถึง 11 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเหตุการณ์อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าหรือช้ากว่าเวลาประเมินหลายชั่วโมง


สรุปข่าว

ดาวเทียม Swift ของ NASA เตรียมพุ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 ปิดฉากภารกิจ 22 ปี ชิ้นส่วนส่วนใหญ่จะเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ โดยมีความเสี่ยงที่จะทำอันตรายต่อผู้คนบนโลกต่ำมากเพียง 1 ใน 2,100

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA) ประกาศว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศนีล เกห์เรลส์ สวิฟต์ (Neil Gehrels Swift Observatory) เตรียมกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2026 หลังถูกส่งขึ้นสู่อวกาศตั้งแต่ปี 2004 และปฏิบัติภารกิจศึกษาจักรวาลมายาวนานเกือบ 22 ปี โดยคาดว่าตัวดาวเทียมส่วนใหญ่จะเผาไหม้ขณะเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศ แต่ชิ้นส่วนบางส่วนอาจตกลงมาถึงพื้นโลกได้

กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (U.S. Space Force) ประเมินเมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายนว่า ดาวเทียมน้ำหนักประมาณ 1,450 กิโลกรัม จะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศในวันที่ 4 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 15.30 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยมีความคลาดเคลื่อนของเวลาที่คาดการณ์ได้ถึง 11 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเหตุการณ์อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าหรือช้ากว่าเวลาประเมินหลายชั่วโมง


เศษซากอาจตกในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร

NASA ระบุว่า หากมีชิ้นส่วนของดาวเทียมเหลือรอดจากการเผาไหม้ พื้นที่ที่อาจตกถึงพื้นโลกจะอยู่ระหว่างละติจูด 20.6 องศาเหนือ ถึง 20.6 องศาใต้ เนื่องจากวงโคจรของ Swift มีความเอียงจากเส้นศูนย์สูตรค่อนข้างน้อย

พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุจุดตกที่แน่นอนได้ เพราะตำแหน่งขึ้นอยู่กับเวลาที่ดาวเทียมกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และไม่ได้หมายความว่าชิ้นส่วนจะตกในประเทศไทย

โดย NASA ประเมินว่า โอกาสที่เศษซากดาวเทียมจะก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลบนโลกอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 2,100 และกองทัพอวกาศสหรัฐฯ จะติดตามการเคลื่อนที่ของดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงข้อมูลคาดการณ์เมื่อใกล้ถึงเวลากลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Swift ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2004 เพื่อศึกษาการระเบิดรังสีแกมมา (Gamma-ray Bursts) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์การปลดปล่อยพลังงานอย่างรุนแรงที่สุดประเภทหนึ่งในจักรวาล โดยดาวเทียมติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ 3 ชุด สำหรับตรวจจับแสงในช่วงความยาวคลื่นต่าง ๆ ช่วยให้นักดาราศาสตร์ศึกษาการระเบิดครั้งเดียวกันได้จากข้อมูลหลายรูปแบบ

การสำรวจจักรวาลนานกว่า 2 ทศวรรษ

เดิมที NASA ออกแบบให้ Swift ปฏิบัติภารกิจหลักเพียง 2 ปี แต่ดาวเทียมกลับสามารถทำงานทางวิทยาศาสตร์ได้ยาวนานกว่า 20 ปี โดยมีจุดเด่นคือความสามารถในการหันกล้องไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังหอดูดาวอื่น ๆ เพื่อร่วมกันติดตามปรากฏการณ์ก่อนที่แสงจากเหตุการณ์จะจางหายไป

ตลอดระยะเวลาการทำงาน Swift มีส่วนช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจปรากฏการณ์สำคัญหลายประเภท ตั้งแต่กาแล็กซีที่มีหลุมดำมวลมหาศาลอยู่ใจกลาง การปะทุของรังสีเอกซ์จากดาวฤกษ์ การระเบิดซูเปอร์โนวา ไปจนถึงการศึกษาดาวหางและดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะ

การกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกของ Swift จึงถือเป็นช่วงสุดท้ายของดาวเทียมสำรวจจักรวาลที่ทำงานยาวนานกว่าระยะเวลาที่ออกแบบไว้หลายเท่า โดย NASA จะเผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเวลาและตำแหน่งที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศผ่านช่องทางของโครงการ Swift ต่อไป 

ที่มาข้อมูล : NASA

ที่มารูปภาพ : NASA

แท็กบทความ

NASA
SwiftObservatory
SpaceDebrisAstronomy
GammaRayBursts