“ค้างคาว” แท้จริงแล้วอาจมาจากยุโรป นักวิทย์ฯ เตรียมปรับผังวิวัฒนาการสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใหม่ทั้งหมด

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ค้างคาว” แท้จริงแล้วอาจมาจากยุโรป นักวิทย์ฯ เตรียมปรับผังวิวัฒนาการสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใหม่ทั้งหมด

ณ บริเวณริมแม่น้ำคองโก ซึ่งครอบคลุมหลายพื้นที่ในแอฟริกา เช่น ประเทศคองโก แองโกลา และแซมเบีย นักวิทยาศาสตร์ได้เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) และชิ้นเนื้อจากค้างคาวมาเป็นเวลาหลายปี โดยต้องทำงานล่วงเลยไปจนดึกดื่น ภายใต้ชุดป้องกันที่ดูคล้ายชุดมนุษย์อวกาศ 

ซึ่งตัวอย่างอันล้ำค่าที่เก็บได้มาด้วยความยากลำบากเหล่านี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวอย่างนับพันชิ้นที่รวบรวมมาจากค้างคาวทั่วโลก ที่มีส่วนช่วยปรับเปลี่ยนความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับแผนผังวิวัฒนาการ (family tree) ของค้างคาว โดยพบว่ามันอาจจะไม่ได้มีที่มาจากแอฟริกาแบบที่เราเข้าใจกัน 

ค้างคาวน่าจะมีต้นกำเนิดจากยุโรป

งานวิจัยครั้งสำคัญนี้ ได้ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ทีมวิจัยนานาชาติกว่า 130 คน ที่ทำงานภายใต้โครงการ Bat1K ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และสถาบันวิจัยชั้นนำทั่วโลก ได้ตรวจสอบซากดึกดำบรรพ์ของค้างคาวโบราณและข้อมูลจีโนม หรือ ชุดข้อมูลทางพันธุกรรมที่สมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งประกอบด้วย DNA ทั้งหมด ที่จำเป็นสำหรับการสร้างร่างกาย การเจริญเติบโต และการดำรงชีวิตจากสายพันธุ์ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จนได้ข้อสรุปว่า ค้างคาว น่าจะมีต้นกำเนิดในยุโรปเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ไม่ใช่ในแอฟริกา เอเชีย หรืออเมริกาเหนืออย่างที่เคยเชื่อกันมาก่อน

ในทางกลับกัน ดูเหมือนว่าบรรพบุรุษยุคแรกเริ่มของค้างคาวในปัจจุบัน ได้แพร่กระจายจากยุโรปไปยังแอฟริกา จากนั้นจึงขยายถิ่นฐานต่อไปยังเอเชีย ทวีปอเมริกา และออสเตรเลีย นอกจากนี้ ผลการศึกษายังเผยให้เห็นว่าความสามารถในการระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน (echolocation) นั้น ก็ได้วิวัฒนาการขึ้นในช่วงยุคแรกเริ่มของวิวัฒนาการค้างคาว เช่นเดียวกับความสามารถในการบิน

สรุปข่าว

งานวิจัยโครงการ Bat1K เสนอว่าค้างคาวยุคแรกอาจมีต้นกำเนิดในยุโรปเมื่อราว 65 ล้านปีก่อน ก่อนกระจายพันธุ์สู่ออฟริกา เอเชีย อเมริกา และออสเตรเลีย นักวิจัยวิเคราะห์จีโนมค้างคาว 103 ตัวจาก 21 วงศ์ ร่วมกับซากดึกดำบรรพ์ 44 ชิ้น พร้อมพบว่าความสามารถในการบินและใช้เสียงสะท้อนน่าจะวิวัฒนาการขึ้นตั้งแต่ระยะแรก ข้อมูลพันธุกรรมเหล่านี้อาจช่วยไขความลับเรื่องภูมิคุ้มกัน อายุยืน และการต้านทานโรคของค้างคาว ควบคู่กับการผลักดันให้อนุรักษ์สัตว์ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ

ณ บริเวณริมแม่น้ำคองโก ซึ่งครอบคลุมหลายพื้นที่ในแอฟริกา เช่น ประเทศคองโก แองโกลา และแซมเบีย นักวิทยาศาสตร์ได้เก็บตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA) และชิ้นเนื้อจากค้างคาวมาเป็นเวลาหลายปี โดยต้องทำงานล่วงเลยไปจนดึกดื่น ภายใต้ชุดป้องกันที่ดูคล้ายชุดมนุษย์อวกาศ 

ซึ่งตัวอย่างอันล้ำค่าที่เก็บได้มาด้วยความยากลำบากเหล่านี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวอย่างนับพันชิ้นที่รวบรวมมาจากค้างคาวทั่วโลก ที่มีส่วนช่วยปรับเปลี่ยนความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับแผนผังวิวัฒนาการ (family tree) ของค้างคาว โดยพบว่ามันอาจจะไม่ได้มีที่มาจากแอฟริกาแบบที่เราเข้าใจกัน 

ค้างคาวน่าจะมีต้นกำเนิดจากยุโรป

งานวิจัยครั้งสำคัญนี้ ได้ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ทีมวิจัยนานาชาติกว่า 130 คน ที่ทำงานภายใต้โครงการ Bat1K ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และสถาบันวิจัยชั้นนำทั่วโลก ได้ตรวจสอบซากดึกดำบรรพ์ของค้างคาวโบราณและข้อมูลจีโนม หรือ ชุดข้อมูลทางพันธุกรรมที่สมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งประกอบด้วย DNA ทั้งหมด ที่จำเป็นสำหรับการสร้างร่างกาย การเจริญเติบโต และการดำรงชีวิตจากสายพันธุ์ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จนได้ข้อสรุปว่า ค้างคาว น่าจะมีต้นกำเนิดในยุโรปเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ไม่ใช่ในแอฟริกา เอเชีย หรืออเมริกาเหนืออย่างที่เคยเชื่อกันมาก่อน

ในทางกลับกัน ดูเหมือนว่าบรรพบุรุษยุคแรกเริ่มของค้างคาวในปัจจุบัน ได้แพร่กระจายจากยุโรปไปยังแอฟริกา จากนั้นจึงขยายถิ่นฐานต่อไปยังเอเชีย ทวีปอเมริกา และออสเตรเลีย นอกจากนี้ ผลการศึกษายังเผยให้เห็นว่าความสามารถในการระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน (echolocation) นั้น ก็ได้วิวัฒนาการขึ้นในช่วงยุคแรกเริ่มของวิวัฒนาการค้างคาว เช่นเดียวกับความสามารถในการบิน

Bat1K

งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามระดับโลกที่เรียกว่า แบทวันเค (Bat1K) ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 2017 โดยมีเป้าหมายเพื่อถอดรหัสจีโนมของค้างคาวทั้ง 1,500 สายพันธุ์ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีความหลากหลายมากเป็นอันดับ 2 ของโลก และคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 5 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด (จำนวนชนิดพันธุ์ (Species) ของค้างคาวกินพื้นที่ถึง 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับชนิดพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดบนโลก)   

การศึกษานี้ อาศัยข้อมูลจีโนมของค้างคาว 103 ตัวจาก 21 วงศ์ (family) ควบคู่ไปกับซากดึกดำบรรพ์ของค้างคาวอีก 44 ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฟันที่ขุดพบจากทั่วโลก

สัตว์ต้านทานโรค

ซาราห์ โอลสัน (Sarah Olson) หนึ่งในคณะผู้จัดทำรายงานวิจัยชิ้นนี้ และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านสุขภาพแห่งสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร กล่าวว่าผลการศึกษานี้ ช่วยวางรากฐานให้เข้าใจสรีรวิทยาของค้างคาวได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญคือช่วยให้เข้าใจว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้วิวัฒนาการมาอย่างไร ทำไมจึงมีความต้านทานต่อโรคได้สูงมาก 

และเนื่องจากค้างคาว มักถูกระบุว่าเป็นพาหะกักเก็บเชื้อไวรัสร้ายแรงที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น อีโบลา นิปาห์ และมาร์เบิร์ก แต่ตัวค้างคาวเองกลับไม่ล้มป่วยด้วยโรคเหล่านี้ นักวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาว่า พวกมันอยู่ร่วมกับไวรัสเหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อไวรัสชนิดเดียวกันนี้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์

นอกจากนี้ ค้างคาวยังมีความโดดเด่นและแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ตรงที่มีอายุขัยยืนยาวมากเมื่อเทียบกับขนาดตัว อีกทั้งยังแทบไม่แสดงสัญญาณของความชราหรือโรคมะเร็ง ในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าจะสามารถศึกษาเจาะลึกถึงยีนที่เป็นตัวกำหนดลักษณะพิเศษเหล่านั้นได้ ซึ่งสิ่งที่ค้นพบอาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในการวิจัยเกี่ยวกับความชรา ระบบภูมิคุ้มกัน และความต้านทานต่อโรคในมนุษย์

นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน ยังเน้นย้ำเรื่องที่ค้างคาวกำลังเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย รวมถึงการถูกล่าและถูกจับโดยมนุษย์ ในขณะเดียวกัน ค้างคาวก็มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ ทั้งช่วยผสมเกสรพืช กระจายเมล็ดพันธุ์ และควบคุมประชากรแมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุงซึ่งเป็นพาหะนำโรค ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเป็นอย่างมาก ในการที่ทุกภาคส่วนจะช่วยกันปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของโลกไว้

ที่มาข้อมูล : The Guardian

ที่มารูปภาพ : Pexels