
งานวิจัยล่าสุดจาก Sanford Burnham Prebys Medical Discovery Institute พบว่าอวัยวะและเนื้อเยื่อแต่ละชนิดมีเวลาในการแก่ที่แตกต่างกัน โดยรูปแบบการแก่ของอวัยวะจำนวนมากมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระบบสืบพันธุ์และฮอร์โมนเพศ คาดว่าอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเฉพาะรังไข่ อาจทำหน้าที่คล้าย เครื่องกำหนดจังหวะของความชราในร่างกาย

สรุปข่าว
งานวิจัยล่าสุดจาก Sanford Burnham Prebys Medical Discovery Institute พบว่าอวัยวะและเนื้อเยื่อแต่ละชนิดมีเวลาในการแก่ที่แตกต่างกัน โดยรูปแบบการแก่ของอวัยวะจำนวนมากมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระบบสืบพันธุ์และฮอร์โมนเพศ คาดว่าอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเฉพาะรังไข่ อาจทำหน้าที่คล้าย เครื่องกำหนดจังหวะของความชราในร่างกาย

ร่างกายไม่ได้แก่พร้อมกันทุกอวัยวะ
โดยทั่วไป เมื่อพูดถึงอายุ เรามักหมายถึงอายุจริงตามปฏิทิน เช่น คนอายุ 50 ปีก็คือคนที่ผ่านวันเกิดมาแล้ว 50 ครั้ง แต่ในทางชีววิทยา อายุของร่างกายอาจมีความซับซ้อนกว่านั้น โดยทางนักวิจัยพบว่าสามารถประเมินอายุทางชีวภาพได้หลายวิธี เช่น การตรวจการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมและเอพิเจเนติกส์ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ DNA เมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้มักถูกพัฒนาขึ้นโดยอ้างอิงกับอายุจริง ทำให้ภาพของกระบวนการแก่ชราที่ได้มีแนวโน้มเป็นเส้นตรง
งานวิจัยของ Sanford Burnham Prebys Medical Discovery Institute เลือกดูว่าโครงสร้างของเนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่ออายุมากขึ้น โดยนักวิจัยพัฒนากรอบการวิเคราะห์ที่เรียกว่า Pathology-based Structural Aging Rate หรือ PathStAR ซึ่งใช้ภาพตัวอย่างเนื้อเยื่อที่ผ่านกระบวนการทางพยาธิวิทยา เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างระดับเซลล์ที่เกิดขึ้นตามวัย

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมวิจัยนำ PathStAR ไปวิเคราะห์ตัวอย่างชิ้นเนื้อหลังเสียชีวิตมากกว่า 25,000 ตัวอย่าง จากผู้บริจาคเกือบ 1,000 คน ครอบคลุมเนื้อเยื่อหลายสิบประเภทและช่วงอายุของผู้ใหญ่ที่หลากหลาย ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากโครงการ Genotype-Tissue Expression Project หรือ GTEx ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกของยีนในเนื้อเยื่อหลายชนิดของมนุษย์
สิ่งที่นักวิจัยพบคือ เนื้อเยื่อแต่ละชนิดไม่ได้เดินไปบนเส้นทางความชราเดียวกัน บางชนิดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต ขณะที่บางชนิดกลับรักษาสภาพเดิมเอาไว้ได้นาน ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเหล่านี้ยังสัมพันธ์กับลักษณะที่มักพบในการแก่ชรา เช่น การอักเสบที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการสร้างพลังงานที่ลดลง และระบบควบคุมคุณภาพของเซลล์ที่เสื่อมลง หมายความว่า ไม่ใช่แค่รูปร่างของเนื้อเยื่อที่เปลี่ยนไป แต่กระบวนการทำงานภายในเซลล์ก็มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันด้วย
หนึ่งในการค้นพบที่น่าสนใจคือ อวัยวะแต่ละชนิดมีตารางเวลาความชราไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น หลอดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็วตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต ขณะที่มดลูกกลับมีการเปลี่ยนแปลงสะสมอย่างชัดเจนมากกว่าในช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่า แม้คนสองคนจะมีอายุจริงเท่ากัน แต่อายุทางชีวภาพของอวัยวะแต่ละส่วนอาจแตกต่างกันได้
แนวคิดนี้ทำให้คำว่า “อายุทางชีวภาพ” อาจต้องถูกมองใหม่ เพราะในอนาคตเราอาจไม่ได้ถามเพียงว่า “ร่างกายของคนคนนี้แก่แค่ไหน” แต่ต้องถามต่อว่า “อวัยวะส่วนไหนกำลังแก่เร็วกว่าอวัยวะส่วนอื่น?”

หนึ่งในผลลัพธ์ที่โดดเด่นที่สุดเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์รังไข่ นักวิจัยพบรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Bimodal Aging Pattern หรือรูปแบบการแก่แบบสองช่วง ซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอายุ การเปลี่ยนแปลงของรังไข่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงอายุประมาณ 30 กว่าปี ก่อนจะลดลงในช่วงอายุ 40 กว่า และกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วง วัยหมดประจำเดือน
รูปแบบดังกล่าวมีความน่าสนใจ เพราะสอดคล้องกับช่วงเวลาสำคัญในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของรังไข่และระดับฮอร์โมนเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน นักวิจัยจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกและการควบคุมยีนจากกลุ่มตัวอย่างเดียวกันมาวิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นในระดับโมเลกุลในช่วงที่การแก่ของเนื้อเยื่อเร่งตัวขึ้น
ฮอร์โมนเพศอาจเป็นตัวเชื่อมการแก่ของอวัยวะต่าง ๆ
สิ่งที่ทำให้งานวิจัยนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ นักวิจัยไม่ได้พบเพียงความแตกต่างระหว่างอวัยวะ แต่ยังพบ รูปแบบการแก่ที่ประสานกันระหว่างอวัยวะคนละระบบ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีสัญญาณของการแก่ตัวในหลอดอาหาร ยังมีแนวโน้มแสดงรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกันในต่อมลูกหมาก
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม นักวิจัยพบว่าการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหารและระบบสืบพันธุ์มีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการทำงานของ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและแอนโดรเจน สิ่งนี้นำไปสู่สมมติฐานว่า เมื่อระบบฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงหรือเสื่อมลงตามวัย อาจส่งผลต่อเนื้อเยื่อหลายระบบพร้อมกัน และทำให้อวัยวะต่าง ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงเสนอแนวคิดว่า ระบบสืบพันธุ์อาจทำหน้าที่คล้าย Pacemaker หรือเครื่องกำหนดจังหวะของการแก่ชราในอวัยวะอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิจัยพบว่าเนื้อเยื่อมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ศึกษา มีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่พบในรังไข่
แม้หัวข้อนี้จะน่าสนใจมาก แต่ผลการศึกษายังไม่ควรถูกตีความว่า รังไข่เป็นตัวควบคุมโดยตรงว่าอวัยวะอื่นจะชราหรือไม่ สิ่งที่งานวิจัยพบในปัจจุบันคือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างรูปแบบการแก่ของอวัยวะต่าง ๆ และความเกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมน ขณะที่กลไกเหตุและผลยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม
- เปิด 5 กลุ่มโรคซับซ้อนของคนไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- การวิจัยชี้ ทำงานหนักเกินไป เสี่ยงโรคอ้วนมากขึ้น
- งานวิจัยชี้ กินอาหารโปรตีนสูงตอนเช้า ช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่า
- Check-list ฟื้นร่าง 24 ชม. ก่อนเข้าออฟฟิศ หลังสงกรานต์
- คนอเมริกันเสี่ยงป่วย โรคปอดเพิ่มขึ้น หลัง “ทรัมป์” ตัดงบด้านสิ่งแวดล้อม
ที่มาข้อมูล : https://newatlas.com/imaging-diagnostics/organs-age-different-rates-one-could-be-setting-pace/
ที่มารูปภาพ : Canva
