
วันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ร่วมมือกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในภารกิจเบพิโคลอมโบ (BepiColombo) โดยตัวยานได้เข้าสู่ขั้นตอนการเดินทางเข้าสู่ดาวพุธอย่างเป็นทางการ
สรุปข่าว
วันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ร่วมมือกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในภารกิจเบพิโคลอมโบ (BepiColombo) โดยตัวยานได้เข้าสู่ขั้นตอนการเดินทางเข้าสู่ดาวพุธอย่างเป็นทางการ
หลังจากที่ตัวยานเดินทางผ่านระบบสุริยะชั้นในมาเป็นเวลานานเกือบ 8 ปี ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นเมื่อโมดูลขับเคลื่อนหลักที่มีหน้าที่เสมือนยานแม่ขับส่งได้แยกตัวออกจากตัวยานสำรวจหลักเพื่อเตรียมส่งมอบยานลูกทั้ง 2 ลำ เข้าสู่วงโคจรดาวพุธ
บรูโน ซูซา (Bruno Sousa) หัวหน้าฝ่ายกำหนดปฏิบัติการและวิศวกรรมขององค์การอวกาศยุโรป ระบุระหว่างการถ่ายทอดสดว่า "ปฏิบัติการในวันนี้นับเป็นการเริ่มต้นภารกิจครั้งใหม่อย่างแท้จริง โดยการแยกตัวของโมดูลขับเคลื่อนในครั้งนี้ทำให้ ยานสำรวจดาวพุธของยุโรป MPO และยานสำรวจสนามแม่เหล็กดาวพุธของญี่ปุ่น หรือที่มีชื่อเรียกว่า Mio เกาะกลุ่มร่วมกันเดินทางเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเดินทางซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือนข้างหน้า"
⬛️ ฝ่าฟันวิกฤตเทคโนโลยีอวกาศและทางโคจรสุดซับซ้อน
ยานเบพิโคลอมโบถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดอาริแอน 5 จากศูนย์อวกาศยุโรปในประเทศเฟรนช์เกียนา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2018 โดยเส้นทางการเดินทางไปยังดาวพุธนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในภารกิจที่ซับซ้อนและท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ
โดยยานต้องอาศัยแรงโน้มถ่วงช่วยดึงและลดความเร็วจากการบินผ่านโลก 1 ครั้ง ผ่านดาวศุกร์ 2 ครั้ง และผ่านดาวพุธอีกถึง 6 ครั้ง เพื่อชะลอความเร็วก่อนที่จะสามารถเข้าควบคุมวงโคจรรอบดาวพุธได้สำเร็จ
ความท้าทายครั้งใหญ่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2024 เมื่อวิศวกรตรวจพบปัญหาขัดข้องที่ระบบแผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้กำลังไฟสำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าลดลง ทีมควบคุมภาคพื้นดินต้องทำงานอย่างหนักเพื่อคำนวณเส้นทางใหม่ภายใต้แรงขับเคลื่อนที่จำกัด ซึ่งแม้จะรักษาชีวิตของยานสำรวจและภารกิจนี้ไว้ได้ แต่ก็ส่งผลให้กำหนดการเดินทางถึงเป้าหมายล่าช้าออกไปจากเดิมในเดือนธันวาคม ปี 2025 มาเป็นเดือนพฤศจิกายน ปี 2026 แทน
⬛️ เป้าหมายการสำรวจและกำหนดการหลังจากนี้
ขั้นตอนการเข้าสู่ดาวพุธไม่ได้เสร็จสิ้นลงในทันที เอลซา มอนตานยอง (Elsa Montaigne) ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของภารกิจ ชี้แจงว่า "การเดินทางเข้าสู่ดาวพุธมีความซับซ้อนและแตกต่างจากภารกิจอวกาศอื่น ๆ ที่อาจใช้การปรับทิศทางครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่สำหรับเบพิโคลอมโบนั้น จะต้องผ่านกระบวนการปรับแต่งทิศทางอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา 6 เดือนข้างหน้า"
กระบวนการปรับตำแหน่งเข้าสู่วงโคจรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการบังคับทิศทางย่อยอีกกว่า 16 ครั้ง เพื่อค่อย ๆ ลดระดับและปรับรูปร่างวงโคจร
โดยยาน Mio ของญี่ปุ่นมีกำหนดแยกตัวออกไปในวันที่ 9 ธันวาคม 2026 เพื่อเข้าสู่วงโคจรขั้วดาวแบบวงรี ขณะที่ยานสำรวจของยุโรปจะปลดเกราะป้องกันความร้อนออกในวันที่ 16 ธันวาคม 2026 และลดระดับลงจนเข้าสู่วงโคจรขั้วดาวของตนเองได้สำเร็จในวันที่ 10 มีนาคม 2027
หลังจากเข้าสู่วงโคจรที่กำหนดอย่างมั่นคงแล้ว ยานทั้ง 2 ลำจะเริ่มทำการเก็บข้อมูลและปฏิบัติภารกิจทางวิทยาศาสตร์ร่วมกันตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2027 เป็นต้นไป ยานสำรวจของยุโรปจะมุ่งเน้นการศึกษาองค์ประกอบเชิงลึกของพื้นผิว ธรณีวิทยา และโครงสร้างภายในของดาวพุธ
ในขณะที่ยานมิโอะของญี่ปุ่นจะทำหน้าที่ตรวจวัดและศึกษาสนามแม่เหล็กของดาวพุธ รวมถึงปฏิกิริยาตอบสนองต่อลมสุริยะ เพื่อไขความลับของดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดดวงนี้ให้กระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น
- ยาน BepiColombo ถึงดาวพุธ ESA-JAXA เตรียมแยกยานสำรวจคืนนี้
- ญี่ปุ่นทดสอบจรวดใช้ซ้ำ RV-X สำเร็จ เล็งชิงเค้กอวกาศโลก
- “ESA” เปิดตัวภารกิจ “Celeste” เสริมระบบนำทางด้วยเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ
- เผยแนวคิด “ยานอวกาศ” กินตัวเองได้ ลดขยะ-ประหยัดงบ มุ่งเป้าภารกิจสำรวจระยะไกล
- องค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผชิญวิกฤตไซเบอร์ครั้งใหญ่ ข้อมูลรั่วไหลกว่า 700 GB
ที่มาข้อมูล : Space, ESA, JAXA
ที่มารูปภาพ : Space, ESA, JAXA
