
เชื่อหรือไม่ว่าผลการศึกษาด้านวิวัฒนาการและบรรพชีวินวิทยาได้เปิดเผยเรื่องราวน่าสนใจของสุนัขและแมว สัตว์เลี้ยงยอดนิยมที่มักถูกมองว่าเป็นคู่ปรับกัน โดยแท้จริงแล้วทั้งสองชนิดไม่ได้เป็นศัตรูทางสายเลือดมาตั้งแต่ยุคโบราณ แต่เป็นญาติวิวัฒนาการที่มีบรรพบุรุษร่วมกันย้อนกลับไปหลายสิบล้านปี
สรุปข่าว
เชื่อหรือไม่ว่าผลการศึกษาด้านวิวัฒนาการและบรรพชีวินวิทยาได้เปิดเผยเรื่องราวน่าสนใจของสุนัขและแมว สัตว์เลี้ยงยอดนิยมที่มักถูกมองว่าเป็นคู่ปรับกัน โดยแท้จริงแล้วทั้งสองชนิดไม่ได้เป็นศัตรูทางสายเลือดมาตั้งแต่ยุคโบราณ แต่เป็นญาติวิวัฒนาการที่มีบรรพบุรุษร่วมกันย้อนกลับไปหลายสิบล้านปี
จุดเริ่มต้นจากสัตว์กินเนื้อโบราณ
ทั้งสุนัขและแมวอยู่ในอันดับสัตว์กินเนื้อ หรือ Carnivora เช่นเดียวกับหมี ไฮยีน่า ตัวนาก และสิงโตทะเล โดยมีรากวิวัฒนาการย้อนกลับไปถึงกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโบราณที่เรียกว่า ไมอาซิด (Miacids) ซึ่งปรากฏขึ้นหลังยุคไดโนเสาร์สูญพันธุ์ราว 65 ล้านปีก่อน
ไมอาซิดเป็นสัตว์ขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายพังพอนหรือหมาไม้ มีลำตัวยาวและเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว โดยบางชนิดสามารถปีนต้นไม้ได้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ากลุ่มสัตว์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการกำเนิดสายวิวัฒนาการของสัตว์กินเนื้อในเวลาต่อมา
วิวัฒนาการแยกเป็นสายสุนัขและแมว
เมื่อประมาณ 43-45 ล้านปีก่อน สายวิวัฒนาการของสัตว์กลุ่มนี้เริ่มแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ แคนิฟอร์เมีย (Caniformia) ซึ่งเป็นสายที่นำไปสู่สุนัข และฟิลิฟอร์เมีย (Feliformia) ซึ่งเป็นสายที่นำไปสู่แมว
หลักฐานทางบรรพชีวินวิทยาระบุว่า สายวิวัฒนาการของสุนัขปรากฏขึ้นก่อนแมวหลายล้านปี โดย เฮสเพอโรไซออน (Hesperocyon) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อประมาณ 42.5 ล้านปีก่อน ถือเป็นหนึ่งในสุนัขยุคแรก ๆ ร่างกายมีขนาดใกล้เคียงสุนัขพันธุ์เล็กในปัจจุบัน และยังมีความสามารถในการปีนต้นไม้
ส่วนสายแมวแท้เริ่มปรากฏชัดเจนในเวลาต่อมา โดย โปรไอลูรัส (Proailurus) ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 30 ล้านปีก่อนในยูเรเชีย หรือ ทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ถือเป็นหนึ่งในบรรพบุรุษยุคแรกของแมวสมัยใหม่ ทั้งสุนัขและแมวในระยะแรกยังไม่ได้เป็นนักล่าที่กินเนื้อเป็นหลักเหมือนสัตว์หลายชนิดในปัจจุบัน แต่มีพฤติกรรมการกินอาหารที่หลากหลาย รวมถึงพืชและสัตว์
แมวมีโครงสร้างพันธุกรรมใกล้มนุษย์มากกว่าสุนัข
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างสัตว์เลี้ยงทั้งสองชนิดกับมนุษย์ แม้สุนัขจะมีประวัติการอยู่ร่วมกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน แต่งานศึกษาด้านจีโนมพบว่า โครงสร้างและการจัดเรียงโครโมโซมของแมวมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์มากกว่าสุนัข
สาเหตุสำคัญมาจากเส้นทางวิวัฒนาการของสุนัขที่เกิดการจัดเรียงและเปลี่ยนแปลงโครโมโซมหลายครั้ง ขณะที่แมวยังคงรักษารูปแบบการจัดเรียงสารพันธุกรรมบางส่วนที่มีความใกล้เคียงกับบรรพบุรุษร่วมและมนุษย์ไว้ได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ความใกล้เคียงของโครงสร้างจีโนมไม่ได้หมายความว่าแมวมีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการกับมนุษย์ใกล้ชิดกว่าสุนัขในภาพรวม แต่สะท้อนความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงโครโมโซมตลอดเส้นทางวิวัฒนาการ
จากสัตว์ป่าสู่เพื่อนคู่ใจมนุษย์
เส้นทางการเป็นสัตว์เลี้ยงของทั้งสองชนิดก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน สุนัขมีประวัติการอยู่ร่วมกับมนุษย์ย้อนไปถึงยุคน้ำแข็ง โดยมีหลักฐานว่าการทำให้สุนัขป่ากลายเป็นสัตว์เลี้ยงเกิดขึ้นเมื่อหลายหมื่นปีก่อน และสุนัขบ้านในปัจจุบันมีบรรพบุรุษร่วมกับหมาป่าสีเทา
งานวิจัยด้านพันธุกรรมยังพบความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมเป็นมิตรของสุนัขกับบริเวณยีนบางตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางสังคมและความไว้วางใจ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับบริเวณพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการวิลเลียมส์-บิวเรน (Williams-Beuren syndrome) ในมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าสุนัขเป็นโรคดังกล่าว แต่เป็นการเปรียบเทียบความเชื่อมโยงของบริเวณพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางสังคม
สำหรับแมว การเข้ามาอยู่ใกล้มนุษย์เกิดขึ้นในเวลาต่อมา โดยเฉพาะช่วงการปฏิวัติเกษตรกรรมในยุคหินใหม่ เมื่อมนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานและเก็บสะสมธัญพืช ทำให้มีหนูเข้ามาอาศัยในชุมชน แมวจึงเข้ามาใกล้แหล่งตั้งถิ่นฐานเพื่อจับหนู ก่อนพัฒนาความสัมพันธ์กับมนุษย์และแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ
หลักฐานทางพันธุกรรมจากแมวโบราณยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ติดตามเส้นทางการแพร่กระจายของแมวผ่านสังคมมนุษย์ ตั้งแต่ตะวันออกใกล้และอียิปต์โบราณ ไปจนถึงภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก
แม้ปัจจุบันสุนัขกับแมวอาจกลายเป็นคู่ปรับที่พบเห็นได้บ่อยในวัฒนธรรมสมัยนิยม แต่ในมุมมองของวิวัฒนาการ ทั้งสองกลับมีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจมากกว่านั้น เพราะต่างสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษร่วมในกลุ่มสัตว์กินเนื้อโบราณ ก่อนที่เส้นทางวิวัฒนาการจะแยกออกจากกันเมื่อหลายสิบล้านปีก่อน
ข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากงานวิจัยด้านวิวัฒนาการ พันธุศาสตร์ และบรรพชีวินวิทยาสำคัญหลายชิ้น เช่น การศึกษาการแพร่กระจายของแมวโบราณโดย ซี. ออตโตนี (C. Ottoni) และคณะ จากมหาวิทยาลัยเคยู เลอเฟิน (KU Leuven) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ อีโคโลจี แอนด์ อีโวลูชัน (Nature Ecology & Evolution) ปี 2017
การศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างพันธุกรรมกับพฤติกรรมทางสังคมของสุนัขโดย บี.เอ็ม. ฟอนโฮลด์ท (B.M. vonHoldt) และคณะ ตีพิมพ์ในวารสารไซแอนซ์ แอดวานเซส (Science Advances) ปี 2017
งานวิจัยสายวิวัฒนาการระดับโมเลกุลของสัตว์ในอันดับสัตว์กินเนื้อ (Carnivora) โดย เจ.เจ. ฟลินน์ (J.J. Flynn) และคณะ ตีพิมพ์ในวารสารซิสเทมาติก ไบโอโลจี (Systematic Biology) ปี 2005
รวมถึงงานศึกษาช่วงเวลาการเริ่มต้นเลี้ยงสุนัขโดยมนุษย์ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ คอมมิวนิเคชันส์ (Nature Communications) ปี 2017 โดยงานวิจัยเหล่านี้นำหลักฐานจากฟอสซิล ดีเอ็นเอโบราณ และข้อมูลจีโนมมาประกอบกัน เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของสุนัข แมว และประวัติการอยู่ร่วมกับมนุษย์
- โปแลนด์ผลักดันกฎหมายให้สัตว์เลี้ยงเข้าเยี่ยมผู้ป่วยระยะสุดท้าย
- เลี้ยงแมวหูพับ-ไร้ขน ผิดกฎหมาย “เนเธอร์แลนด์” ยุติความน่ารักที่มาพร้อมความเจ็บป่วย
- สภา กทม. เห็นชอบขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายควบคุมสัตว์เลี้ยง ออกไป 1 ปี
- กทม. เสนอชะลอบังคับใช้ข้อบัญญัติควบคุมการเลี้ยง "สุนัข-แมว" 1 ปี
- หมา-แมว โดนทิ้ง เซ่นพิษเศรษฐกิจ คนอังกฤษจ่ายไม่ไหว
ที่มาข้อมูล : theguardian, discoverwildlife
ที่มารูปภาพ : theguardian, discoverwildlife
