
นักบรรพชีวินพบซากคางคกสูญพันธุ์จากยุคน้ำแข็ง ชื่อ Spea Labreae ณ ลาเบรียทาร์พิทส์ (La Brea Tar Pits) แอ่งยางมะตอยธรรมชาติลอสแองเจิลลิส จากการกลับไปศึกษาซากสิ่งมีชีวิตยุคน้ำแข็งหลายล้านชิ้นที่ถูกสตัฟฟ์และเก็บรักษาไว้ นับเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสูญพันธุ์สายพันธุ์แรกที่ถูกค้นพบในลาเบรียทร์พิทส์ (La Brea Tar Pits) เป็นสายพันธุ์ที่สองที่เคยค้นพบในทวีปอเมริกาเหนือ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่สูญพันธุ์ในยุคพไลสโตซีน (Pleistocene) เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ก็คือ กบต้นไม้ในแถบรัฐฟลอริดา
สรุปข่าว
นักบรรพชีวินพบซากคางคกสูญพันธุ์จากยุคน้ำแข็ง ชื่อ Spea Labreae ณ ลาเบรียทาร์พิทส์ (La Brea Tar Pits) แอ่งยางมะตอยธรรมชาติลอสแองเจิลลิส จากการกลับไปศึกษาซากสิ่งมีชีวิตยุคน้ำแข็งหลายล้านชิ้นที่ถูกสตัฟฟ์และเก็บรักษาไว้ นับเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสูญพันธุ์สายพันธุ์แรกที่ถูกค้นพบในลาเบรียทร์พิทส์ (La Brea Tar Pits) เป็นสายพันธุ์ที่สองที่เคยค้นพบในทวีปอเมริกาเหนือ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่สูญพันธุ์ในยุคพไลสโตซีน (Pleistocene) เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ก็คือ กบต้นไม้ในแถบรัฐฟลอริดา
ลาเบรีย (La Brea Tar Pits) กลุ่มแอ่งยางมะตอยธรรมชาติที่มีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งอยู่ในพื้นที่ของเมืองลอสแอนเจลิส ที่ผ่านมานักบรรพชีวินเคยขุดพบซากสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้นเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ทั้งแมมมอธยักษ์, มาสโตดอน, เสือเขี้ยวดาบ และหมาป่าไดร์วูล์ฟ
แต่นอกจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่แล้ว ยางมะตอยเหล่านี้ยังพานักบรรชีวิตมาค้นพบกับสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย เพราะล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำยุคน้ำแข็งที่สูญพันธุ์ไปแล้วเป็นครั้งแรกในลอสแอนเจลิส นั่นคือ คางคกสเปดฟุต (Spadefoot toad) [แปลว่าคางคกเท้าขุด] ที่ได้รับการตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ตามแอ่งยางมะตอยแห่งนี้ว่า Spea labreae ซึ่งการค้นพบนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Vertebrate Paleontology เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคมผ่านมา
รายงานจากทีมวิจัยระบุว่า คางคกสเปดฟุตที่เพิ่งค้นพบนี้ ถือเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำยุคไพลสโตซีน (Pleistocene: 2.58 ล้านถึง 11,700 ปีก่อน)
นักวิจัยจากลาเบรียได้ขุดพบฟอสซิลสองชิ้น โดยทั้งคู่เป็นชิ้นส่วนของกระดูกที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำของคางคกสเปดฟุต ท่ามกลางคอลเลกตัวฟอสซิลที่เคยถูกขุดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1929 เนื่องจากกระดูกขนาดเล็กมักได้รับความสนใจน้อยกว่ากระดูกของสัตว์ขนาดใหญ่
ฟอสซิลเหล่านี้จึงถูกละเลยและไม่ได้รับการศึกษาจนกระทั่งปี ค.ศ. 2023 เมื่อ ดร. เจ. อัลเบอร์โต ครูซ (Dr. J. Alberto Cruz) หัวหน้าทีมวิจัย ได้เริ่มคัดแยกคอลเลกชันดังกล่าว โดยเขาเผยว่าไม่ได้คาดหวังว่าจะได้พบสายพันธุ์ใหม่เลยแม้แต่น้อย
ความยากในการค้นพบซากสิ่งมีชีวิตครึ่งบกครึ่งน้ำ
กระดูกสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเปราะบางและหาได้ยาก แต่แอ่งยางมะตอยช่วยปกป้องฟอสซิลจากการย่อยสลาย ทำหน้าที่เป็นกับดักที่เก็บรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไว้อย่างดี
ดร. เจ. อัลเบอร์โต ครูซ ได้นำฟอสซิลขนาดราว 1 เซนติเมตร จำนวนสองชิ้น ไปเปรียบเทียบกับตัวอย่างกระดูกสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งลอสแอนเจลิสเคาน์ตีและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ พบว่าส่วนรูปทรงคล้ายขวานของกระดูก sacro-urostyle มีขนาดเล็กกว่าสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน จึงยืนยันได้ว่าคางคกชนิดนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน
ความสำคัญในการค้นพบ
ดร. เจ. อัลเบอร์โต ครูซ กล่าวว่า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำมักไม่อพยพย้ายถิ่นและไวต่อสภาพแวดล้อมอย่างมาก เนื่องจากพวกมันต้องพึ่งพาแหล่งน้ำ ปริมาณน้ำฝน และอุณหภูมิเป็นหลักในการดำรงชีวิตและการสืบพันธุ์ ฟอสซิลของพวกมันจึงสะท้อนสภาพภูมิอากาศยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี
นักวิทยาศาสตร์จึงใช้สาขาชีววิทยาบรรพกาลเพื่อการอนุรักษ์ (Conservation paleobiology) ในการวิเคราะห์หลักฐานจากอดีต เพื่อทำนายแนวโน้มสภาพภูมิอากาศและหาทางปกป้องสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เสี่ยงสูญพันธุ์ในปัจจุบัน พวกมันจึงมีความสำคัญและคุ้มค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่งการค้นพบในครั้งนี้ืทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคาดการณ์ และเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ รวมถึงทำให้เราทำความเข้าใจระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมในพื้นที่นี้ได้ดียิ่งขึ้น
ที่มาข้อมูล : CNN, Journal of Vertebrate Paleontolog
ที่มารูปภาพ : CNN, Journal of Vertebrate Paleontolog
