
องค์การอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) เปิดตัวยานอวกาศสำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของดาวอังคาร ณ ศูนย์อวกาศทาเนงาชิมะ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ภารกิจนี้มีเป้าหมายที่จะลงจอดบนโฟบอส (Phobos) หนึ่งในดวงจันทร์ของดาวอังคาร เก็บตัวอย่างทรายและหินอย่างน้อย 10 กรัม กลับมายังโลก หวังไขปริศนากำเนิดระบบสุริยะและจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตบนโลก
ยานสำรวจไร้คนขับ มีชื่อว่า MMX (Martian Moons eXploration) สร้างโดยบริษัทมิตซูบิชิ อิเล็กทริก มีมวลประมาณ 4.2 - 4.5 ตัน สูงประมาณ 5.3 เมตร กว้างประมาณ 9 เมตร เมื่อแผงโซลาร์เซลล์กางออก โดยจะหุ่นยนต์สำรวจ "อิเดฟิกซ์" (IDEFIX) ที่ตั้งชื่อตามสุนัขของอัสเตริกซ์ ตัวละครการ์ตูนชื่อดังของฝรั่งเศส เดินทางไปด้วยและจะทำหน้าที่สำรวจ สังเกตการณ์บนพื้นผิว
ยานสำรวจไร้คนขับ MMX มีกำหนดทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศจากศูนย์อวกาศทาเนงาชิมะในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และจะเดินทางถึงดาวอังคารในปี 2027 จากนั้นจะโคจรรอบดาวอังคารเป็นเวลาประมาณ 3 ปี และลงจอดบนโฟบอส (Phobos) หนึ่งในดวงจันทร์ของดาวอังคาร
เป้าหมายของภารกิจนี้ คือการเก็บตัวอย่างวัตถุจากพื้นผิวของดาวโฟบอสอย่างน้อย 10 กรัมกลับมายังโลก ซึ่งหากทำสำเร็จ นับเป็นการนำตัวอย่างจากดวงจันทร์ของดาวอังคารกลับสู่โลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
สรุปข่าว
องค์การอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) เปิดตัวยานอวกาศสำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของดาวอังคาร ณ ศูนย์อวกาศทาเนงาชิมะ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ภารกิจนี้มีเป้าหมายที่จะลงจอดบนโฟบอส (Phobos) หนึ่งในดวงจันทร์ของดาวอังคาร เก็บตัวอย่างทรายและหินอย่างน้อย 10 กรัม กลับมายังโลก หวังไขปริศนากำเนิดระบบสุริยะและจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตบนโลก
ยานสำรวจไร้คนขับ มีชื่อว่า MMX (Martian Moons eXploration) สร้างโดยบริษัทมิตซูบิชิ อิเล็กทริก มีมวลประมาณ 4.2 - 4.5 ตัน สูงประมาณ 5.3 เมตร กว้างประมาณ 9 เมตร เมื่อแผงโซลาร์เซลล์กางออก โดยจะหุ่นยนต์สำรวจ "อิเดฟิกซ์" (IDEFIX) ที่ตั้งชื่อตามสุนัขของอัสเตริกซ์ ตัวละครการ์ตูนชื่อดังของฝรั่งเศส เดินทางไปด้วยและจะทำหน้าที่สำรวจ สังเกตการณ์บนพื้นผิว
ยานสำรวจไร้คนขับ MMX มีกำหนดทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศจากศูนย์อวกาศทาเนงาชิมะในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และจะเดินทางถึงดาวอังคารในปี 2027 จากนั้นจะโคจรรอบดาวอังคารเป็นเวลาประมาณ 3 ปี และลงจอดบนโฟบอส (Phobos) หนึ่งในดวงจันทร์ของดาวอังคาร
เป้าหมายของภารกิจนี้ คือการเก็บตัวอย่างวัตถุจากพื้นผิวของดาวโฟบอสอย่างน้อย 10 กรัมกลับมายังโลก ซึ่งหากทำสำเร็จ นับเป็นการนำตัวอย่างจากดวงจันทร์ของดาวอังคารกลับสู่โลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
หวังยุติข้อถกเถียงที่ยาวนาน
ทั้งนี้ องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) คาดว่า ภารกิจนี้จะเปิดเผยกระบวนการก่อตัวของดาวอังคารและดวงจันทร์บริวาร เป็นองค์ความรู้สำคัญในการทำความเข้าใจการกำเนิดของระบบสุริยะ
สำหรับการก่อตัวของดวงจันทร์ของดาวอังคารมีทฤษฎีที่ขัดแย้งกันอยู่ ก็คือ “สมมติฐานการชนครั้งใหญ่" (giant impact hypothesis) พวกมันรวมตัวกันจากเศษซากที่กระเด็นออกมาเมื่อวัตถุขนาดใหญ่ชนกับดาวอังคาร หรืออีกสมมติฐาน ก็คือ "สมมติฐานการดึงดูด" (capture hypothesis) ที่คาดว่าเดิมทีพวกมันเป็นดาวเคราะห์น้อยจากระบบสุริยะชั้นนอกที่ถูกแรงดึงดูดของดาวอังคารดึงดูดไว้
ซึ่งการวิเคราะห์ตัวอย่างที่เตรียมเก็บนี้ อาจจะมีโอกาสยุติข้อถกเถียงที่ยาวนานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของดวงจันทร์ของดาวอังคารได้
นอกจากนี้ การพิสูจน์ว่าทฤษฎีใดถูกต้องจะช่วยเปิดเผยข้อมูลว่าสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์หินได้อย่างไร ซึ่งดาวเคราะห์ที่ว่า องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) อ้างอิงถึงดาวเคราะห์หิน 4 ดวงที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร
ปาทริก มีเชล (Patrick Michel) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งทำงานในโครงการหุ่นยนต์ IDEFIX กล่าวว่า MMX จะช่วยอธิบายกลไกการส่งผ่านน้ำ สารระเหยง่าย และสารอินทรีย์ จากระบบสุริยะชั้นนอกมายังพื้นที่ดาวเคราะห์หินชั้นใน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้อาจมีบทบาทสำคัญในการทำให้ดาวเคราะห์เหล่านั้นมีสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่อาศัยได้
หากดวงจันทร์บริวารโฟบอสและดีมอสเป็นเศษซากที่เหลือจากระบบการนำส่งยุคแรกเริ่มเหล่านี้จริง วัตถุทั้งสองอาจกักเก็บเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต หรือกล่าวให้ถูกต้องกว่านั้น คือเบาะแสเกี่ยวกับการลำเลียงวัตถุที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์หินด้วย
ทั้งนี้ โครงการ MMX เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง JAXA กับศูนย์ศึกษาอวกาศแห่งชาติฝรั่งเศส (CNES), ศูนย์การบินและอวกาศเยอรมนี (DLR), องค์การนาซา (NASA) และองค์การอวกาศยุโรป (ESA) รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอีกหลายแห่ง
ซึ่งนอกจากจะสำรวจโฟบอส (Phobos) แล้ว จะทำการสังเกตการณ์ดาวบริวารดีมอส (Deimos) ซึ่งเป็นดวงจันทร์อีกดวงหนึ่งของดาวอังคารโดยไม่มีการลงจอด ก่อนที่แคปซูลนำส่งตัวอย่างจะเดินทางกลับสู่โลกและลงจอดในประเทศออสเตรเลียในช่วงประมาณปี 2031
ในอดีต ญี่ปุ่นเคยประสบความสำเร็จในการเก็บตัวอย่างวัตถุจากอวกาศกลับสู่โลกแล้ว โดยยานฮายาบูสะ-2 (Hayabusa-2) ได้นำหินและฝุ่นละอองน้ำหนัก 5.4 กรัม จากดาวเคราะห์น้อยที่ห่างจากโลกหลายร้อยล้านกิโลเมตรกลับมาได้ในปี 2020
MMX ไม่ใช่ภารกิจเดียวที่พยายามนำวัตถุจากดาวอังคารกลับสู่โลก
หุ่นยนต์สำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) ขององค์การนาซา ซึ่งปฏิบัติภารกิจแล่นสำรวจบนดาวอังคารมาตั้งแต่ปี 2021 ได้เก็บรวบรวมตัวอย่างพร้อมสำหรับการนำส่งกลับโลกไว้แล้วเช่นกัน
ขณะเดียวกัน จีนได้ประกาศว่า ยานอวกาศเทียนเวิน-3 (Tianwen-3) ที่มีกำหนดการปล่อยตัวในช่วงปี 2028 ก็มีเป้าหมายที่จะตัวอย่างวัตถุจากดาวอังคารกลับมายังโลกในปี 2031 ซึ่งมีโอกาสที่จะเสร็จสิ้นภารกิจได้เร็วกว่าการนำส่งตัวอย่างของภารกิจ MMX อีกด้วย
- จีนประณามนักการเมืองญี่ปุ่น ล้างความผิดสงครามโลก ปมเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ
- ทาคาอิจิย้ำจะไม่ให้โศกนาฏกรรมสงครามซ้ำรอยอีก ในวันครบรอบ 81 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2
- เสื้อกั๊กกันรังสี “AstroRad” ทดสอบภารกิจ "Artemis I” ป้องกันอันตรายให้นักบินอวกาศ
- ญี่ปุ่นประท้วง “ปูติน” เยือนเกาะเอโตโรฟุ หนึ่งในหมู่เกาะพิพาทญี่ปุ่น-รัสเซีย
- บริษัทญี่ปุ่น"ล้มละลาย"ทะลุ 1,000 แห่ง 2 เดือนติด
ที่มาข้อมูล : The Japan Times
ที่มารูปภาพ : JAXA
