จีนวิจัยจนพบว่า เขื่อน คันกั้นน้ำ การปิดกั้นทางน้ำ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมแรงขึ้น !!

Share on Line Share on Facebook Share on X
จีนวิจัยจนพบว่า เขื่อน คันกั้นน้ำ การปิดกั้นทางน้ำ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมแรงขึ้น !!

งานวิจัยที่ศึกษาประวัติศาสตร์น้ำท่วมของแม่น้ำแยงซีของประเทศจีนตลอดช่วงประมาณ 500 ปี พบว่า การก่อสร้างคันกั้นน้ำ การปิดกั้นทะเลสาบ และการนำพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงมาใช้ประโยชน์ อาจลดพื้นที่ที่แม่น้ำสามารถระบายน้ำและกระจายน้ำตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง น้ำมีพื้นที่รองรับน้อยลงและอาจทำให้ระดับน้ำหรือปริมาณการไหลสูงสุดเพิ่มขึ้น

สรุปข่าว

งานวิจัยที่ศึกษาประวัติศาสตร์น้ำท่วมของแม่น้ำแยงซีของประเทศจีนตลอดช่วงประมาณ 500 ปี พบว่า การก่อสร้างคันกั้นน้ำ การปิดกั้นทะเลสาบ และการนำพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงมาใช้ประโยชน์ อาจลดพื้นที่ที่แม่น้ำสามารถระบายน้ำและกระจายน้ำตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง น้ำมีพื้นที่รองรับน้อยลงและอาจทำให้ระดับน้ำหรือปริมาณการไหลสูงสุดเพิ่มขึ้น

งานวิจัยที่ศึกษาประวัติศาสตร์น้ำท่วมของแม่น้ำแยงซีของประเทศจีนตลอดช่วงประมาณ 500 ปี พบว่า การก่อสร้างคันกั้นน้ำ การปิดกั้นทะเลสาบ และการนำพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงมาใช้ประโยชน์ อาจลดพื้นที่ที่แม่น้ำสามารถระบายน้ำและกระจายน้ำตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง น้ำมีพื้นที่รองรับน้อยลงและอาจทำให้ระดับน้ำหรือปริมาณการไหลสูงสุดเพิ่มขึ้น

แม่น้ำแยงซีเคยมีพื้นที่ธรรมชาติช่วยรับน้ำ

ในอดีต เมื่อแม่น้ำแยงซีมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น น้ำจะไม่ได้ไหลอยู่ในร่องแม่น้ำเพียงอย่างเดียว แต่สามารถกระจายออกไปยังพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง ทะเลสาบ และพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรอบ พื้นที่เหล่านี้ทำหน้าที่คล้ายพื้นที่กักเก็บน้ำขนาดใหญ่ตามธรรมชาติ เมื่อน้ำไหลออกจากแม่น้ำ พื้นที่เหล่านี้จะช่วยดูดซับและชะลอการไหลของน้ำ ก่อนที่จะค่อย ๆ ปล่อยน้ำกลับเข้าสู่ระบบในภายหลัง แม้พื้นที่บางแห่งจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่การกระจายน้ำออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ช่วยลดแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำสายหลัก

เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นและพื้นที่ริมแม่น้ำมีความสำคัญต่อการเกษตรและการพัฒนาเมือง มนุษย์จึงเริ่มสร้างคันกั้นน้ำ ระบายน้ำออกจากทะเลสาบ และนำพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงมาใช้ทำการเกษตรหรือพัฒนาเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวช่วยปกป้องพื้นที่ที่มนุษย์เข้าไปใช้ประโยชน์จากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ในเวลาเดียวกันก็ลดพื้นที่ที่แม่น้ำสามารถใช้รองรับน้ำส่วนเกินได้

ทีมนักวิจัยนานาชาติที่นำโดย Yu Shiyong จาก Jiangsu Normal University ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อศึกษารูปแบบน้ำท่วมในอดีตของแม่น้ำแยงซี โดยใช้ทั้งข้อมูลชั้นตะกอน บันทึกทางประวัติศาสตร์ และข้อมูลการวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศย้อนหลังที่มีความละเอียดสูง ผลการศึกษาพบว่า การก่อสร้างคันกั้นน้ำอาจทำให้ขนาดโดยประมาณของน้ำท่วมระดับ 100 ปีเพิ่มขึ้นประมาณ 18% ขณะที่การปิดกั้นทะเลสาบและการนำพื้นที่ทะเลสาบมาใช้ประโยชน์อาจเพิ่มขนาดของน้ำท่วมประเภทเดียวกันประมาณ 8%

คำว่า “น้ำท่วมระดับ 100 ปี” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะไม่ได้หมายความว่าน้ำท่วมลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในทุก 100 ปี แต่เป็นคำอธิบายทางสถิติสำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมที่มีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 1% ในแต่ละปี ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้หมายความว่าทุก ๆ 100 ปีจะต้องเกิดน้ำท่วมหนึ่งครั้ง แต่ใช้เพื่ออธิบายระดับความรุนแรงและความน่าจะเป็นของเหตุการณ์น้ำท่วม

นักวิจัยไม่ได้ปฏิเสธประโยชน์ของเขื่อนและคันกั้นน้ำ เพราะโครงสร้างเหล่านี้สามารถช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมขนาดเล็กและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ระบบถูกออกแบบให้รองรับ เมื่อแม่น้ำถูกจำกัดให้อยู่ภายในพื้นที่แคบ น้ำปริมาณมหาศาลจะมีพื้นที่สำหรับกระจายตัวน้อยลง หากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว ระบบป้องกันอาจต้องรับแรงดันจากน้ำที่มากขึ้น และหากระดับน้ำสูงเกินกว่าความสามารถของโครงสร้าง น้ำก็สามารถไหลข้ามหรือทำให้ระบบป้องกันเกิดความเสียหายได้

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผลลัพธ์อาจรุนแรงกว่าการปล่อยให้พื้นที่บางส่วนของแม่น้ำสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ

Levee Effect เมื่อความรู้สึกปลอดภัยกลับเพิ่มความเสียหาย

อีกประเด็นสำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า Levee Effect หรือผลกระทบจากคันกั้นน้ำ ซึ่งไม่ได้เกิดจากตัวคันกั้นน้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนไปหลังจากมีระบบป้องกันน้ำท่วม เมื่อมีเขื่อนหรือคันกั้นน้ำ ผู้คนและภาคธุรกิจอาจรู้สึกว่าพื้นที่ริมแม่น้ำมีความปลอดภัยมากขึ้น จึงเกิดการก่อสร้างบ้าน โรงงาน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่เดิมอาจมีความเสี่ยงจากน้ำท่วม

เมื่อพื้นที่เหล่านี้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มูลค่าทรัพย์สินและจำนวนประชากรในพื้นที่เสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น เมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่รุนแรงเกินกว่าความสามารถของระบบป้องกัน ความเสียหายจึงอาจสูงกว่าที่เคยเป็น เพราะไม่ได้มีเพียงพื้นที่เกษตรหรือพื้นที่ว่างที่ได้รับผลกระทบ แต่มีประชากร อาคาร โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากเข้ามาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว

นี่คือเหตุผลที่การมีระบบป้องกันน้ำท่วมไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจากน้ำท่วมจะหายไป แต่บางครั้งอาจเป็นการเปลี่ยนรูปแบบของความเสี่ยงจาก “น้ำท่วมที่เกิดบ่อยแต่ความเสียหายไม่สูงมาก” ไปเป็น “น้ำท่วมที่เกิดไม่บ่อยแต่เมื่อเกิดขึ้นอาจสร้างความเสียหายมหาศาล”

นักวิจัยเสนอว่าการจัดการน้ำท่วมในอนาคตควรใช้แนวทางแบบผสมผสาน แทนที่จะเลือกเพียงการสร้างเขื่อนและคันกั้นน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นหรือมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญยังจำเป็นต้องได้รับการป้องกันด้วยระบบวิศวกรรม แต่ในพื้นที่อื่นควรเปิดโอกาสให้แม่น้ำสามารถกระจายน้ำได้มากขึ้น

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเชื่อมทะเลสาบและพื้นที่ชุ่มน้ำกลับเข้ากับระบบแม่น้ำ รวมถึงฟื้นฟูพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงเพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดพื้นที่รับน้ำท่วมที่มีการควบคุมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เมื่อเกิดน้ำหลาก น้ำสามารถถูกเบี่ยงเข้าสู่พื้นที่ที่กำหนดโดยไม่ต้องปล่อยให้ไหลเข้าสู่เขตเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจที่มีความเสียหายสูง

การฟื้นฟูป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณต้นน้ำก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยชะลอการไหลของน้ำฝนก่อนที่จะเข้าสู่แม่น้ำ ซึ่งสามารถช่วยลดความเร็วในการสะสมของน้ำในระบบได้

ที่มาข้อมูล : https://interestingengineering.com/innovation/china-flood-defenses-more-dangerous

ที่มารูปภาพ : gettyimages