ผลสำรวจชี้ “ชาวเน็ตสหรัฐฯ” 3 ใน 5 จี้รัฐคุมเข้ม “โซเชียลมีเดีย” ปกป้องเด็ก

Share on Line Share on Facebook Share on X
ผลสำรวจชี้ “ชาวเน็ตสหรัฐฯ” 3 ใน 5 จี้รัฐคุมเข้ม “โซเชียลมีเดีย” ปกป้องเด็ก

กระแสการสั่งคุมเข้มโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กยังคงร้อนแรง โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ร่วมกับ อิปซอสส์ (Ipsos) บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก เผยผลสำรวจของชาวอเมริกัน พบว่าส่วนใหญ่สนับสนุนให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการควบคุมการดำเนินธุรกิจของบริษัทโซเชียลมีเดีย รวมถึงการออกข้อบังคับให้มีระบบตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน เพื่อกีดกันไม่ให้เด็กเล็กเข้าถึงโซเชียลมีเดีย

สรุปข่าว

ผลสำรวจล่าสุดจาก Reuters/Ipsos เผยว่าชาวอเมริกันสูงถึง 3 ใน 5 (61%) สนับสนุนให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการกำกับดูแลบริษัทโซเชียลมีเดียอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการบังคับใช้ระบบตรวจสอบอายุผู้ใช้งานเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากการเข้าถึงแพลตฟอร์ม ท่ามกลางแรงกดดันทางกฎหมายและการฟ้องร้องระลอกใหญ่ต่อยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Meta และ YouTube ในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการเสพติดของเด็ก สะท้อนให้เห็นว่าแม้ประชาชนจะยังมองว่าโซเชียลมีเดียให้ความบันเทิง แต่ความกังวลต่อความปลอดภัยของเยาวชนออนไลน์กลับกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว

กระแสการสั่งคุมเข้มโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กยังคงร้อนแรง โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ร่วมกับ อิปซอสส์ (Ipsos) บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก เผยผลสำรวจของชาวอเมริกัน พบว่าส่วนใหญ่สนับสนุนให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการควบคุมการดำเนินธุรกิจของบริษัทโซเชียลมีเดีย รวมถึงการออกข้อบังคับให้มีระบบตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน เพื่อกีดกันไม่ให้เด็กเล็กเข้าถึงโซเชียลมีเดีย

การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็นเวลา 6 วัน และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง เมตา (Meta) กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางกฎหมายที่เพิ่มสูงขึ้น จากประเด็นการดูแลและปกป้องผู้ใช้งานเยาวชน หลังจากอัยการรัฐฟ้องร้องว่าบริษัทออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เด็กและเยาวชนเสพติด

ด้าน เมตา (Meta) ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่าบริษัทอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษเป็นมูลค่าสูงถึง 1,400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 46,000,000 ล้านบาท หากฝ่ายรัฐชนะคดี 

นอกจากนี้ ศาลรัฐนิวเม็กซิโกยังมีคำสั่งแยกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ให้เมตา (Meta) จ่ายเงินจำนวน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 18,000 ล้านบาท เข้ากองทุนสุขภาพจิตเยาวชน พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้รุ่นเยาว์ หลังจากพบว่าบริษัทมีส่วนรับผิดชอบต่อการส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของเด็ก

บริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังคงเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากฝ่ายนิติบัญญัติต่าง ๆ ทั่วสหรัฐฯ เกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อเยาวชน โดยปัจจุบันมากกว่า 10 รัฐได้ผ่านกฎหมายควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน เพื่อยกระดับความปลอดภัยออนไลน์ 

ขณะที่ เน็ตชอยส์ (NetChoice) กลุ่มตัวแทนการค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดีย เช่น เมตา (Meta) และ ติ้กตอก (TikTok) ได้ยื่นฟ้องเพื่อระงับกฎหมายที่บังคับให้แอปพลิเคชันต้องตรวจสอบอายุผู้ใช้ โดยอ้างว่ากฎหมายดังกล่าวละเมิดการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก

เสียงสะท้อนจากประชาชน “ถึงเวลา” ต้องมีคนเข้ามาจัดการ

ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณร้อยละ 61 เห็นว่าบริษัทโซเชียลมีเดียจำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ร้อยละ 66 เห็นด้วยกับกฎหมายที่จะบังคับให้บริษัทโซเชียลมีเดียใช้เครื่องมือตรวจสอบอายุ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์ม

แม้ว่าปัจจุบันสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ยังไม่ได้ผ่านกฎหมายที่มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องเด็กบนโซเชียลมีเดียโดยตรง แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 85 เชื่อว่าโซเชียลมีเดียสามารถก่อให้เกิดอาการเสพติดในเด็กได้ และในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมองว่าการใช้งานอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของเด็ก

ทั้งนี้เสียงจากกลุ่มผู้ปกครองบางส่วนมองว่า บริษัทโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นมากเกินไป และยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเหล่านี้ควบคุมสิ่งที่ผู้ใช้เห็นบนแอปมากเกินไป โดยหวังว่าบริษัทโซเชียลมีเดีย จะสามารถหาวิธีที่ดียิ่งขึ้นกว่านี้ ในการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และควรมีการกำกับดูแลจากรัฐบาลมากกว่านี้ 

ใช้งานแล้วสนุก แต่ยอมรับว่าใช้เวลามากเกินไป

แม้จะมีข้อกังวล แต่ชาวอเมริกันก็ยอมรับว่าพวกเขารู้สึกชื่นชอบการใช้โซเชียลมีเดีย โดยร้อยละ 70 ระบุว่าช่วงเวลาที่ใช้บนแพลตฟอร์มเป็นเรื่องสนุก และมีเพียงร้อยละ 35 เท่านั้นที่บอกว่ามันทำให้เครียด ขณะที่ประเด็นเรื่องการใช้งานเกินพอดี เสียงของประชาชนแตกออกเป็นสองฝ่าย โดยร้อยละ 52 ยอมรับว่าตนเองใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียมากเกินไปในแต่ละวัน ขณะที่ร้อยละ 43 เห็นต่าง

ทั้งนี้ ผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ร่วมกับ อิปซอสส์ (Ipsos) จัดทำขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสอบถามความคิดเห็นจากผู้ใหญ่ชาวอเมริกันจำนวน 4,505 คน 

ที่มาข้อมูล : reuters.com

ที่มารูปภาพ : camilo jimenez on Unsplash